ap2
ภาพโดย AP

 

กระทรวงแรงงานของพม่าเริ่มสอบสวนแรงงานทาสที่อินโดนีเซีย

กระทรวงแรงงานของพม่าได้เริ่มดำเนินการสอบสวนกรณีที่สำนักข่าว AP ได้ออกมาเปิดโปงเมื่อเร็วๆ นี้ว่า มีแรงงานชาวพม่าหลายร้อยคนถูกบังคับทำงานเยี่ยงทาสในภาคอุตสาหกรรมการประมง และติดอยู่ที่เกาะเบนจินาของอินโดนีเซีย โดย ขิ่น หน่วย อู เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานของพม่าเปิดเผยว่า ได้ประสานไปยังกระทรวงต่างประเทศของพม่าและหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องให้ตรวจสอบรายงานของสำนักข่าว AP แล้ว

เส่ง เท ผู้อำนวยการเครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ (The Migrant Workers Rights Network -MWRN) ได้เปิดเผยว่า เมื่อเช้าวันพุธ (1 เม.ย.) ที่ผ่านมา นาง ติ่น มู หญิงชาวพม่าได้รับการติดต่อจากนาย วาย ลิน โซ ลูกกชาย วัย 27 ปี ที่ถูกขายให้กับเรือประมงไทย โดยนาย วาย ลิน โซ ได้บอกกับผู้เป็นแม่ว่า ขณะนี้เรือของเขากำลังอยู่ระหว่างการหลบซ่อน และมีแรงงานชาวพม่าราว 500 คนกำลังถูกกดขี่อยู่ที่เกาะเบนจินา มีรายงานว่า ผู้เป็นแม่ไม่สามารถติดต่อไปยังเบอร์โทรศัพท์ที่ลูกชายโทรมาหาได้  จึงได้ขอให้ทางกลุ่ม NGO ช่วยเหลือลูกชาย

ทั้งนี้ นาย วาย ลิน โซ เดินทางมาจากรัฐมอญเมื่อปี 2555 โดยได้มาทำงานที่มหาชัยเป็นเวลา 1 อาทิตย์ ก่อนที่จะถูกขายให้กับเรือประมงและขาดการติดต่อตั้งแต่นั้นมา จึงทำให้ผู้เป็นแม่เดินทางมาประเทศไทยเพื่อตามหาลูกชาย นาย เส่ง เท เปิดเผยว่า ทางรัฐบาลพม่ากำลังเร่งช่วยเหลือนาย วาย ลิน โซ โดยข้อมูลของแรงงานพม่ารายนี้ได้ถูกส่งไปให้มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) ให้ช่วยตามหา ซึ่งขณะนี้ LPN กำลังช่วยเหลือแรงงานไทยที่ถูกหลอกไปขายเป็นแรงงานทาส และตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับแรงงานพม่าที่อินโดนีเซีย

ทั้งนี้ เส่ง เท เรียกร้องให้รัฐบาลพม่ารับผิดชอบและช่วยเหลือแแรงงานเหล่านี้ให้กลับบ้าน ที่ผ่านมารัฐบาลพม่าก็เคยช่วยเหลือแรงงานพม่าจากอินโดนีเซียมากกว่าร้อยคน โดยระบุอีกว่า รัฐบาลพม่ารับรู้ปัญหานี้มานานแล้ว แต่ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่เจ้าหน้าที่สถานทูตอินโดนีเซียในย่างกุ้งเปิดเผยว่า ทางอินโดนีเซียจะเข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้

ด้านสำนักข่าว AP รายงานเมื่อวันพฤหัสบดี (2 เม.ย.) ว่า เจ้าหน้าที่จากไทย พม่าและอินโดนีเซียจะช่วยกันแก้ไขและยุติการใช้แรงงานทาสในภาคอุตสาหกรรมการประมง

