ไร้บัตรประชาชนทำให้ขาดสวัสดิการ-เดินทางไม่ได้ ยื่น 5 ข้อเสนอ วอนขอเป็นของขวัญวันผู้สูงอายุ 13 เม.ย. ระบุทำเรื่องแล้วหลายรอบแต่เงียบหาย

เมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่สำนักงานบ้านใกล้ฟ้า บ้านป่าคาสุขใจ ต.แม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา(พชภ.)ได้จัดงานวันคนเฒ่าไร้สัญชาติ โดยชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ อาทิ ลีซู อาข่า ลาหู่ ม้ง เมี่ยน จีนยูนาน ไทยลื้อ ลาวอพยพ ไทยใหญ่ จำนวนหลายร้อยคนมาร่วมงาน ทั้งนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับใช้กฎหมายและแนวทางแก้ไขการไร้สถานะและสิทธิของบุคลในประเทศไทย วุฒิสภา เข้าร่วมสังเกตการณ์

 

 

ทั้งนี้ผู้เฒ่าไร้สัญชาติที่มาร่วมงานประกอบด้วย 4 กลุ่มปัญหาประกอบด้วย 1.ผู้เฒ่าที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยนานแล้วแต่ตกหล่นจากทะเบียนราษฎรไทย  2.ผู้เฒ่าที่ได้รับการจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลประเภท6  3.ผู้เฒ่าที่ได้รับการจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลประเภท0  และ4.ผู้เฒ่าที่ได้รับสถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวทีได้เปิดโอกาสให้ผู้เฒ่าไร้สัญชาติได้ลุกขึ้นแสดงความในใจ โดยผู้เฒ่าหลายคน เช่น นายหลี่เชียวสือ ผู้เฒ่าชาวลีซู ได้แสดงความน้อยใจที่อยู่เมืองไทยมา 50 ปี แต่ยังไม่ได้สัญชาติสักที ขณะที่ผู้เฒ่าชาวอาข่าจากบ้านป่าคาสุขใจระบุว่าตอนนี้มีผู้เฒ่านับร้อยคนมีปัญหานี้ ขณะที่ลูกหลานต่างได้รับสัญชาติไปหมดแล้ว

 

“ทำเรื่องขอสัญชาติมาแล้ว 3 ครั้ง ครั้งแรกตั้งแต่เกือบ 20 ปีก่อน แต่จนบัดนี้ยังไม่ได้รับสัญชาติ ทุกครั้งที่ไปยื่นที่อำเภอเขาก็รับเรื่องไว้แล้วก็เงียบหมายไป ครั้งนี้หากได้ก็แล้วไป แต่ถ้าเงียบหายไปอีก ผมจะฟ้องขอความเป็นธรรมจากศาลแน่นอน” นายเล่าเซ้ง แซ่เล้า ผู้เฒ่าม้งกล่าว

 

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายคนทำงานด้านสัญชาติได้ยื่นหนังสือข้อเสนอทางออกในการแก้ไขปัญหาผู้เฒ่าไร้สัญชาติในประเทศไทยจำนวน 5 ข้อ โดยมีเนื้อหาดังนี้

 

1.ข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาผู้เฒ่าที่อาศัยอยู่นานและตกหล่นทางทะเบียนนั้น ขอให้สำนักงานทะเบียนมีหน้าที่ในการเพิ่มชื่อบุคคลที่มีข้อเท็จจริงว่ามีสัญชาติไทยแต่ตกหล่นเข้าสู่ระบบทะเบียนราษฎรของคนสัญชาติไทย ส่วนกลุ่มผู้เฒ่าที่มีข้อเท็จจริงว่าไม่มีสัญชาติ ควรเร่งรัดให้สำนักงานทะเบียนดำเนินการจัดทำทะเบียนประวัติเพื่อให้บุคคลเหล่านี้ได้พัฒนาสถานะบุคคลของตน

 

2.ข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาผู้เฒ่าที่มีเอกสารทางทะเบียนราษฎรและมีสิทธิในการได้รับการพัฒนาสถานะบุคคล(หัวเลข 6และหัว 0)นั้น  หากมีข้อเท็จจริงว่ามีสัญชาติไทย ของให้เร่งรัดสำนักงานทะเบียนดำเนินการพิสูจน์สถานะตามกฎหมายโดยด่วน แต่หากข้อเท็จจริงว่าผู้เฒ่าเหล่านี้ไม่มีสัญชาติไทย แต่อาจได้รับการพัฒนาสถานะบุคคลได้ก็ขอให้เร่งรัดดำเนินการ 3.ข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาผู้เฒ่าที่ได้รับสถานะต่างด้าวเข้าเมืองชอบกฎหมายและรอแปลงสัญชาตินั้น ขอให้เร่งรัดดำเนินการเป็นกรณีพิเศษ เช่น การลดขั้นตอนการพิจารณา ให้ให้ดำเนินการแก้ไขหลักเกณฑ์เรื่องรายได้โดยคำนึกถึงสภาพแห่งรายได้ตามความเป็นจริง

