ชาวบ้านล้มเวทีประชาคม จี้ทำอีไอเอให้โปร่งใสก่อน เผยตัดผ่านเขตกะเหรี่ยงเคเอ็นยู ขณะที่ถนนเชื่อมนิคมฯทวาย-กาญจน์ส่อสะดุด

 

โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย (Dawei Development Project) ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองทวาย ริมทะเลอันดามันในเขตตะนาวศรีทางใต้สุดของประเทศพม่า และมีบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ได้รับสัมปทานในการพัฒนาโครงการและเช่าที่ดินเป็นเวลา 75 ปีนั้น นอกจากจะมีปัญหาเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของชาวทวาย ที่จะต้องถูกบังคับให้อพยพย้ายถิ่นฐานจำนวนมากกว่า 40,000 คนแล้ว ยังพบปัญหาการต่อต้านจากชุมชนกะเหรี่ยงในพื้นที่ตัดถนนเชื่อมระหว่างท่าเรือน้ำลึกทวายกับบ้านพุน้ำร้อน อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ของประเทศไทยด้วย

 

โครงการก่อสร้างถนน ทางรถไฟ และท่อส่งก๊าซเชื่อมระหว่างพื้นที่ท่าเรือและนิคมอุตสาหกรรมทวายกับ จ.กาญจนบุรี เป็นหนึ่งใน 3 โครงการหลัก นอกเหนือจากการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก 3 ท่า และโรงงานอุตสาหกรรมตลอดจนโรงไฟฟ้าในเขตเศรษฐกิจรอบท่าเรือ

 

เส้นทางเชื่อมระหว่างนิคมอุตสาหกรรมทวายไปยังบ้านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรีนี้ มีระยะทางรวมทั้งสิ้น 160 กิโลเมตร ประกอบด้วย ถนน เส้นทางรถไฟ สายส่งไฟฟ้าแรงสูง ท่อลำเลียงก๊าซและน้ำมันจากอ่าวเมาะตะมะเข้าไปยังชายแดนไทย-พม่าขนานกันไป โดยเส้นทางดังกล่าวมีความกว้างถึง 200 เมตร จึงส่งผลกระทบกับชุมชนที่อยู่ในเส้นทางการก่อสร้าง ทั้งในขั้นตอนการปรับพื้นที่ การเคลื่อนย้ายเครื่องจักรกลหนักเข้าไป และในขั้นตอนการก่อสร้างจริง

 

ทั้งนี้ พื้นที่ที่ถนนตัดผ่าน เป็นพื้นที่ป่าเขาอยู่ในเขตควบคุมของเคเอ็นแอลเอ ซึ่งเป็นกองกำลังของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือเคเอ็นยู ซึ่งยังคงเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลพม่าอยู่ แม้ระยะหลังตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว จะไม่มีการสู้รบหรือปะทะกันระหว่างกำลังทหารเกิดขึ้นแล้ว อันสืบเนื่องจากการเจรจาสันติภาพของรัฐบาลพม่า แต่สถานการณ์ในพื้นที่ก็ยังคงตึงเครียด

 

ไทยเล็งสร้างถนนเชื่อม “แหลมฉบัง” รับ

 

เส้นทางสายนี้ถือว่าเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญและมีผลต่อประเทศไทยโดยตรง เนื่องจากรัฐบาลไทยมีแผนก่อสร้างถนนเชื่อมจากบ้านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี ไปยังท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ระยะทาง 170 กิโลเมตร เพื่อเชื่อมท่าเรือน้ำลึกทวายเข้ากับท่าเรือแหลมฉบัง โดยประเมินว่าจะมีการใช้งบก่อสร้างประมาณ 9 หมื่นล้านบาท

นอกจากนั้น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ยังเตรียมผลักดันโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หรือมอเตอร์เวย์ ช่วงบางใหญ่-นครปฐม-กาญจนบุรี ระยะทาง 97 กิโลเมตร และโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ส่วนต่อขยายจากนครปฐม-กาญจนบุรี รวมทั้งโครงการขยายด่านศุลกากรที่บ้านพุน้ำร้อน เพื่อรองรับการพัฒนาและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย

