ชาวบ้านฮือต้านอพยพสร้างเขื่อน-โรงแยกก๊าซนิคมฯทวายส่อวุ่น

“ชุมชน-วัด-โบราณสถาน” โดนถ้วนหน้า กระทบคนนับหมื่น รัฐบาลพม่าส่ง จน ท.เจรจาแต่ไร้ผล

 

แม้โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายซึ่งจะมีการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกและนิคม อุตสาหกรรมขนาดยักษ์ในเมืองเอกของเขตตะนาวศรี ประเทศพม่า กำลังถูกจับตาจากนักลงทุนทั่ว โลกว่าจะเป็น เกตเวย์ แห่งใหม่ในภูมิภาคนี้ และสร้างความคึกคักทางเศรษฐกิจให้กับพม่าที่เพิ่งได้ รับการผ่อนคลายการคว่ำ บาตรจากชาติตะวันตก ทว่าเบื้องหลังของโครงการก็ยังถูกตั้งคำถามเรื่อง ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและ วิถีชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นอีกหลายหมื่นคนที่อาจจำต้องอพยพย้าย ถิ่นฐาน และสูญเสียที่ดินทำกิน

 

โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย หรือ Dawei Development Project เป็น โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่รัฐบาลพม่ากับรัฐบาลไทยเห็นชอบร่วมกันเพื่อ พัฒนาอ่าวทวาย ตั้งอยู่ใน เขตตะนาวศรีทางภาคใต้ของพม่า ติดทะเลอันดามัน ให้เป็นประตูการค้า หรือเกตเวย์ (Gate way) แห่งใหม่ เชื่อมต่อประเทศไทย ผ่านพม่า ไปยังจีน อินเดีย และบังกลาเทศ

 

ลักษณะโครงการจะมีการสร้างเขตเศรษฐกิจแห่งใหม่บนเนื้อที่ 250 ตารางกิโลเมตร โดยรัฐบาลพม่าและไทยได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจเมื่อปี 2551 และบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเว ล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ได้รับสิทธิเป็นผู้พัฒนาโครงการ และต่อมาได้จดทะเบียนบริษัทในพม่า ใช้ชื่อ บริษัท ทวาย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด เพื่อเดินหน้าโครงการนี้ ใช้งบลงทุนกว่า 3 แสนล้านบาท มีระยะเวลาเช่าที่ดิน 75 ปี

 

ทวาย เป็น 1 ใน 3 อำเภอของเขตตะนาวศรี อยู่ทางใต้สุดของประเทศพม่า โดย 3 อำเภอของเขตตะนาวศรี ประกอบด้วย อำเภอมะริด อำเภอทวาย และอำเภอเกาะสอง ซึ่ง ทวายเป็นอำเภอเอก ภูมิประเทศด้านตะวันตกติดกับทะเลอันดามัน ทิศตะวันออกติดชายแดนประเทศ ไทย ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมง ทำการเกษตร เช่น สวนยางพารา มะม่วงหิมพานต์ หมาก และผลไม้ชนิดต่างๆ โดยหมากเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของทวาย

 

ผ่าแผนสร้าง ท่าเรือ-โรงงาน-ถนน

 

จากการตรวจสอบข้อมูลของ กรุงเทพธุรกิจ พบว่า โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษ ทวายแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ

 

1.โครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก ประกอบด้วยท่าเรือ 3 แห่ง เป็นท่าเรือขนส่งของ เหลว ได้แก่ น้ำมันและก๊าซ ประมาณ 75 ล้านตันต่อปี, ท่าเรือสินค้า ประมาณ 100 ล้านตันต่อปี และท่าเรือที่เชื่อมต่อทางรถไฟไปมณฑลยูนนาน ประเทศจีน

2.โครงการก่อสร้างเขตเศรษฐกิจรอบท่าเรือ ประกอบด้วย 6 โซน ได้แก่

 

โซนเอ เป็นเขตอุตสาหกรรมหนักและท่าเรือ บนพื้นที่ 20 ตารางกิโลเมตร มีโรง งานเหล็กต้นน้ำ โรงงานผลิตปุ๋ยเคมี โรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 4 พันเมกะวัตต์ และท่าเรือน้ำลึก 2 แห่ง

