เปิดผลวิจัยพบค่าจ้างขั้นต่ำ ทีดีอาร์ไอเผยกระทบคนทักษะต่ำ

received_947146371995315

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2558 ที่โรงแรม เดอะสุโกศล กรุงเทพฯ มีเวทีสัมมนาวิชาการเรื่อง “ค่าจ้างขั้นต่ำ – ข้อเท็จจริงที่ควรและทิศทางที่ควรเป็นในอนาคต”โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) และมูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท (เอฟ อี เอส)

นางสติเนอร์ คลัพเพอร์ ผู้อำนวยการมูลนิธิฟริดริค กล่าวว่า ในการจัดการค่าจ้างขั้นต่ำในประเทศไทยมีการถกเถียงกันมานาน โดยที่ผ่านมาเราพบว่าประเทศไทยใช้มาตรฐานค่าจ้างจากภาคกลางกำหนดรายได้เดียวกันกับภาคอื่นนั้น ไม่เป็นผลดี ทำให้ประเทศไทยต้องมีประเด็นถกเถียงกันมาตลอด เราจำเป็นต้องประเมินผลดี-ผลเสียต่อนโยบายดังกล่าว ทั้งนี้เชื่อว่าเริ่มแรกของประเทศไทยที่ใช้นโยบายนี้เพราะไทยต้องการพัฒนาศักยภาพบุคคลากรให้มีการทำงานที่มีประสิทธิภาพ แต่ต้องมีคุณภาพชีวิตและสวัสดิการที่ดี ไม่ต่างกับเยอรมัน ที่มีการประกาศใช้กฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำเช่นกัน โดยเป้าประสงค์ส่วนใหญ่ คือหวังยกระดับคุณภาพชีวิตพลเมือง แต่หากมีการจัดการที่ไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมก็พบว่าทำให้เกิดผลกระทบในทางลบได้เช่นกัน

นางสติเนอร์กล่าวว่า ในโอกาสที่ไทยประกาศใช้ค่าจ้างขั้นต่ำมานาน จึงถึงเวลาต้องประเมินผลสำเร็จให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณะ ซึ่งมูลนิธิฯ ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนนโยบายดังกล่าว โดยส่วนตัวเชื่อว่าหากมีการประเมินจะส่งผลให้การใช้นโยบายมีคุณภาพมากขึ้น อีกทั้งช่วยให้เห็นช่องทางในการปรับปรุงวิธีการจัดการกับนโยบายขั้นต่ำด้วย

ด้าน ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ด้านการพัฒนามนุษย์ ทีดีอาร์ไอเปิดเผยผลวิจัยการเปรียบเทียบช่วงการเปลี่ยนแปลงของผลการใช้นโยบายค่าแรงขั้นต่ำที่เปลี่ยนแปลงระหว่างปี 2555-2556 โดยพิจารณาจำแนกประเภทตามกลุ่มอายุได้แก่ อายุ 15-24 ปี และอายุ 24-65 ปี และพิจารณาร่วมกับระดับการศึกษา 3 ประเภท คือ 1.ศึกษาระหว่างประถมศึกษาถึงกว่ามัธยมศึกษา 2.ตั้งแต่แต่ระดับมัธยมศึกษาถึงอุดมศึกษาชั้นปริญญาตรี 3.กลุ่มการศึกษาที่สูงกว่าปริญญาตรี โดยการศึกษาโดยรวมพบว่า อายุมากกว่า 24 ปีนั้น ทางบริษัทจะจ้างขั้นต่ำโดยดูจากประสบการณ์และทักษะทำงานอยู่แล้ว หากมีทักษะดี การศึกษาสูง ความสามารถมาก ทางบริษัทที่จัดจ้างจะมีการกำหนดนโยบายที่มีการจ้างสูงกว่าขั้นต่ำอยู่แล้ว และมีค่าตอบแทนด้านอื่นด้วย แต่ต่อมาพบกลุ่มที่ได้รับผลกระทบนั้นคือกลุ่มอายุระหว่าง 15-24 ปี ซึ่งกลุ่มนี้มีการทำงานกระจัดกระจาย ทั้งธุรกิจใหญ่ กลาง และขนาดเล็ก ซึ่งบริษัทจะจ้างด้วยเงื่อนไขที่แตกต่างออกไป และภายหลังปรากฏเป็นข้อมูลชัดเจนว่า กลุ่มอายุดังกล่าวที่ไร้ทักษะนั้น ถูกปลดออกจำนวนมากกลายเป็นแรงงานนอกระบบที่ทำการเกษตรกับครอบครัว หรือรับจ้างทำอย่างอื่นแบบเหมา เป็นกรณีไป ซึ่งไม่สามารถใช้กฎหมายแรงงานขั้นต่ำไปบังคับใช้ได้

