จาก’คุก’สู่’อิสรภาพ’ ชาวอุบลฯฮึดสู้ คดี’รุกที่ดินตัวเอง’

11787477_950256205017665_1455401066_n
มติชนรายวัน วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 38 ฉบับที่ 13651

หลังจากชาวบ้าน จ.อุบลราชธานี ชนะคดีที่ดิน เมื่อศาลปกครองสูงสุดพิพากษาคืนที่ดินให้ หลังต่อสู้มาอย่างยาวนาน แถมยังต้องติดคุกคดีบุกรุกที่ทำกินของตัวเองกว่า 1 ปี และบิดาที่ต่อสู้คดีมาก่อนหน้านี้ก็ต้องเสียชีวิตลงอีกด้วย

ถือว่าเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้ผู้ที่กำลังต่อสู้เพื่อปกป้องที่ดินของตัวเอง

ทั้งนี้ เพราะในพื้นที่ดังกล่าวมีกลุ่มนายทุนบุกรุกที่ของชาวบ้านอีกกว่า 300 ไร่ โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษชี้ว่ามีการออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบ แต่กรมที่ดินยืนยันว่าออกโฉนดโดยชอบแล้ว ซึ่งมีรูปแบบคล้ายคดีของนายวิทยา แก้วบัวขาว ชาวบ้านใน อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ที่หน่วยราชการฟ้องร้องฐานยึดครองที่ดินสาธารณะ

ความเดือดร้อนดังกล่าวเกิดจากการออกเอกสารสิทธิทับที่ดินชาวบ้าน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 40 ปีก่อน โดยมีผู้สมัคร ส.ส.คนหนึ่งเข้าไปหาเสียงในหมู่บ้าน และบอกว่าหากได้รับเลือกตั้งจะช่วยให้ที่ดินของชาวบ้านส่วนใหญ่ซึ่งเป็นแค่ที่ดินจับจองและเสียภาษีดอกหญ้าสามารถออกเป็นโฉนดได้

ต่อมาเมื่อผู้สมัคร ส.ส.คนนั้นได้รับเลือกตั้งก็ได้ให้ชาวบ้านมาร่วมลงชื่อ แต่ในเวลาต่อมากลับกลายเป็นว่าการลงชื่อดังกล่าวเป็นการยินยอมขายที่ดินให้กับ ส.ส.คนนั้น และมีการออกเอกสารสิทธิเป็นโฉนดนับหมื่นไร่ในชื่อของ ส.ส.และครอบครัว ก่อนจะมีการนำเอกสารสิทธินี้ไปฟอกผ่านสถาบันการเงิน

ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยยืนยันว่าไม่เคยขายที่ดินให้ อย่างกรณีของนายวิทยา แก้วบัวขาว ก็ได้รับที่ดินมรดกมาจากพ่อแม่ เป็นผู้บุกเบิก มีใบจอง น.ส.2 แต่ต่อมากลับถูกนายทุนแจ้งความดำเนินคดีและฟ้องศาลในเวลาต่อมา จนกระทั่งนายวิทยาต้องติดคุกอยู่นานกว่า 1 ปี และยังส่งผลให้บิดาที่ต่อสู้คดีมาก่อนหน้านี้เสียชีวิตลงอีกด้วย ขณะที่ชาวบ้านอีกจำนวนไม่น้อยต่างแพ้คดีและเสียที่ดินไปหลายราย

นายวิทยา แก้วบัวขาว เล่าให้ฟังภายหลังศาลปกครองสูงสุดพิจารณาคดีข้อพิพาททางที่ดินว่า ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาในคดีที่นายโทน แก้วบัวขาว บิดา ยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินอุบลราชธานี สาขาวารินชำราบ และอธิบดีกรมที่ดิน ในฐานละเลยต่อหน้าที่ แต่หลังจากบิดาเสียชีวิตลง ได้ยื่นฟ้องแทน โดยศาลปกครองสูงสุดยืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลางให้เจ้าพนักงานที่ดินตรวจสอบที่มาของโฉนดที่ดินที่เจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดทับที่ของนายโทน แก้วบัวขาว มีใบจอง น.ส.2 ตั้งแต่ปี 2510 ได้ใช้ประโยชน์จนถึงปัจจุบัน

เมื่อมีหลักฐานยืนยันว่าโฉนดที่ดินที่นายทุนนำมากล่าวอ้างออกโดยมิชอบ ให้เสนออธิบดีกรมที่ดินเพิกถอนภายใน 90 วัน นับตั้งแต่ศาลมีคำพิพากษา จะทำให้ตนและครอบครัวได้รับสิทธิที่ดินเนื้อที่ 22 ไร่คืน โดยใช้มาตรา 61 ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ให้เพิกถอนโฉนดที่ออกโดยไม่ชอบธรรมและสุจริต หลังจากถูกนายทุนที่เป็นอดีตนักการเมืองออกรังวัดทับซ้อนกับที่ดินของพ่อแม่