โซนบี เป็นเขตอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เนื้อที่ 10 ตารางกิโลเมตร มีถังเก็บน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ โรงแยกก๊าซ โรงกลั่นน้ำมัน และโรงงานไฟฟ้าพลังความร้อน

โซนซี เป็นเขตอุตสาหกรรมปิโตรเคมีต้นน้ำและปลายน้ำ เนื้อที่รวม 65.1 ตาราง กิโลเมตร

โซนดี เป็นเขตอุตสาหกรรมขนาดกลาง เช่น สิ่งทอ อุตสาหกรรมยานยนต์ เนื้อที่ 60 ตารางกิโลเมตร

โซนอี เป็นเขตอุตสาหกรรมเบา เช่น อุตสาหกรรมอาหาร เนื้อที่ 39 ตารางกิโลเมตร

โซนเอฟ เป็นทาวน-ชิป หรือเขตที่อยู่อาศัย เนื้อที่ประมาณ 20 ตารางกิโลเมตร

 

ทั้งนี้ บริเวณเหนือเขตอุตสาหกรรมขึ้นไปประมาณ 20 กิโลเมตร จะมีโครงการก่อ สร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำขนาด 90 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อป้อนไฟฟ้าให้เขตอุตสาหกรรมด้วย

 

3.โครงการตัดถนน ทางรถไฟ และสร้างท่อส่งก๊าซมายังประเทศไทย จะมีการก่อ สร้างเส้นทางเชื่อมจากนิคมอุตสาหกรรมทวายมายังบ้านพุน้ำ ร้อน ต.บ้านเก่า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ระยะทาง 160 กิโลเมตร ประกอบด้วย ถนน เส้นทางรถไฟ สายส่งไฟฟ้าแรงสูง ท่อ ลำเลียงก๊าซและน้ำมันจากอ่าวเมาะตะมะของพม่ามายังชายแดนไทย-พม่าขนานกัน ไป โดยเส้นทาง จะมีความกว้างถึง 200 เมตร

 

กระทบชาวบ้านกว่า 4 พันครัวเรือน

 

การก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 3 ส่วน นอกจากถูกตั้งคำถามเรื่องผลกระทบต่อสิ่ง แวดล้อมแล้ว ยังมีปัญหาเรื่องการอพยพประชาชนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในและโดยรอบพื้นที่ก่อ สร้างด้วย โดยแบ่งเป็น 3 พื้นที่หลัก คือ

 

1.จุดที่กำลังมีการก่อสร้างท่าเรือและเขตอุตสาหกรรม กระทบ 21 หมู่บ้าน 3,977 ครัวเรือน ประชากรราว 32,274 คน

 

2.จุดที่จะมีการสร้างเขื่อน กระทบ 5 หมู่บ้าน

 

3.จุดที่จะมีการสร้างถนน กระทบ 10 หมู่บ้าน ประชากรประมาณ 3 พันคน

 

 

ชี้เขื่อนทำลาย ความหลากหลายทางชีวภาพ

 

สภาพแม่น้ำกะลอนท่าร์ ใกล้กับจุดที่จะมีการก่อสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าป้อน เขตอุตสาหกรรมทวาย

 

จุดที่กำลังเป็นปัญหาถูกคัดค้านจากชาวบ้าน คือที่บ้านกะลอนท่าร์ (Kalonhtar) ห่าง จากจุดที่จะก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมราว 20 กิโลเมตร โดยจากการลงพื้นที่ของ กรุงเทพธุรกิจ พบว่าหมู่บ้านแห่งนี้เป็นหมู่บ้านที่มีความอุดมสมบูรณ์อย่างมาก มีสัตว์ป่าหายากหลายชนิด เช่น เต่านกแก้ว ซึ่งเป็นเต่าที่มีหางยาว เป็นต้น ทำให้ชาวบ้านหวั่นเกรงว่าการก่อสร้างเขื่อนซึ่งจะ ทำให้น้ำท่วมเป็นอาณา บริเวณกว้างถึง 7 ตารางกิโลเมตร จะส่งผลให้ความหลากหลายทางชีวภาพ ต้องสูญสลายไป

 

