คนเมืองหลวงร่วมปกป้องปากบาราคึกคัก ‘ไข่ มาลีฮวนน่า’ ยืนยันความสมบูรณ์ นักวิชาการชี้ทำลายชุมชนท้องถิ่นเป็นเหตุสังคมกลวง

received_901947986515154

วันที่ 25 เมษายน 2558 ภายในงาน “Pakbara Paradiso ปากบารา อันดามัน สวรรค์ทะเลใต้” ซึ่งจัดขึ้นเป็นวันที่ 2 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร มีการสนทนา หัวข้อ “ความจริงที่ปากบารา ปากน้ำน่าอยู่เมื่อประชาชนจัดการความสุขตนเอง” โดยก่อนจะเริ่มต้นการพูดคุยมีการฉายวีดีทัศน์ “ตำบลปากน้ำ(สตูล) น่าอยู่” ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมรับฟัง รวมถึงการแสดงของศิลปินแขนงต่างๆ อาทิ ไข่ มาลีฮวนน่า โก้ มิสเตอร์แซกแมน มาโนช พุฒตาล ที่ต่างแสดงออกถึงการอนุรักษ์ท้องทะเลอันดามัน

นายอรัญ มัจฉา คณะทำงานขับเคลื่อนตำบลปากน้ำน่าอยู่ กล่าวว่า ที่ผ่านมาชุมชนในจังหวัดสตูลมีความกังวลอย่างมากว่าโครงการที่เข้ามาตามแผนพัฒนาภาคใต้ โดยเฉพาะโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา อาจส่งผลต่อวิถีชีวิตดั้งเดิม นับเป็นประเด็นที่คนสตูลกำลังให้ความสนใจและแสดงความต้องการพื้นที่สำหรับชาวบ้านในการแสดงความคิดเห็น จนนำไปสู่ความร่วมมือของตัวแทนผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน ภาคีเครือข่าย ร่วมกันจัดเวทีย่อยลงไปในชุมชนต่างๆ เพื่อระดมความความเห็นต่อการจัดการพื้นที่

“เราเห็นธรรมชาติของปากน้ำมาตั้งแต่เด็ก ด้วยสายเลือดย่อมมีความผูกพันกับทะเล คนปากน้ำจึงลุกขึ้นมารวมตัวเปิดเวทีให้แสดงความเห็นอย่างอิสระ ได้ร่วมคิดวางแผนยุทธศาสตร์ ว่าอยากเห็นบ้านเราในอนาคตเป็นอย่างไร ซึ่งสิ่งที่ทุกคนต้องการคือ สิ่งแวดล้อมที่ดี มีการจัดการน้ำ จัดการขยะ ปราศจากมลภาวะของเสีย ช่วยกันดูแลด้วยจิตสำนึกอนุรักษ์ การพัฒนาที่เข้ามาก็ต้องทำบนฐานของศักยภาพหรือต้นทุนที่แท้จริงของพื้นที่ด้วย” นายอรัญ กล่าว

นายธนาคม พจนาพิทักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการเรียนรู้ฯ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กล่าวว่า หลายเมืองในต่างประเทศเลือกที่จะดำรงวิถีชุมชนแทนการพัฒนาขนาดใหญ่ โดยเฉพาะเมืองเป็นมรดกโลก นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปชื่นชมหรือดื่มด่ำในวิถีชีวิตหรือวัฒนธรรมท้องถิ่น ไม่จำเป็นต้องไปทำลายด้วยการอ้างว่าชุมชนต้องเสียสละเพื่อให้ประเทศชาติได้รับการพัฒนา ซึ่งกำลังเป็นคำถามที่เกิดขึ้นที่ปากบารา รวมถึงสังคมต้องไม่มองว่าปากบาราเป็นเรื่องของคนสตูลเท่านั้น แต่ควรมองว่าเป็นทรัพยากรอันมีคุณค่าของทุกคน ซึ่งการพัฒนาประเทศตลอด 20 ปีที่ผ่านมามีบทเรียนให้เห็นมากมาย

received_901948003181819

“ถ้าเราทำลายชุมชนอันเป็นหน่วยย่อยของประเทศชาติจนหมดสิ้น จะกลายเป็นสังคมที่กลวงเปล่า เช่น ปัญหาด้านการศึกษา ไม่ใช่แก้ด้วยการสร้างโรงเรียน แต่เป็นเพราะประเทศไม่มีแหล่งเรียนรู้ พอเด็กออกนอกห้องเรียนก็ไม่รู้ว่าแหล่งเรียนรู้ข้างนอกอยู่ที่ไหน เยาวชนจึงไม่สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองเพื่อพัฒนาให้เป็นทรัพยากรของชาติได้ จึงอยากให้ร่วมกันรักษาปากบาราไว้เป็นแหล่งเรียนรู้ อย่าเอาสตูลเป็นต้นทุนราคาถูก ที่ละเลยคุณค่าด้านวัฒนธรรม สาธารณะสุข วัฒนธรรม สังคม ซึ่งเป็นต้นทุนที่แนวทางการพัฒนามักจะมองข้าม” นายธนาคม กล่าว

