Screenshot_2015-04-16-16-42-05_1
ชาวบ้านบางกลอยเรียกร้องขอกลับไปอยู่ที่บ้านบางกลอยบนหรือใจแผ่นดิน

 

เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2558 นายกระทง โชควิบูลย์ ผู้ใหญ่บ้านบางกลอย ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เปิดเผยว่า ขณะนี้ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินและการขาดแคลนทรัพยากรของชาวบ้านบางกลอยมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะปู่คออี้นั้น เป็นครอบครัวใหญ่ที่มีสมาชิกส่วนมากเป็นคนแก่ เด็ก และคนป่วย มีสมาชิกรวมมากถึง 13 คน ขณะที่ลูกชายปู่คออี้รายหนึ่งป่วยเป็นอัมพาตและไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เต็มที่ ขณะที่ชาวบ้านส่วนมากต้องห่างไกลบ้านเพราะต้องไปรับจ้างในเมืองหรือรับจ้างคนหมู่บ้านอื่นเพื่อซื้อข้าวกิน ส่วนข้าวที่พี่น้องกะเหรี่ยงภาคเหนือช่วยบริจาคมานั้น เหลืออยู่ไม่มากและเก็บไว้ให้ปู่คออี้ เพราะเห็นว่ามีสมาชิกจำนวนมากและเป็นผู้อาวุโสที่ชาวบ้านนับถือ

“พวกเรากันเองมีกันเป็นร้อยคนก็จริง ใครมีแรงก็รับจ้างข้างนอก ใครมีไร่นาก็ไปทำ แม้ทำแล้วผลผลิตไม่ดี ก็ต้องทำ บางคนทำนา 1 ครั้งได้ข้าวไม่ถึง 4 ถัง ส่วนบางคนปลูกผักก็ถูกแมลงกินหมด จะหายา หาอะไรมาใช้รายได้ก็ไม่พอ ผมอาจจะโชคดี มีเงินเดือนประจำ แต่บางคนเขาไม่มี หรือมีแต่ก็ต้องเสียค่าน้ำมันรถ เสียค่าเช่าบ้าน เสียค่าใช้จ่ายหลายอย่างในเมือง บางคนก็ทอผ้า เย็บผ้า ได้ไม่กี่บาทหรอก แต่ก็แบ่งซื้อข้าว ผมเองยังต้องซื้อ แต่ลูกบ้านที่ฐานะเงินแย่ๆ เขาก็สู้กับความจนต่อไป ผมเคยถามปู่คออี้ว่าเป็นไงบ้าง แกบอกว่า ก่อนกินข้าวที่ได้รับจากคนอื่น ปู่จะสวดมนต์อวยพรให้คนให้เขาเจริญๆ และขอให้เขาไม่ถูกรุกราน ปู่ถามเสมอว่า คนทางเหนือเขาแบ่งข้าวมา แล้วเขาพอกินไหม เขามีลูกไหม ถ้าไม่พอ ปู่ไม่อยากรับแล้ว ไม่อยากให้เขาช่วยเหลือมากนัก” นายกระทง กล่าว

ผู้ใหญ่กระทง กล่าวว่า ขณะนี้ชุมชนกำลังร่วมกันเตรียมงาน 1 ปีบิลลี่ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 17 เมษายน นี้ ที่ด่านมะเร็ว ตำบลห้วยแม่เพรียง เพื่อทำพิธีกรรมและระดมทุนช่วยเหลือครอบครัวบิลลี่ ซึ่งขณะนี้ภรรยาและลูกของเขาได้ย้ายออกมาจากบ้านป่าเด็ง มาอยู่ยังหมู่ที่ 6 แล้ว เพราะเกรงใจเจ้าของที่่ดินและไม่มีพ่อบ้านคอยช่วยเหลือเรื่องการทำสวนเหมือนในอดีต ส่วนตัวแล้วเชื่อว่าภรรยาบิลลี่มีความตั้งใจจริงในการดูแลลูก และช่วยเหลือพี่น้องกะเหรี่ยงในทุกด้าน เว้นแค่การต่อสู้เพื่อสิทธิทำกินในที่ดินของพี่น้องนั้น คิดว่าไม่ใช่เรื่องง่าย และคงไม่ดีนักหากพี่น้องกะเหรี่ยงบางกลอยต้องรอรับของบริจาคตลอดไป

