ครูตี๋4

ชีวิตจะงดงาม … ถ้าเคารพธรรมชาติ และความเท่าเทียมกันของมนุษย์”

สำหรับผู้มาเยือนซึ่งเป็น “คนนอก” อย่างผมแล้ว เมื่อได้ยินคำพูดของอดีตครูดอยวัย 60  ครูตี๋ – นิวัฒน์ ร้อยแก้ว แว่บแรก คงไม่มีอะไรสลักสำคัญไปกว่าชุดคำพูดสวยหรู-ปรัชญานามธรรม ซึ่งถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อประกอบบทสนทนาให้ดูลุ่มลึกน่าสนเท่ห์, ผมคิดเช่นนั้น

แต่แล้วหัวใจซึ่งรอนแรมไกลมาร่วม 900 กิโลเมตร ก็ได้ประจักษ์แก่ตัวเองถึงความงดงามของชีวิต แม้จะมีโอกาสได้สัมผัสกับวิถี “โฮงเฮียนแม่น้ำของ” อ.เชียงของ จ.เชียงราย เพียงระยะเวลาสั้นๆ ก็ตาม

โรงเรียนแห่งนี้ “ครูตี๋” สร้างขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ชีวิต-เป็นโรงเรียนที่มุ่งสอนให้มนุษย์สมบูรณ์พร้อมในความเป็น “มนุษย์”

ปัจจุบันโฮงเฮียนแม่น้ำของมีสมาชิกอยู่ร่วมกัน 5-6 ชีวิต แต่ละชีวิตมีอิสระที่จะเลือก-ที่จะคิด ที่จะปฏิบัติตัวตามแต่ “เจตจำนงเสรี” ของใครจะนำพาไป หากแต่ทุกคนจะมีสิ่งหนึ่งผูกโยงความเป็นปัจเจกเข้าด้วยกัน

“ครูตี๋” เรียกสิ่งนั้นว่า “หน้าที่”

“ความแตกต่างเป็นสิ่งที่งดงาม พื้นที่แห่งนี้เลยต้องการความแตกต่าง แต่ความแตกต่างเหล่านั้นจะอยู่ร่วมกันได้ก็เพราะมีหน้าที่คอยยึดโยง ถ้าทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี ทุกอย่างมันก็จะไปได้” ชายร่างผอมผมยาวทิ้งตรงถึงกลางหลัง ยิ้ม แล้วกล่าวกับผม

“เราเป็นมนุษย์ มนุษย์ต้องอยู่ร่วมกัน มนุษย์ต้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน มันถึงจะเกิดเป็นความรู้”

รูปธรรมจากที่ “ครูตี๋” พูด จับต้องได้ทันทีใน “มื้อเย็น” ของวันนั้น ชายวัยกลางคน 3-4 คน ช่วยกันทำกับข้าวอย่างขะมักเขม้น

“คนที่นี่ทำกับข้าวเป็นทุกคนเลยเหรอครับ” ผมถาม … “ใช่” ชายคนหนึ่งตอบ “เราช่วยกัน” เขากล่าวราบเรียบ

สิ่งที่ผมเห็นก็คือชายคนแรกกำลังก่อไฟ ชายอีกคนแยกตัวไปเตรียมข้าวเหนียวสำหรับนำมานึ่ง ส่วนชายคนที่สามฉวยมีดมาสับเนื้อหมูก่อนจะเอาไปหมักเตรียมย่าง

“ครูตี๋” อธิบายว่า ในเมื่อเราเป็นมนุษย์ และมนุษย์จำเป็นต้องอยู่ร่วมกันเพื่อเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน ฉะนั้นทุกกิจกรรมในโฮงเฮียนแม่น้ำของทุกคนต้องมีส่วนร่วม ต้องช่วยกัน คือถ้าคนหนึ่งทำอะไรอยู่ คนที่เหลือจะต้องเข้าไปช่วย เข้าไปเสริม เพื่อให้ภารกิจนั้นๆ สำเร็จ

“ครูจะไม่แบ่งงานกันทำเป็นด้านๆ ไม่ใช่คนหนึ่งทำกับข้าวอย่างเดียว อีกคนหนึ่งทำงานไม้อย่างเดียว เพราะนั่นไม่ใช่วิถีของมนุษย์ มนุษย์ต้องเรียนรู้ร่วมกัน ทำงานทดแทนกันได้ทุกหน้าที่ ทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะทำกับข้าวเป็นทั้งหมด ทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะทำงานไม้เป็นทั้งหมด” ครูตี๋ อธิบายเพิ่ม

ตลอดระยะเวลา 5 วัน ที่หัวใจของผมฝังอยู่ริมแม่น้ำโขง ผมพอจะจับต้องอีกหลักการใหญ่ของ “ครูตี๋” ได้ นั่นก็คือ กฎระเบียบหรือข้อจำกัดใดๆ ไม่ควรถูกนำมาเป็นเงื่อนไขเพื่อลิดรอน-บั่นทอน “จิตวิญญาณเสรี” ของมนุษย์

