หลายคนเมื่อรู้ว่าพวกเราจะไปทวาย ต่างคำถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงว่าไปอย่างไร ไปทางไหน ไปทางชายแดนกาญจนบุรี หรือไปทางย่างกุ้ง ไปได้หรือ และปลอดภัยหรือไม่ เพราะว่าภาพพจน์ของรัฐบาลพม่านั้น ค่อนข้างเลวร้ายในความรู้สึก ยิ่งการเดินทางครั้งนี้ไปพร้อมกับเพื่อนๆนักข่าวอีกหลายคน ทำให้มิตรสหายต่างถามกันแล้วถามกันอีก

 

ใกล้หัวงานเขื่อนผลิตไฟฟ้าแก่เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย

ก่อนตัดสินใจไปทวายเราได้สืบหาข้อมูลว่าจะพาตัวเองไปถึงได้อย่างไร ตั้งแต่การซื้อและจองตั๋วเครื่องบินของสายการบินที่ต้องทำในพม่า ที่พักในทวายที่ไม่มีในเว็บไซต์ และข้อมูลการเดินทางซึ่งมีเพียงสองสามบรรทัดในคู่มือท่องเที่ยว

 

การเดินทางไปทวายครั้งนี้เป็นการเริ่มต้นการทำหน้าที่ของนักข่าวกลุ่มหนึ่งที่ต้องการสืบหาข้อเท็จจริงในพื้นที่ของ ”โครงการพัฒนาทวาย” ซึ่งลงทุนโดยกลุ่มธุรกิจใหญ่จากไทย บนแผ่นดินพม่า ซึ่งที่ผ่านมาเราได้ยินแต่แง่มุมผลประโยชน์มูลค่าทางเศรษฐกิจ และเรื่องราวผลดีด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในอนาคต ขณะที่บางมุมกลับหล่นหายไป โดยเฉพาะความรู้สึกนึกคิดของคนท้องถิ่นและชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบชุมชนที่เกิดโครงการ

 

ทวาย ในชื่อของการพัฒนา หรือ Dawei Development Project ที่บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด ทุ่มงบประมาณและสรรพกำลังเพื่อให้เป็นโครงการพัฒนาระดับภูมิภาค ข้อมูลของบริษัทระบุว่าโครงการประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนแรกคือท่าเรือน้ำลึก ซึ่งมีทั้งท่าเรือขนส่งของเหลว ท่าเรือสินค้า และท่าเรือส่วนตัวของจีนที่เชื่อมต่อกับทางรถไฟไปยังยูนนาน ส่วนที่สองเขตเศรษฐกิจพิเศษรอบท่าเรือ มีทั้งเขตอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โรงไฟฟ้าถ่านหิน และอุตสาหกรรมหนักอย่างโรงงานเหล็ก ลงไปจนถึงอุตสาหกรรมอาหาร และส่วนสุดท้ายคือถนน ท่อส่งก๊าซ และทางรถไฟ ไปยังชายแดนไทย ด้วยงบประมาณการลงทุนที่ระบุว่าสูงถึง 3 แสนล้านบาท บนพื้นที่ที่บริษัทได้รับสัมปทานจากรัฐบาลพม่าแล้วถึง 250 ตารางกิโลเมตร

 

วันแรกคณะเราไปถึงสนามบินย่างกุ้งแต่เช้า และเดินทางต่อโดยเครื่องบินในประเทศจากย่างกุ้งไปทวายภายในเช้านั้นทันที ถึงเมืองทวายเกือบเที่ยง หลังจากนำข้าวของเข้าที่พัก ช่วงบ่ายแรกในทวาย เรารีบเดินทางไปยังหมู่บ้านที่จะต้องอพยพจากการก่อสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้าและกักเก็บน้ำน้ำเพื่อป้อนเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ซึ่งมีหมู่บ้านที่จะเดือดร้อนโดยตรงจากเขื่อนแห่งนี้ 5 แห่ง ประชาชนประมาณ 1,000 คน

 

ผู้เฒ่าผู้แก่หมู่บ้านที่จะกลายเป็นเขตอุตสาหกรรม

พวกเราต้องนั่งรถออกจากตัวเมืองไปอีกราว 20 กิโลเมตร บนถนนลูกรังลัดเลาะเลียบหุบเขาริมแม่น้ำตาไลยาที่อยู่ลึกลงไปเบื้องล่าง ยามตะวันคล้อย แสงสุดท้ายสะท้อนเกาะแก่งในแม่น้ำดูระยิบระยับงดงาม รถวิ่งผ่านแคมป์คนงานสร้างถนนของบริษัทอิตัลไทยที่ตั้งโดดเดี่ยวห่างจากหมู่บ้าน จนมาถึงหมู่บ้านกาลอนท่า เราได้พบท่านอาวาสวัดธรรมเลกิตและลูกบ้าน

 

หลวงพ่อและชาวบ้านให้การต้อนรับด้วยมิตรไมตรี ท่านระบุว่าขณะนี้ชาวบ้านต่างรู้สึกกังวลใจและเสียใจหากต้องย้ายออกจากพื้นที่ เนื่องจากชาวบ้านปลูกพืชสวนซึ่งเป็นแหล่งรายได้มานาน หากย้ายไปอยู่ที่ใหม่ก็ไม่มีที่ทำกินเช่นเดิม ที่สำคัญคือขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าทางการและบริษัทจะช่วยเหลือเยียวยาอย่างไร

 

