received_881252405251379

โดย ระพี สาคริก

การคิดเอามหาวิทยาลัยออกนอกระบบ โบราณได้กล่าวไว้ว่า “ขึ้นต้นก็เห็นไรฟันเสียแล้ว” คำว่าขึ้นต้นก็เห็นไรฟันหมายความว่ายังไง ก็หมายความว่ามันเป็นให้เห็นความจริงว่าเล่นไม่ซื่อ คำว่าเล่นไม่ซื่อนั้นจะเจตนาหรือไม่เจตนามันก็ไม่ซื่ออยู่ดี เพราะฉันเคยพูดไว้แล้วในอดีต

ฉันเคยพูดไว้ว่า “โรคมะเร็งมันยังไม่ร้ายเท่ากับโรคเอาอย่างคนอื่น” เพราะโรคมะเร็งถึงมันจะคร่าชีวิตคนมันก็ตายทีละคน แต่โรคเอาอย่างคนอื่นนั้นมันตายทั้งสังคม” ทั้งนี้เพราะเหตุการณ์เอาอย่างคนอื่นโดยไม่ได้เกิดจากรากฐานจิตใจตนเองคือการทำลายวัฒนธรรมท้องถิ่น ถ้าใครมองเรื่องนี้ไม่เห็นก็ขอให้ไปล้างตาเสียใหม่ ตาที่ว่านั้นก็คือปัญญาตัวเอง

ที่ร้ายยิ่งกว่านั้นก็คือความคิดแบบนี้สะท้อนให้เห็นว่าคนที่คิดรวมทั้งคนที่เห็นด้วยแสดงให้รู้ความจริงจากใจว่า ไม่เห็นใจคนอื่น ทำไมฉันจึงพูดว่าคนที่คิดแบบนี้ไม่เห็นใจคนอื่น ก็เพราะเหตุว่าความคิดที่อยู่นอกระบบมันไม่ใช่นอกระบบในด้านวัตถุแต่หมายความถึงนอกระบบในด้านจิตวิญญาณซึ่งเต็มไปด้วยขยะ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือชำระล้างจิตใจเสียใหม่ให้มีอิสระมากขึ้น

ที่ฉันพูดแบบนี้ก็เพราะตัวฉันเองได้ปฏิบัติมาแล้ว ถ้าไม่ปฏิบัติโดยลงไปนอนอยู่กับพื้นดินซึ่งช่วยให้รู้แจ้งเห็นจริงแล้วไฉนเลยคนอย่างฉันจำนำมาพูดให้มันเสื่อมศรัทธา นี่ไปเรียนเมืองนอกเข้าสักหน่อย กลับมาก็คว้าเอามาพูดเพราะคนประเภทนี้ไม่สามารถปรับใจได้เร็วเท่ากับการเปลี่ยนแปลงทางวัตถุจึงยกเอามาพูดทั้งดุ้น โดยไม่ได้ปรับเปลี่ยนจากวัตถุมาเป็นจิตใจคน แล้วจะให้เรียกว่าคนลักษณะนี้เห็นใจคนอื่นได้อย่างไร นี่แหละคือความจริงที่ฉันขออนุญาตนำมาชี้แจงเอาไว้ ณ โอกาสนี้

คนที่เริ่มต้นคิดแบบนี้นั้นน่าจะเป็นคนที่คบได้ยาก ถึงใครคบในที่สุดตัวเองนั่นแหละที่ควรถูกประณามว่าเป็นคนขายชาติและใช้อิทธิพลเงินตราเป็นเครื่องมือในการวินิจฉัย

แต่ก่อนเท่าที่สภาพแวดล้อมในสถาบันการศึกษาปรากฏชัดเจนให้เชื่อมั่นได้ก็คือ “คนแต่ก่อนไม่ได้เชื่อบุคคลภายนอกง่ายมากเหมือนคนเดี๋ยวนี้

เพราะคนเดี๋ยวนี้ไปเห็นเปลือกเมืองนอกเข้าหน่อยพอกลับมาก็เอามาใช้งานเลยทั้งดุ้นโดยไม่ได้ปลอกเอาเปลือกซึ่งเป็นรูปวัตถุอันเป็นผลพวงของการปฏิบัติก่อนที่จะนำมาใช้ให้ได้ผลอย่างจริงจัง

โบราณได้กล่าวไว้ว่า การรู้ผิดรู้ถูกนั้นย่อมเกิดจากความหลงผิดโดยใช้กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่คนยุคปัจจุบันพอไปพบเห็นผลพวงอันเกิดจากรูปวัตถุก็ลุ่มหลงมัวเมาจึงรีบเก็บรวบรวมเอามาใช้งานเลยทีเดียว ในที่สุดผลลัพธ์ก็คือชนรุ่นหลังจำต้องได้รับความเดือดร้อนหนัก เพราะคนรุ่นก่อนเอาอิทธิพลรูปวัตถุมาใช้โดยไม่ถามไถ่อะไรทั้งนั้น บุคคลลักษณะนี้ในอดีตถูกไล่ออกมาจากหลายองค์กรแล้ว ลองคิดดูเองก็แล้วกันว่าเป็นใคร หากใครหลงทำตามในที่สุดก็คงถูกไล่ออกมาเช่นเดียวกับคนเดิมซึ่งไม่มีใครเขาเอาด้วย