ข้อมูลของโครงการระบุว่า หมู่บ้านแห่งนี้จะเป็นพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าส่งไปยัง เขตอุตสาหกรรม โดยจะสร้างกั้นแม่น้ำกะลอนท่าร์ แต่ก็มีข้อมูลจากนักธรณีวิทยาท้องถิ่นแย้งว่า ปริมาณน้ำน่าจะไม่เพียงพอกับการผลิตกระแสไฟฟ้าเลี้ยงเขตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อีกทั้งพื้นที่ก่อ สร้างอยู่บริเวณลอยเลื่อนของเปลือกโลก จึงไม่เหมาะกับการสร้างเขื่อน ประกอบกับเมื่อสร้างเขื่อน แล้วจะมีที่ดินทำกินและหมู่บ้านที่ประชาชนอาศัย อยู่ถูกน้ำท่วม ต้องอพยพประชาชนออกจากพื้นที่

 

ปัจจุบันกระบวนการอพยพเริ่มต้นแล้ว โดยทางการพม่าส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปเจรจากับ ชาวบ้าน และพื้นที่ที่ทางการจัดไว้ให้สำหรับรองรับการอพยพอยู่ห่างออกไปราว 5 กิโลเมตร แต่เป็น พื้นที่ป่า ไม่ใช่พื้นที่เกษตรกรรม

 

พระนำชาวบ้านส่งจดหมายร้อง เต็ง เส่ง

 

พื้นที่รองรับการอพยพซึ่งเป็นเพียงที่ดินรกร้างว่างเปล่า

พระเปียยา โวสะ แห่งวัดธรรมราภิตะ ซึ่งเป็นจุดที่จะต้องถูกโยกย้ายเช่นกัน กล่าว ว่า การเจรจาส่วนใหญ่ดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล ส่วนบริษัท อิตาเลียนไทยฯ ไม่ได้ออก หน้า แต่ข้อมูลที่นำมาชี้แจงชาวบ้านไม่สามารถทำให้ชาวบ้านมั่นใจได้ว่าเมื่อย้าย ออกไปแล้วจะมีที่ทำ กินที่อุดมสมบูรณ์เหมือนเดิม หนำซ้ำยังไม่มีความชัดเจนว่าจะอพยพกันเมื่อไหร่ อย่างไร และไปตรง จุดไหนแน่ แม้ทางการยืนยันว่าจะสร้างบ้าน วัด และโรงเรียนให้ใหม่ รวมทั้งติดตั้งระบบ สาธารณูปโภคทั้งน้ำและไฟฟ้าให้ก็ตาม

 

หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ อยู่กันมาเป็นร้อยปี ชาวบ้านเรียกร้องให้ทางบริษัทย้ายจุด ที่จะสร้างอ่างเก็บน้ำให้สูงขึ้นไป จะได้ไม่กระทบกับที่ดินทำกินของชาวบ้าน แต่ทางบริษัทไม่ยินยอม เพราะหากย้ายจะต้องลงทุนเยอะขึ้น ประกอบกับพื้นที่เก็บน้ำมีน้อยกว่า เราเกรงว่าเมื่อสร้างเขื่อน ทรัพยากรธรรมชาติจะถูกทำลายมาก รวมทั้งพืชผลของชาวบ้านที่ปลูกกันมานานแล้ว ยังไม่มีความ ชัดเจนว่าจะชดเชยอย่างไร และไม่มั่นใจว่าจะได้รับค่าชดเชย เนื่องจากช่วงที่บริษัทก่อสร้างถนน จากบ้านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี เข้ามาในเขตพม่า จนป่านนี้ชาวบ้านที่ถูกอพยพออกจากที่ดินทำกินก็ยัง ไม่ได้รับค่าชดเชยเลย

 

พระเปียยา โวสะ กล่าวอีกว่า ได้รวมตัวกับชาวบ้านเขียนจดหมายเปิดผนึกถึง ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง เพื่อคัดค้านการอพยพย้ายถิ่น แต่ยังไม่มีคำตอบ จึงอยากให้มีหน่วยงานอิสระ เข้ามาเก็บข้อมูล โดยเฉพาะผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อความโปร่งใส

 