ดร.ดิลกะกล่าวว่า โดยภาพรวมพบว่าคนงานที่ถูกปลดออกและไปทำงานอย่างอื่นนั้นมีมากร้อยละ 1-2 ขณะที่บริษัทและผู้ลงทุน เมื่อรับกับค่าจ้างไม่ไหวก็กลับมาลงทุนกับเครื่องจักรที่ไม่ต้องดูแลกับสวัสดิการใดๆ แล้วเอาเงินค่าจ้างอีกส่วนหนึ่งไปจ้างคนมีทักษะดี จุดนี้น่ากังวลมากเพราะคนกลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มที่รัฐบาลต้องการช่วยเหลือจากนโยบายค่าจ้าง แต่แล้วกลับกลายเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

“จากข้อมูลการวิจัยพบด้วยว่า ธุรกิจที่ประคองตัวได้ อีกทั้งเติบโตและพัฒนาต่อไปตามนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ นั้น มีการเพิ่มค่าแรงจากนโยบายอีกเพียงนิดเดียวประมาณ มีเพียงร้อยละ 34 เท่านั้นขณะที่ภาคธุรกิจระดับเล็กนั้นมีปัญหาเรื่องการจ้างค่าจ้างขั้นต่ำมากกว่าร้อยละ 60 และพบว่าในปีดังกล่าวธุรกิจขนาดเล็กที่ไปไม่รอดเพราะไม่สามารถรับกับค่าจ้างได้ปิดตัวลงรวมมีมูลค่าประมาณ 30,000 ล้านกว่าบาท” ดร.ดีลกะ กล่าว

นักวิชาการผู้นี้ยังกล่าวว่า จากผลการวิจัยอาจจะสำรวจกลุ่มคนทำงานที่ได้รับผลกระทบได้ชัดเจน แต่ไม่สามารถวิจัยและวิเคราะห์เชิงลึกในบริษัทต่างๆ ในกรุงเทพและปริมณฑลได้ว่า มีงบประมาณการลงทุนแต่ละภาคธุรกิจอย่างไรบ้าง ใช้แรงงานเท่าไหร่ และใช้เครื่องจักร เทคโนโลยีเท่าไหร่ ซึ่งหากมีการวิจัยเพิ่มเติมอาจจะช่วยให้เห็นภาพกว้างของผลกระทบค่าแรงขั้นต่ำได้มากขึ้น และแก้ปัญหาช่วยเหลือแรงงานชั้นล่างที่อายุน้อย การศึกษาจำกัดได้จริง สอดคล้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากรได้จริง

ด้านนางเพชรรัตน์ สินอวย ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า นโยบายค่าแรงขั้นต่ำจะต้องดำเนินการต่อไปเพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน และเชื่อว่าสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมพัฒนาเศรษฐกิจได้ อีกทั้งสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันเชิงการค้าระหว่างนายจ้างและลูกจ้างด้วย โดยปัจจุบันนี้คณะกรรมการการค่าจ้าง ได้เปิดขั้นตอนให้แต่ละจังหวัดเสนอตัวเลขและแผนการจ้างงานขั้นต่ำที่สอดคล้องต่อท้องถิ่นมาให้ ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปในไม่ช้า กระทรวงแรงงานจะนำเสนอตัวเลขแต่ละพื้นที่ต่อไป ทั้งนี้สำหรับเกณฑ์การพิจารณาค่าแรงนั้นจะพิจารณาจากความจำเป็นของค่าครองชีพของลูกจ้างและความสามารถในการจ่ายของนายจ้าง รวมทั้งต้นทุนการผลิต รวมทั้งผลิตภาพของแรงงานด้วย โดยเชื่อว่าหากจะประเมินคุณภาพของการใช้นโยบายจริงๆ ก็ต้องสำรวจควบคู่กับความพึงพอใจของภาคแรงงานด้วย

/////////////////////////////////////

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.