 

4.ข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาบุตรหลานของผู้เฒ่าไร้รัฐไร้สัญชาติที่ตกอยู่ภายใต้มาตรา 7 ทวิแห่งพ.ร.บ.สัญชาติ 2508 ควรเร่งรัดให้ออกกฎกระทรวงเพื่อไม่ให้บุตรหลานคนเหล่านั้นตกอยู่ในข้อสันนิษฐานที่ว่าเป็นคนต่างด้าวเข้าเมือง และเร่งรัดลดขั้นตอนในกระบวนการพิจารณาคำร้องขอสัญชาติตามมาตรา 7 ทวิวรรค 2 และ5.ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาการแยกหมู่บ้าน โดยการพิจารณาถึงภูมิศาสตร์ชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านมีสิทธิในการบริหารหมู่บ้านตนเองและเกิดการกระจายอำนาจอันทำให้ดูแลชุมชนได้ทั่วถึง

 

นายสุพจน์ เลียดประถม ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า เรามองเรื่องเด็กสตรีมากทำให้หลงลืมผู้เฒ่ากัน โดยเฉพาะผู้เฒ่าไร้สัญชาติ ซึ่งจากการลงพื้นที่รับฟังปัญหาทำให้พบว่ามีปัญหาอยู่จริงและจำเป็นต้องแก้ไข บางคนเป็นคนตกหล่นจากทะเบียนราษฎรโดยไม่เคยมีชื่อเลย ซึ่งต้องหาช่องทางที่เร็วขึ้นเพื่อให้คนเฒ่าเหล่านี้ได้รับสัญชาติเพราะคนเหล่านี้ได้รับความลำบากมานาน และยังมีปัญหาในเรื่องการสื่อสาร ดังนั้นเรื่องนี้คงต้องแก้ไขกันในระดับนโยบายด้วย

 

นางเตือนใจ ดีเทศน์ ที่ปรึกษามูลนิธิพชภ. กล่าวว่า อยากให้สังคมได้รับรู้ปัญหาของผู้เฒ่าไร้สัญชาติซึ่งปัจจุบันคนกลุ่มนี้มีอยู่จำนวนไม่น้อย เฉพาะแค่บนดอยแม่สลองก็หลายร้อยคน โดยผู้เฒ่าเหล่านี้ต้องอยู่อย่างมีปัญหาเพราะไม่ได้รับสวัสดิการใดๆ ทั้งๆ ที่คนเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศมาโดยตลอด นอกจากนี้ยังเลี้ยงดูลูกหลานเติบใหญ่เป็นกำลังสำคัญของประเทศ ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลสนใจและเร่งแก้ปัญหาให้เป็นของขวัญในวันผู้สูงอายุ 13 เมษายน

 

นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ เลขาธิการมูลนิธิสาธารณะสุขแห่งชาติ กล่าวว่า ถ้าแก้ปัญหาต้องแก้ให้ครบ โดยเฉพาะเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แม้คนเฒ่าเหล่านี้สามารถรักษาพยาบาลได้ แต่เดินทางไปไหนลำบาก การแก้ปัญหาอาจแบ่งได้ดังนี้ 1.กติกาใหญ่ระดับนโยบายที่เป็นกติกากลาง 2.ขั้นตอนปฏิบัติ ซึ่งเป็นเรื่องของความน่าเชื่อถือว่าผู้เฒ่ามีคุณสมบัติครบถ้วนหรือไม่ แต่ภาครัฐบอกว่าไม่ใช่ วิธีการแก้ปัญหาคือต้องตั้งคณะกรรมการร่วมกัน 3.เรื่องประโยชน์ด้านสวัสดิการนั้นภาคปฏิบัติช่วยได้มาก หากภาคราชการและระดับนโยบายช่วยเหลือก็จะทำให้การทำงานง่ายขึ้นเช่นเดียวกับเรื่องการรักษาพยาบาล ทำอย่างไรให้กลไกลภาครัฐเข้ามาดูแลชาวบ้านได้.

 

 

 

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.