ที่มา Irrawaddy

ภาพโดย Irrawaddy
ภาพโดย Irrawaddy


กองทัพพม่าออกมาขอโทษ ยอมรับทิ้งระเบิดเข้าไปในฝั่งจีน

กระทรวงต่างประเทศของจีนได้ออกมาเปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดี (2 เม.ย.) ว่า ทางการพม่าได้ออกมาขอโทษจีนแล้ว หลังตรวจสอบแล้วพบว่า เครื่องบินรบพม่าได้ทิ้งระเบิดลงในฝั่งจีนจริง จนทำให้มีพลเมืองชาวจีนเสียชีวิตจำนวน 5 คน เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนจีน – เขตปกครองของโกก้าง ทางเหนือของรัฐฉาน ซึ่งยังเกิดการสู้รบระหว่างกองทัพพม่าและกองกำลังโกก้าง หรือ กองทัพสัมพันธมิตรชาติ (MNDAA-Myanmar National Democratic Alliance Army) อย่างต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้ ทางพม่ากล่าวหาว่า เหตุระเบิดอาจเป็นฝีมือของโกก้าง

หลังเกิดเหตุระเบิดตกใส่ในฝั่งจีน ทางพม่าและจีนได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา และลงพื้นที่ตรวจสอบในพื้นที่เกิดเหตุ ทางด้านพม่ารับปากจะลงโทษผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบในเหตุการณ์ครั้งนี้ตามกฎหมาย พร้อมทั้งจะเสริมสร้างระบบการควบคุมภายในให้ดีขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก โดยระบุ จะร่วมทำงานกับจีนเพื่อให้เกิดเสถียรภาพตามชายแดนระหว่างกัน ซึ่งมีระยะทางกว่า 2,000 กิโลเมตร

ที่มา Irrawaddy

ภาพโดย Irrawaddy
ภาพโดย Irrawaddy


นักศึกษาพม่าที่ถูกจับที่เมืองเล็ตปะด่อง เรียกร้องศาลไต่สวนคดีต่อสาธารณชน

ทัน ดา ขิ่น แม่ของนักศึกษาพม่ารายหนึ่ง ที่ถูกจับที่เมืองเล็ตปะด่อง ภาคพะโค ตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา ได้ออกมาเปิดเผยว่า หลังจากเข้าเยี่ยมลูกสาวที่เรือนจำ “ทะระวดี” แล้ว ทางนักศึกษาเรียกร้องให้ศาลดำเนินการไต่สวนคดีต่อสาธารณชนและสื่อมวลชน ซึ่งยังมีนักศึกษาและผู้สนับสนุนที่ยังอยู่ในคุกอีก 69 คน จะถูกนำมาขึ้นศาลอีกในสัปดาห์หน้า ทั้งหมดถูกจับหลังออกมาประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลแก้กฎหมายด้านการศึกษา

ผู้ปกครองของนักศึกษาที่ยังอยู่ในคุกได้ออกมาเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ขณะนี้นักศึกษาเริ่มอ่อนแอลงและมีสีหน้าซีดจาง เนื่องจากขาดอาหาร โดยผู้ปกครองเริ่มแสดงความกังวลด้านสุขภาพของบุตรหลานที่อยู่ในเรือนจำแล้ว

ขิ่น ขิ่น ยู แม่ของแกนนำนักศึกษาอีกรายเรียกร้องให้ทางเรือนจำให้การรักษาพยาบาลแก่ลูกชายของตน ซึ่งก็คือนายมิ้น เทว ทิต ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 10 คน ทำร้ายร่างกาย โดยเฉพาะที่ศีรษะและมือ

มีรายงานว่า ยังมีนักศึกษารายอื่นๆ อีกที่ต้องเข้ารับการรักษาพยาบางเร่งด่วน เนื่องจากถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้ายร่างกาย ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่อนุญาตให้ผู้ปกครองเข้าเยี่ยมนักศึกษาได้ครั้งละ 5 – 15 นาทีเท่านั้น โดยมีเจ้าหน้าที่คอยจับตาดูอย่างใกล้ชิด

ที่มา Irrawaddy

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.