 

ปู่คออี้ มึนอ และชาวบ้านบางกลอยร่วมกันทำพิธีเรียกขวัญบิลลี่ที่ด่านมะเร็วหลังจากการหายตัวไปไม่กี่เดือน
ปู่คออี้ มึนอ และชาวบ้านบางกลอยร่วมกันทำพิธีเรียกขวัญบิลลี่ที่ด่านมะเร็วหลังจากการหายตัวไปไม่กี่เดือน

ด้านนางพิณนภา พฤกษาพรรณ หรือ มึนอ ภรรยาของบิลลี่ กล่าวว่า เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาตนและลูกๆได้ไปเยี่ยมปู่คออี้ และถือโอกาสประชุมร่วมกับชาวบ้านบางกลอย ซึ่งทุกครั้งหน้าที่นี้เป็นของสามี แต่เมื่อเขาหายตัวไปนานเกือบปี ตนต้องทำหน้าที่แทน เพราะสามีเคยบอกไว้ว่า คนบางกลอยจะมีความสุขต้องมีที่ที่ทำมาหากิน และหากจะช่วยต้องช่วยทั้งหมด แต่ตนคงทำเฉพาะส่วนที่ทำได้ ส่วนใดที่ยากเกินจะทำก็ต้องยอมแพ้ ต่อจากนี้ตั้งใจว่าจะสู้เพื่อพี่น้องให้มากที่สุดแล้วก็อยู่เพื่อลูก เดือนหน้าลูกคนที่ 4 จะเข้าโรงเรียนแล้ว ต้องมีอะไรมากมายที่จะทำ มันช้าไม่ได้ ทั้งนี้สำหรับเหตุผลเรื่องการย้ายออกจากที่ดินเดิม ที่เคยอาศัยเขาอยู่นั้น แม้แรกๆ มีข่าวว่าเขื่อนจะมาสร้างและชาวบ้านต้องถูกเวนคืนนั้น ล่าสุดชาวบ้านป่าเด็งยืนยันตรงกันว่าไม่มีใครเอาเขื่อน เรื่องเลยเงียบไป

“มีคนเขาถามเราว่า มาประชุมร่วมกับชาวบ้านนั้น มีค่าจ้างไหม ขนาดเป็นคนบ้านเดียวกันแท้ๆ ยังมีคนถามแบบนั้น เรายอมรับว่า น้อยใจเหมือนกันเวลามีคนมาถาม เพราะเราไม่มีอะไรจะพูดหรือตอบกลับ รู้แค่ว่า ถ้าพี่บิลลี่อยู่ เขามีความเข้มแข็งกว่าหนู แต่หนูก็จะทำต่อไป ไม่ได้หยุด แค่น้อยใจบางครั้งเท่านั้น เพียงแต่รู้ตัวว่าต้องทำต่อไป อย่างแรกเลยหนูดีใจมากเมื่อพวกเราต่อสู้เรื่องสิทธิกะเหรี่ยงแก่งกระจาน แล้วอุทยานยอมเปิดด่านให้เราเข้าออกง่ายขึ้นไม่เร่งรีบปิดด่านเหมือนก่อน แต่บางเรื่องก็เสียใจซ้ำๆ กับปัญหาเดิม เช่น เรื่องที่ดิน เรายังหาทางออกไม่ได้จริงๆ แต่ยังเชื่อว่ามีทางแก้ปัญหาอยู่” นางพิณนภา กล่าว