“ชาวบ้านไม่ไว้วางใจว่าเขาจะจ่ายเงินชดเชยด้วยความยุติธรรมและสมเหตุสมผล เพราะนั่นคือชีวิตของเราที่อาจจะต้องเสียไป มันไม่คุ้มค่ากันเลยที่จะต้องไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ ตอนนี้เจ้าหน้าที่รัฐและบริษัทมาบอกให้ชาวบ้านย้ายออก แต่กลายเป็นว่านักธุรกิจต่างมากว้านซื้อที่ดินไว้หมดแล้ว” เจ้าอาวาสวัดธรรมเลกิต กล่าว และว่าชาวบ้านได้ร่วมกันทำจดหมายถึงประธานาธิบดีเต็งเส่ง เพราะไม่ต้องการย้ายออก แต่ยังไม่มีคำตอบใดๆ

 

พูดคุยกันจนพลบค่ำ เราเดินทางออกมาจากหมู่บ้านท่ามกลางความมืด โดยมีชาวบ้าน 4-5 คนอาสา ขี่มอเตอร์ไซค์นำทางโดยให้เหตุผลว่ากลัวพวกเราหลงทาง แต่พื้นที่นี้เรารู้มาว่ากองกำลังสหภาพชนชาติกะเหรี่ยง(เคเอ็นยู)เข้ามาเก็บข้อมูลด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นไปได้ว่าชาวบ้านกลัวว่าจะเกิดการเข้าใจผิดในยามค่ำคืนเลยนำร่องออกมาก่อน

 

บรรยากาศในเช้าวันแรกในเมืองทวายเป็นไปอย่างคึกคักเนื่องจากเป็นวันพระ คณะแม่ชีชุดสีชมพูเดินกันเป็นทิวแถวยาวเพื่อบิณทบาตร บนถนนมีทั้งรถม้า เกวียน และรถบรรทุกสมัยสงความโลกที่ยังคงใช้ได้ดีวิ่งกันขวักไขว่

อาคารทั้งหลายของเมืองทวายถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ยุคอาณานิคม บ้านเรือนตึกรามที่งดงามด้วยศิลปะเก่าแก่เฉพาะตัว ประตูไม้บานเฟี้ยมเซาะร่องละเอียด ลายลูกไม้วิจิตรบนระเบียงและชายคา เมื่อนั่งจิบชามองผู้คนและเมืองแห่งนี้รู้สึกราวกับว่าหลุดเข้ามาในอดีต แต่นี่คือปัจจุบันของเมืองเล็กๆ ที่ชื่อว่าทวาย

 

ในวันที่สองนี้ พวกเรามีจุดหมายไปในพื้นที่ชุมชนรอบท่าเรือน้ำลึก และเขตอุตสาหกรรม ซึ่งมีข้อมูลเบื้องต้นว่าจะมีชาวบ้านได้รับผลระทบโดยเกือบ 4,000 ครัวเรือน หรือราว 32,200 คน จาก 21 หมู่บ้าน

 

ชายหาดแห่งนี้จะเปลี่ยนเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมี

พวกเราเข้าไปที่หมู่บ้านมะยีนจี ซึ่งได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างอุตสาหกรรมปิโตรเคมี พบกับหลวงพ่ออูออบาร์ซะ เจ้าอาวาสวัดมะยีนจี และชาวบ้านที่มาร่วมกันทำบุญอย่างคึกคัก โดยหลวงพ่อเล่าว่า ชาวบ้านที่นี่ก็ไม่มีใครอยากย้ายออก ขณะนี้ชาวบ้านเริ่มได้รับผลกระทบภายหลังจากมีข่าวว่าจะมีการก่อสร้างโครงการในบริเวณนี้ เนื่องจากชุมชนที่นี่อาศัยอยู่กับป่าและมีรายได้จากการหาของป่า แต่มีบุคคลภายนอกเข้ามากว้านซื้อที่ดินที่เป็นป่าและไม่ยอมให้ชาวบ้านเข้าไปเก็บของป่าเหมือนเดิม ทั้งๆ ที่เป็นป่าของหมู่บ้านที่ชาวบ้านหากินมาหลายชั่วอายุคน

 

นางโมจี ชาวบ้านที่เคยไปทำงานเมืองไทย กล่าวเป็นภาษาไทยอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า “ถึงอย่างไรพวกเราก็จะไม่ย้ายออกไป แม้จะมีการบังคับก็จะต่อสู้ให้ถึงที่สุด ไม่ว่าบริษัทจะให้เงินเยอะแค่ไหนเนื่องจากชาวบ้านต่างมีความสุขที่มีผักมีปลากินโดยไม่ต้องซื้อ บางวันทำงาน บางวันไม่ทำงานก็อยู่กันได้ ชาวบ้านได้หารือกันแล้วและยืนยันไม่ยอมย้ายออกแน่นอน”

 

ออกจากหมู่บ้าน เราแวะขึ้นไปบนเนินสูงดูชายหาดใกล้ๆ หมู่บ้าน เห็นน้ำทะเลสีเขียวครามถูกโอบกอดไว้ด้วยหาดทรายขาวยาวเหยียด ด้านบนเต็มไปด้วยพันธุ์ไม้ชายฝั่งนานาชนิด ชายทะเลบริสุทธิ์แห่งนี้เงียบสงบและแทบไม่มีรอยเท้ามนุษย์บนผืนทรายเลย เพราะไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวและไม่มีถนนตัดเข้าไป

 

เมื่อวาดมโนภาพระหว่างแหล่งอุตสาหกรรมปิโตเคมีกับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว อันไหนน่าจะยั่งยืนกว่ากันหนอ.

 

โดย โลมาอิรวดี 

เนชั่นสุดสัปดาห์ 20 เมษายน 2555

 

 

 

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.