ฉันจำได้ว่าประมาณปี พ.ศ. 2500 ปรากฏว่ามีนักเรียนไทยคนหนึ่งหลังจากไปพบเห็นคนจากที่อื่นนำเอาอิทธิพลรูปวัตถุมาใช้เป็นเครื่องมือกำหนดวิถีการดำเนินชีวิตก็ไปหลงอยู่กับความแปลกใหม่โดยไม่สนใจยาพิษที่มันแทรกอยู่ในนั้น แต่คนแบบนี้คิดแต่จะเอาความโดดเด่นใส่ตัวด้านเดียวซึ่งมันไม่ยั่งยืนอะไรเลยนอกจากทำลายสังคมซึ่งเราร่วมมือกันสร้างสรรค์มาในอดีต เช่น บรรพบุรุษของเราเอง แม้แต่รำลึกถึงพระคุณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช คนลักษณะนี้แทนที่จะกลับทิศทางการปฏิบัติเสียใหม่ ดังที่ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุได้ชี้นำไว้ในอดีต จนกระทั่งได้เห็นความจริงแล้วจึงค่อยตัดสินใจโดยเด็ดขาด

แต่ชนรุ่นหลังกลับคิดว่าการนำสถาบันการศึกษาออกนอกระบบนั้นเป็นการนำออกไปสู่ความทันสมัย แต่หารู้ไม่ว่าความทันสมัยในที่นี้นั้นเป็นการจัดผิดด้านของกฎระเบียบ รวมทั้งจารีตประเพณีอันดีงามซึ่งส่งผลทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ฝังอยู่ในรากฐานชีวิต ทั้งนี้เพราะเหตุว่าสภาพการเปลี่ยนแปลงอันสืบเนื่องมาจากความคิดดังกล่าวนั้นคือการนำชุมชนเข้าไปอยู่ในอำนาจวัตถุเพราะตัวเองขาดความสามารถในการหยั่งรู้ความจริงภายในจิตใต้สำนึก

ถ้าขืนทำแบบนี้ ฉันก็คงตัดสินใจเด็ดขาดให้ปลดเอาป้ายชื่อของฉันที่ยอดตึกสูง ชื่อถนนก็มี ชื่อสวนกล้วยไม้ก็มีอีก ฉันจะขอให้ปลดเอาออกให้หมด อย่าเก็บไว้ให้มันสกปรกเปรอะเปื้อนอะไรเลย

ไม่ต้องสังเกตอื่นไกล แต่ขอให้สังเกตดูว่าคนที่กำหนดวิถีการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นคือคนที่สนใจนิยมลอกแบบความคิดจากผู้อื่นเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในสังคมไทยเอง

สรุปแล้วกฎระเบียบที่กล่าวถึงมาตั้งแต่แรกนั้น แท้จริงแล้วหาใช่เป็นการออกนอกระบบไม่ หากถือเป็นการปลดใจตัวเองออกนอกวิธีปฏิบัติอันควรอยู่กับเหตุและผล

ดังจะเห็นได้ว่าผลจากการเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากกิเลสของมนุษย์นั้นถ้าคิดจะเปลี่ยนมันก็เปลี่ยนยาก เมื่อเปลี่ยนยากแล้วยังดันเปลี่ยนก็แสดงให้เห็นว่าคนเปลี่ยนหยั่งรู้ความจริงโดยใช้วิถีเปลี่ยนจากด้านที่มีจิตวิญญาณมาเป็นด้านอิทธิพลวัตถุ

บ้านเรามีหน่วยงานปราบยาเสพติด แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ยาเสพติดที่มันอยู่ในหัวใจคน ดังเช่น เสพติดอำนาจ เสพติดรูปร่างของที่อื่นไม่ว่าที่ไหนมันจะลุกเป็นไฟก็ไปเสพติดเข้าไว้โดยไม่รู้สึกตัว แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ เราคงถูกปรามาสว่าเป็นคนทำลายชาติบ้านเมือง เหมือนกับเส้นผมบังภูเขาที่โบราณเคยกล่าวไว้เป็นเรื่องน่าคิด

ทั้งหมดที่อยู่ในบทความเรื่องนี้ฉันขอกราบเท้าทุกคน เพราะชีวิตนี้มีแต่ทำลายกับทำลาย ที่ดีที่สุดก็คือการทำลายคุณค่าของตัวเอง

ออสเตรเลียก็เคยคิดเอามหาวิทยาลัยออกนอกระบบมาแล้ว แต่เขาไวหน่อยเพราะพอรู้สึกว่ามันไม่เข้าท่า เขาก็รีบปล่อยวาง

เหตุใดเมืองไทย ไปอยู่ในสิ่งที่ดีงามก็ไม่เอามา แต่พอไปเห็นสิ่งที่ส่งผลทำลายก็รีบไปตะคลุบเอามาใช้ในบ้านเมืองเราโดยที่คิดว่าตัวเองจะได้มีหน้ามีตา แต่แท้จริงแล้วกำลังจะตกกระป๋องเพราะเหตุนี้

นี่แหละที่ฉันพูดอยู่เสมอว่าอย่าดูถูกของเล็กเพราะเราอาจมองไม่เห็นความจริงที่มันลึกซึ้งและมีความดีงามยิ่งกว่าของใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยขยะอันหมายถึงมนุษย์ผู้ใจบาปหยาบช้า

อนึ่ง สิ่งที่เปลี่ยนไปแล้วนั้นจะคิดแก้ไขมันก็ยากแสนยาก เพราะฉะนั้นขอให้ทุกคนอยู่อย่างมีสติและพยายามรักษาเหตุผลที่มันอยู่ในใจตนเองเอาไว้ให้อยู่ได้ ฉันจึงบอกกับทุกคนว่ามะเร็งโรคร้ายนั้นมันยังร้ายน้อยกว่าโรคเอาอย่างคนอื่น นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งควรระวังให้ดีว่าในอนาคตอาจทำให้ชาติไทยต้องสูญเสียอิสระและเสรีภาพ นั่นคือโรคติดเชื้ออาเซียน

/////////////////////////////////

 

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.