นางพิณนภา กล่าวต่อว่า การประชุมล่าสุดพบว่าชาวบ้านบางกลอยไม่มีที่ทำกินร่วมลงชื่อไว้กับตนมีทั้งหมด 56 ราย บางคนก็มีลูกหลายคนรับผิดชอบไม่ไหว ยิ่งไม่มีที่ดินทำกินด้วยแล้วยิ่งจนใหญ่ ส่วนครอบครัวตนนั้น แม้จะลำบากแต่ก็ยังมีทุนสำรองจากความช่วยเหลือของพี่น้องมาบ้าง ยังพอมีแรงทำงานต่อไป ทั้งนี้ก่อนเทศกาลสงกรานต์ก็เข้าไปหาแม่ของสามีและเยี่ยมปู่คออี้อยู่บ้าง ครั้งล่าสุดตนและลูกพบปู่นอนพักที่บ้านแม่ของสามีเพียงลำพัง ทุกคนออกไปไร่หมด เหลือปู่อยู่คนเดียว มีอาการหน้ามืดลุกนั่งไม่ไหว ตาลายและนิ่งไปสักพัก ตนบอกให้หลานพัดให้ หาน้ำมา

“ปู่รู้สึกผิดที่ต้องมาแย่งที่อยู่ของคนโป่งลึกที่อยู่มาก่อน และไม่เข้าใจว่าทำไมผู้นำระดับใหญ่ๆ เขาเลือกเอาชาวบ้านมาอยู่รวมกันแบบไม่มีอะไรให้ทำ หลายปีที่ผ่านมาปู่เห็นชาวบ้านขัดแย้งกันมาบ่อยครั้ง ยอมรับว่าไม่สบายใจและรู้สึกผิดเหมือนกลายเป็นต้นตอปัญหาของคนดั้งเดิม ปู่ย้ำว่าอากาศที่บางกลอยล่างนั้น อย่างไรก็ไม่มีทางจะดีขึ้น น้ำก็ไกล ป่าก็ไม่สมบูรณ์เหมือนบางกลอยบน เพราะถ้าสมบูรณ์มาก อากาศจะไม่ร้อนขนาดนี้ และตอนนี้ปู่บอกว่าปู่เสียใจที่ล้มป่วยบ่อยและเป็นภาระลูกหลาน ปู่ไม่อยากเห็นชาวบ้านทะเลาะกันหรือขอที่ทำกินใคร” นางพิณนภากล่าว

นางพิณนภา กล่าวและว่า ทุกวันนี้ชาวบ้านพยายามเสนอให้อุทยานแก่งกระจานจัดสรรที่ดินใหม่ใกล้แหล่งน้ำใน 3 จุด คือ 1 ลำธารส่วนหน้าของบางกลอย 2 ห้วยโป่งลึก และ 3 ทางขึ้นไปบางกลอยบน ซึ่งคาดว่าจะได้รับความอนุเคราะห์ นอกจากเรื่องการต่อสู้เพื่อที่ทำกินแล้ว ชาวบางกลอยคิดว่าต้องเข้าไปมีส่วนร่วมเรื่องการเสนอพื้นที่ป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลกด้วย เพราะหากจะประกาศจริง ชาวบ้านต้องมีสิทธิอยู่อาศัยในพื้นที่มรดกโลกด้วย

อนึ่งในวันที่ 17 เมษายน 2558 นี้ ทางเครือข่ายภาคประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมจัดงานร่วมใจปักหมุด “ที่นี่มีคนหาย” ร่วมกันจัดกิจกรรมรำลึก 1 ปี บิลลี่หายไป 11 ปี ทนายสมชาย ที่ด่านมะเร็ว ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี จุดที่บิลลี่หายตัวไป ในเวลา 08.00 น.

โดยภายในกิจกรรมมีทั้งการเดินเท้าโดยพร้อมเพรียงกัน ระหว่างผู้จัดงาน และกลุ่มชาติพันธุ์ จากหลายพื้นที่เข้าร่วมเดินปักหมุด เพื่อแสดงจุดยืนให้รัฐบาลไทยให้ความสนใจ และจริงใจในการเร่งจัดทำร่างพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย หลังจากไทยเข้าเป็นภาคีและร่วมลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่า ด้วยการคุ้มครองมิให้มีการบังคับให้บุคคลสูญหายขององค์การสหประชาชาติ

ช่วงบ่ายยังมีกิจกรรมที่ศูนย์วัฒนธรรมบ้านโป่งกระทิงบน จ.ราชบุรี โดยมีเวทีการพูดคุยถึงปัญหาการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก กลุ่มป่าแก่งกระจานของกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช
////////////////////////////////
//////////

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.