“กว่าจะเกิดมาเป็นมนุษย์ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย มนุษย์จึงควรมีจิตวิญญาณที่เสรี” ครูตี๋ กล่าวลอยๆ แน่นอนว่าแรกทีเดียวผมไม่เข้าใจ

จนกระทั่งค่ำวันนั้น ตัวอย่างหนึ่งก็ชัดแจ้งในวิธีคิด …

บรรยากาศริมโขงราวกับมนต์สะกด เบื้องบนสายลมโชยผ่าน เบื้องล่างสายน้ำไหลเอื่อย มีเรือเล็กล่องลำแล้วลำเล่า ผมนั่งห้อยขาอยู่ในตูบไม้ไผ่ เผาอารมณ์อย่างผ่อนคลายชนิดไม่เคยรู้สึก

“สบายสินะ” ใครบางคนทักขึ้น ก่อนจะมุดเข้ามานั่งประชิดตัวผม “คืนนี้จะนอนตรงนี้เลยก็ได้นะ” เขา เชิญชวนจากใจจริง

“แล้วปรกติใครนอนที่ตรงนี้เหรอครับ” ผมถาม … “ใครก็ได้” ชายคนนี้ยิ้ม “ทุกคนสามารถมานอนตรงนี้ หรือที่ไหนก็ได้ แล้วแต่เลย” เขา บอก

ชายวัยกลางคนผู้นี้คงจะทราบว่าผมยังไม่สิ้นสงสัย จึงอธิบายต่อไปว่า โฮงเฮียนแม่น้ำของนอนได้หลายที่ มีตูบ 2 หลัง มีแคร่ซึ่งมีหลังคามิดชิด มีเรือนไม้ 2 ชั้น ซึ่งแต่ละที่จะไม่มีใครเป็นเจ้าของหรือยึดครองเป็นที่ประจำ ใครใคร่นอนที่ไหนก็นอนได้เลย ถ้ารู้สึกว่าสบาย

 

DSC_0799

“อย่าให้กฎเกณฑ์มาบังคับเราว่าจะต้องนอนเฉพาะในที่ประจำของตัวเองเท่านั้น คือถ้าบรรยากาศมันกำลังดี ทุกอย่างกำลังเหมาะ รู้สึกว่ากำลังมีความสุข แล้วต้องการจะนอน ก็ให้ล้มตัวนอนลงไปเลย เพราะถ้าต้องคอยลุกเดินไปนอนในที่ประจำของเรา เราอาจจะหลุดออกจากห้วงความสุข-ห้วงความรู้สึกนั้นๆ ก็เป็นได้ …”

“อย่าให้กฎเกณฑ์มากัดกร่อนจิตวิญญาณเสรีของเรา” เขา สรุปคำอธิบาย

“ครูตี๋” บอกกับผมในช่วงค่ำว่า การนอนก็เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติ เหมือนพระธุดงค์ก็ต้องเปลี่ยนที่นอนตลอด ที่โฮงเฮียนแม่น้ำของ ก็เหมือนสถานที่ฝึกปฏิบัติธรรม เรามีกิจวัตร มีการช่วยเหลือ เคารพความงดงามของชีวิต เคารพความเป็นปัจเจกของมนุษย์ ไม่เบียดเบียนกันเอง ไม่เบียดเบียนธรรมชาติ

“การเป็นพระนี่ยิ่งใหญ่มากนะ ครูและคนที่นี่ยังเป็นไม่ได้ เราเลยแค่อยากจะฝึกตัวเองให้เป็นมนุษย์ในขั้นที่อยู่ก่อนจะเป็นพระ และใช้ชีวิตให้งดงาม” อดีตครูดอยรายนี้ กล่าวชัด

ทุกวันนี้ “ครูตี๋” เป็นประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ ทำงานขับเคลื่อนเรื่องการอนุรักษ์ลำน้ำโขง และเป็นผู้เสนอโมเดล “1 เมือง 2 แบบ” แนวคิดการจัดการพื้นที่วัฒนธรรมให้อยู่ร่วมกับการพัฒนาได้

ผมเดินทางกลับจากเชียงของพร้อม “หัวใจที่เกิดใหม่” … เป็นหัวใจที่ศรัทธาในความแตกต่าง เคารพความงดงามและความเป็นปัจเจกของมนุษย์

มาตรว่าความแตกต่างคือความปรกติ และในเมื่อความปรกติคือความสุข … ใช่หรือไม่ว่าความสุขย่อมเกิดขึ้นได้จากความแตกต่าง

อย่าพยายามเปลี่ยนใครให้เป็นเหมือนเรา

//////////////

โดย ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

หมายเหตุ-ข้อเขียนชิ้นนี้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ฉบับวันที่ 26 เมษายน 2558

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.