ขณะที่นายคฑาวุธ ทองไทย หรือ ไข่ มาลีฮวนน่า ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า ในการเป็นนักร้องหรือศิลปิน หน้าที่เราคือนักสื่อสาร นักเชื่อมโยงประเด็นสังคมให้สาธารณะรับรู้ เมื่อมีกรณีสังคมเกิดปัญหา ดั่งเช่นโครงการท่าเรือปากบารา ซึ่งสร้างความกังวลแก่สาธารณะ เราจะทำหน้าที่เป็นปลาสองน้ำ ในการเล่าเรื่องของคนในพื้นที่และคนนอกผ่านผลงานอย่างที่แสดงไปคือเพลงปากบารา ซึ่งแต่งโดยจิรนันท์ พิตรปรีชา เพื่อสะท้อนความเจ็บปวดของชุมชนที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ

นายคฑาวุธกล่าวว่า จากประสบการณ์ตรง ตนลงพื้นที่ท่าเรือปากบารา ชุมชนปากน้ำ และเกาะหลายเกาะ ธรรมชาติที่จังหวัดสตูล เป็นเรื่องน่าทึ่ง จึงพร้อมจะร่วมรณรงค์คัดค้านผ่านผลงานเพลงและกระตุ้นให้สังคมรับรู้ว่าการอนุรักษ์เป็นเรื่องราวของทุกคน และหากมีโอกาสร่วมกิจกรรมอนุรักษ์หรือรณรงค์ปกป้องทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่อื่นก็จะทำเช่นเดียวกันกับปากบาราและเขื่อนแม่วงก์

ในเวลา 16.30 น. มีเวทีเสวนา “ทิศทางทะเลไทย” โดย นายอัสรีย์ หมีนวัง นายกสมาคมประมงจังหวัดสตูล กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ประมงในจังหวัดสตูลมีปัญหามากมายท้าทายอนาคต เพราะทางการมาเลเซียส่งเสริมการทำประมงในน่านน้ำชายแดนไทยอย่างมาก ขณะที่สถานการณ์เรือประมงไทยมีน้อย แต่เน้นที่ประมงพื้นบ้าน การหาปลาทุกชนิดทำเพื่อค้าขายในพื้นที่ไม่ได้แย่งชิงทรัพยากรมหาศาลเหมือนกับประมงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ซึ่งวิกฤติของชาวประมงไทยในจังหวัดสตูลขณะนี้คือ ต้องแข่งขันกับเพื่อนบ้าน รัฐควรที่จะส่งเสริมการทำอาชีพประมงอย่างรับผิดชอบไม่ใช่เน้นการพัฒนาการก่อสร้างท่าเรือ เพราะปัญหาเก่าของเรือประมงนั้นมีมากมายอยู่แล้ว

“ทิศทางทะเลสตูลที่อยากให้เป็นนั้น ผมบอกตรงๆ ว่าผวาพอสมควร เราคิดว่า ต่อไปผมอยากให้มีการอนุรักษ์ปลา สัตว์น้ำอื่นเพื่อให้มีการเติบโตในอนาคต และอยากให้ประกาศกฎหมายห้ามเรือประมงพาณิชย์ใช้เครื่องมืออันตราย หรือทำลายล้างในเขตชุมชน เพราะเป็นการตัดวงจรคนท้องถิ่น” นายอัสรีย์ กล่าว

นายบรรจง นะแส นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย กล่าวว่า เราควรจะเลิกอวนลาก อวนรุน และเรือปั่นไฟทันที โดยเชื่อว่าไม่เกิน 1-3 ปี ชุมชนชายฝั่งจะฟื้น แล้วชาวประมงจะมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพมากขึ้น แล้วรัฐบาลจะไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเรื่องการช่วยเหลือค่าแรงขั้นต่ำ อย่างน้อยก็ประชาชนรอบๆ ทะเลไทย และที่สำคัญที่สุด คือ ไทยจะปลดแอกจากการเป็นประเทศที่มีปัญหาเรื่องค้ามนุษย์จากแรงงานประมง สำหรับท่าเรือปากบารานั้น ผมมองว่าเป็นแค่ท่าเรือย่อยที่ไม่ได้ช่วยส่งเสริมอะไรมากนัก ดังนั้นการพัฒนาทะเลไทยจึงควรยุติท่าเรือขนาดใหญ่ และอุตสาหกรรมทุกประเภท
—————

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.