ชาวมายินจีไม่ยอมหลีกทาง โรงแยกก๊าซ

ชาวบ้านมายินจี ประชุมหารือกัน ยืนยันไม่ยอมอพยพออกจากที่ดินทำกิน

อีกจุดหนึ่งที่กำลังเกิดปัญหาคล้ายๆ กัน คือ หมู่บ้านมายินจี (Mayingvi) ซึ่งต้องรับ ผลกระทบจากโครงการก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันและโรงแยกก๊าซ หมู่บ้านแห่งนี้มี 180 หลังคาเรือน มี วัดและโรงเรียนเหมือนกับหมู่บ้านกะลอนท่าร์ เมื่อไม่นานมานี้มีเจ้าหน้าที่ทางการมาแจ้งให้ชาวบ้าน อพยพไปยังบ้านบาวาห์ (Bawah) ซึ่งเป็นการย้ายพร้อมกัน 5 หมู่บ้านในคราวเดียว

 

เมื่อปลายปีที่แล้ว ชาวบ้านมายินจีที่ได้รับผลกระทบได้รวมตัวกันทำหนังสือถึง ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง และเดินทางไปเปิดแถลงข่าวถึงกรุงย่างกุ้ง เมืองหลวงเก่าของพม่า แต่ก็ ไม่เป็นผล

 

พระอูออ บาซะ ผู้ที่เป็นศูนย์รวมของชาวบ้าน เล่าว่า หมู่บ้านแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ เป็นพันปี ก่อตั้งมาตั้งแต่พม่ามีกษัตริย์องค์แรก มีซากเมืองโบราณเป็นหลักฐาน ชัดเจน ด้วยเหตุนี้ชาว บ้านจึงไม่อยากย้ายไปไหน แม้การคัดค้านจะยังไม่เป็นผล แต่ชาวบ้านก็จะพยายามต่อไป โดยเฉพาะ การส่งข้อมูลให้นักข่าวเพื่อให้รับรู้ว่าชาวบ้านไม่ต้องการย้ายถิ่น ฐาน แต่ต้องการทำกินในที่ดินเดิม

 

โมจี สาวในหมู่บ้านซึ่งพูดไทยได้เพราะเคยไปทำงานที่ จ.ราชบุรี เล่าให้ฟังว่า ทาง การมาสอบถามชาวบ้าน แต่ชาวบ้านยืนยันว่าจะไม่ย้ายไปไหน เพราะพื้นที่นี้อุดมสมบูรณ์ สถานที่ใหม่ คือบ้านบาวาห์นั้น ชาวบ้านทำกินไม่ได้ และย้ายไปพร้อมกันถึง 5 หมู่บ้าน ต้องมีความแออัดและแย่งที่ ทำกินกันอย่างแน่นอน

 

ชาวบ้านเคยประชุมกันและสรุปเป็นมติว่าจะไม่ย้ายออกจากที่นี่ เราไม่ได้คัดค้านการ ก่อสร้างโรงงาน แต่เราไม่อยากย้ายถิ่นฐาน ทุกวันนี้มีคนของทางการและบริษัทเข้ามาอยู่ในพื้นที่ ก็ สามารถอยู่ได้ แล้วทำไมชาวบ้านซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่เดิมจึงอยู่ไม่ได้ โมจี ตั้งคำถาม

 

ประมงชายฝั่งส่อเจอห้ามหาปลา-หอย

 

ส่วนที่บ้านหาดบาวาห์ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมง และอยู่ใกล้กับหมู่บ้านบาวาห์ซึ่งจะเป็น หมู่บ้านหลักที่ต้องรับผู้อพยพจาก 5 หมู่บ้าน รวมทั้งหมู่บ้านมายินจีนั้น จากการลงพื้นที่ของ กรุงเทพ ธุรกิจ พบว่าชาวบ้านที่นั่นกำลังเคร่งเครียดกับแผนอพยพของทางการ เพราะเกรงว่าจะกระทบกับ ที่ดินทำกินและอาชีพของตน

 

นอกจากนั้น ยังมีชาวบ้านหลายคนให้ข้อมูลว่าโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกและนิคม อุตสาหกรรมเริ่มส่งผลกระทบกับชาวบ้านที่ทำประมงชายฝั่ง เนื่องจากมีข่าวว่าทางการจะห้ามเข้าไป จับปลาและเก็บหอยในพื้นที่ก่อสร้าง

ขอองค์กรอิสระประเมินผลกระทบสวล.

 

(กรุงเทพธุรกิจ 17 เมษายน 2555)

 

 

 

 

 


ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.