 

ชุมชนกะเหรี่ยงต้าน “ถนนสายใหม่”

 

“กรุงเทพธุรกิจ” ลงพื้นที่หมู่บ้านตะบิวชอง ซึ่งเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ของชาวกะเหรี่ยงที่อยู่ในแนวโครงการก่อสร้างเส้นทางสายใหม่ พบว่าชาวบ้านที่นั่นได้รวมตัวคัดค้านโครงการโดยตั้งเป็น “คณะทำงานเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน” มีสมาชิกซึ่งส่วนหนึ่งเป็นกรรมการหมู่บ้านรวม 30 คน

 

คณะทำงานให้ข้อมูลว่า บริษัทอิตาเลียนไทยฯ เริ่มการก่อสร้างไปบางส่วนแล้ว แต่เพิ่งมีทีมนักวิชาการเข้ามาสำรวจข้อมูลเพื่อทำรายงานการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ จึงรู้สึกว่าบริษัทไม่ได้เคารพสิทธิของประชาชนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง

 

สำหรับประเด็นที่ชาวบ้านยังคงกังวลมี 3 ประเด็น คือ

 

1. การก่อสร้างถนนจะทำให้ชาวบ้านต้องสูญเสียที่ดินทำกิน และจนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องเงินชดเชย

 

2. การก่อสร้างส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะแหล่งน้ำที่ใช้ในการอุปโภคบริโภคและทำการเกษตร เพราะมีการถมดินขวางทางน้ำ และขณะนี้ ผลกระทบดังกล่าวได้เกิดขึ้นแล้วโดยที่ยังไม่มีการแก้ไขใดๆ

 

3. มีนักธุรกิจจากนอกพื้นที่ทั้งชาวพม่าและจีนเข้ามากว้านซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไร

 

12 หมู่บ้านร่วมต้าน-จี้ทำอีไอเอก่อน

 

ประธานคณะทำงาน ซึ่งเป็นแกนนำชาวบ้านในพื้นที่ กล่าวว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เวลามีโครงการพัฒนามาลงในพื้นที่ ส่วนใหญ่บริษัทที่ทำโครงการมักไม่ปฏิบัติตามสัญญาที่ให้ไว้กับชาวบ้าน ทำให้เกิดความหวาดระแวงและไม่เชื่อใจ โดยเฉพาะเรื่องเงินชดเชยที่ผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อย โครงการนี้ก็เช่นกัน

 

“การก่อสร้างถนนทำลายต้นหมากของชาวบ้านไปเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าไม่ได้คิดถึงผลกระทบที่จะเกิดกับชาวบ้านเลย เวลาพูดเรื่องเงินชดเชย ทางตัวแทนบริษัทก็อ้างว่าจะต้องมีเอกสาร มีขั้นตอนต่างๆ วุ่นวาย แต่ไม่สามารถให้คำตอบได้ว่าจะจ่ายเงินชดเชยได้เมื่อไร และจำนวนเท่าใด เพราะต้นหมากไม่ได้เป็นแค่พืชเศรษฐกิจของที่นี่ แต่เป็นเหมือนวิถีชีวิตของชาวบ้านด้วย”

 

ประธานคณะทำงานฯ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ มี 12 หมู่บ้านที่ไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างถนนที่กระทบกับที่ดินทำกิน และข้อเรียกร้องของกลุ่มชาวบ้าน ก็คือ ทางบริษัทต้องส่งทีมวิจัยอิสระเข้ามาทำอีไอเอให้เสร็จเรียบร้อยก่อน เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่าสามารถสร้างถนนสายนี้ได้หรือไม่ หรือหากสร้างจะสร้างอย่างไร หลังจากนั้น ค่อยดำเนินการต่อ แต่หากไม่ทำตามนี้ก็ไม่ต้องสร้าง

 

ชาวบ้านล้มประชุมร่วม “นักวิจัย-บริษัท”

 

ช่วงที่ผู้สื่อข่าวเดินทางลงพื้นที่ช่วงปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่าที่หมู่บ้านตะบิวชองมีการเปิดเวทีประชาคมพอดี โดยผู้แทนบริษัทอิตาเลียนไทย พร้อมด้วยคณาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งรับจัดทำรายงานอีไอเอ ได้เชิญชาวบ้านเข้าร่วมประชุมและรับฟังความคิดเห็น

 

อย่างไรก็ดี บรรยากาศการประชุมเป็นไปอย่างเคร่งเครียด โดยชาวบ้านซึ่งทั้งหมดเป็นชาวกะเหรี่ยงได้ผลัดกันลุกขึ้นซักถามถึงการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพวกเขา โดยเฉพาะเรื่องเงินชดเชย การเคารพสิทธิและวิถีวัฒนธรรมของคนในท้องถิ่น และความเป็นกลางของคณะนักวิชาการที่ทำอีไอเอ เพราะเดินทางเข้าพื้นที่มาพร้อมกับตัวแทนบริษัท

 

“เราเป็นเจ้าของบ้าน ท่านเป็นแขก แทนที่แขกจะเคารพเจ้าของบ้าน กลับมาชี้นิ้วให้เราทำอย่างนั้นย่างนี้ ถ้าเป็นท่านจะคิดอย่างไร ตลอดเวลาที่พวกคุณมาทำงาน เราก็ต้อนรับอย่างดี เราไปทำงานในประเทศไทยก็ยังมีตำรวจคอยควบคุมให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ฉะนั้นเวลาพวกคุณมาที่นี่ก็กรุณาเคารพพวกเราด้วย” หญิงสาวชาวกะเหรี่ยงรายหนึ่งลุกขึ้นกล่าวอย่างมีอารมณ์

 

ด้านนักวิชาการที่จัดทำอีไอเอ ชี้แจงว่า พวกเขามีความเป็นกลาง เพราะเป็นนักวิชาการ และพร้อมรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้านเพื่อนำไปบอกให้บริษัทปรับแก้ต่อไป สาเหตุที่ต้องมาพร้อมกับบริษัทก็เพื่อความสะดวกในการเดินทางเท่านั้น ขณะที่ผู้แทนจากบริษัทอิตาเลียนไทยได้พยายามชี้แจงถึงสาเหตุที่การจ่ายเงินชดเชยเป็นไปอย่างล่าช้า พร้อมพูดทำนองว่าที่ผ่านมา มีความผิดพลาดและเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น แต่ต่อไปจะไม่ให้เกิดขึ้นอีก

 

อย่างไรก็ตาม จากคำชี้แจงที่ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องเงินชดเชยและการเคารพสิทธิชุมชน ทำให้ชาวบ้านพากันวอล์คเอาท์ออกจากที่ประชุม ท่ามกลางความตกใจและประหลาดใจของคณะนักวิชาการและผู้แทนบริษัท

 

“เคเอ็นยู” เตือนบริษัทรับฟังชาวบ้าน

 

ด้าน นายตูแย กรรมการบริหารเคเอ็นยู ภาคมะริด-ทวาย ซึ่งร่วมสังเกตการณ์การประชุมอยู่ด้วย กล่าวว่า บริษัทอิตาเลียนไทยเคยหารือกับผู้บริหารเคเอ็นยูเกี่ยวกับการสร้างถนนเชื่อมระหว่าง จ.กาญจนบุรี กับท่าเรือน้ำลึกทวาย โดยเคเอ็นยูได้ให้คำแนะนำไปหลายข้อ โดยเฉพาะประเด็นการรับฟังเสียงของชาวบ้านและการให้ความเป็นธรรมเรื่องเงินชดเชย หากชาวบ้านไม่ยอมก็อย่าไปทำ แต่บริษัทก็ไม่ปฏิบัติตามจึงเกิดปัญหาขึ้น

 

“ที่ผ่านมา ชาวบ้านเคยประกาศปิดพื้นที่ห้ามก่อสร้างมาแล้ว ดังนั้น หากบริษัทจะเดินหน้าโครงการต่อไป ก็ต้องมาหารือกันใหม่” นายตูแยกล่าว

 

(www.suthichaiyoon.com 18 เมษายน 2555)

 

 

 

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.