นายวิทยากล่าวว่า ชาวบ้านถูกนายทุนฟ้องข้อหาบุกรุกที่ดินในปี 2540 โดยอ้างกรรมสิทธิ์ที่ดินไม่ตรงตามความเป็นจริง ต่อมาปี 2549 ได้ฟ้องสำนักงานที่ดินวารินชำราบถึงการออกรังวัดที่ไม่เป็นธรรม โดยฟ้องดำเนินคดีทั้งหมด 80 ไร่ แต่วันนี้ศาลพิจารณาให้ดำเนินตามขั้นตอนออกโฉนดตามเอกสาร และหลักฐานที่ปรากฏก่อนหน้านี้ในเนื้อที่ 22 ไร่ ส่วนที่เหลือทยอยพิสูจน์ต่อไป

หลังจากสิ้นสุดการพิจารณาคดีความของศาลปกครองสูงสุดแล้ว ตนและครอบครัวต้องดำเนินการรวบรวมเอกสารไปยื่นขอออกโฉนดต่อไป

นายวิทยาเล่าว่า ก่อนหน้านี้ต้องถูกจำคุกกว่า 1 ปี ตอนติดคุกครอบครัวเจอวิกฤต ภรรยาต้องออกจากงานมาทำมาหากินเลี้ยงครอบครัว เพิ่งได้เห็นแสงสว่างของชีวิตหลังต่อสู้มานาน เราทำกินมานานตั้งแต่รุ่นพ่อในปี 2510 ทั้งปลูกพืชผัก ทำสวนผลไม้ และพืชยืนต้นอื่นๆ ถึงแม้ว่าจะโดนฟ้องร้องไล่ที่ผ่านนายหน้าค้าที่ดินในคราบของนักการเมืองท้องถิ่น แต่ตนเองและครอบครัวไม่ได้ย้ายออกตามคำฟ้อง เพราะมั่นใจว่าเราไม่ผิด

ยอมรับว่าที่ผ่านมาท้อและหมดกำลังใจ แต่ก็ไม่หยุดสู้คดี จนกระทั่งมีวันนี้

“ยังมีชาวบ้านที่ถูกฟ้องร้องในพื้นที่เดียวกัน เพราะนายหน้าใน ต.หนองกินเพลนั้นล้วนแล้วแต่มีอิทธิพล มักจะกว้านซื้อที่ดินเพื่อขายต่อตลาดให้นักธุรกิจที่ประกอบกิจการบ้านจัดสรร อยากให้กำลังใจชาวบ้านด้วยกันว่าอย่ายอมใครง่ายๆ เชื่อว่าชาวบ้านต้องชนะ” นายวิทยากล่าว

สำหรับปัญหาที่ดิน ต.หนองกินเพล อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี นั้นมีการต่อสู้มานาน โดยชาวบ้านร่วมกันในนามเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.) อุบลฯ เป็นชาวบ้านที่มีปัญหาข้อพิพาทที่ดินบ้านหนองกินเพล 80 ราย ขณะที่มีจำนวนอีกมากที่ไม่ได้เข้าร่วมกับเครือข่าย

นายสังคม พันธ์สถิตย์ ชาวบ้านคูสว่าง ต.หนองกินเพล อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า นอกจากมีกลุ่มนายทุนที่เข้ามาออกโฉนดทับที่ดินทำกินของชาวบ้านแล้ว ยังมีอีกกรณีที่กลุ่มนายทุนได้เข้ามาออกโฉนดทับที่หาดเว บนที่ดินสาธารณประโยชน์ หมู่ 1 บ้านกุดชุม และบ้านคูสว่าง หมู่ 7 ต.หนองกินเพล อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี กว่า 300 ไร่ จากเนื้อที่หาดเวทั้งหมด 450 ไร่

นายสังคมกล่าวว่า ที่สาธารณะหาดเวเดิมมีเนื้อที่กว่า 450 ไร่ ที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์ร่วมกันมานานตั้งแต่บรรพบุรุษ แต่ต่อมามีนายทุนเข้ามาออกเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินกว่า 300 ไร่ โดยมีกลุ่มนายทุนนำเอกสารเท็จไปออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ เรื่องดังกล่าวชาวบ้านได้ยื่นหนังสือร้องเรียนมาโดยตลอดแทบทุกรัฐบาล แต่ไม่มีความคืบหน้า จนกระทั่งเมื่อช่วงปี 2553 นางไพรวัน พรมโสภา ชาวบ้านหนองกินเพล อ.วารินชำราบ ได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษว่าถูกนายทุนแอบอ้างชื่อเป็นเจ้าของที่ดินตามเอกสาร ส.ค.1 นำไปออกโฉนดที่ดินบริเวณที่สาธารณประโยชน์หาดเว จำนวน 200 ไร่ 3 งาน 41 ตารางวา

ต่อมากรมสอบสวนคดีพิเศษได้สอบพยานบุคคล ตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุและรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องแล้ว

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่าการออกโฉนดที่ดินเลขที่ 45989 เลขที่ 13 หน้าสำรวจ 777 ต.หนองกินเพล อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี เป็นการออกโฉนดที่ดินตามโครงการเดินสำรวจ เพื่อออกโฉนดที่ดินและสอบเขตที่ดินทั้งตำบล มาตรา 58 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ปี 2537 เป็นการออกโฉนดที่ดินโดยอ้างหลักฐานการแสดงสิทธิคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ทั้งตำแหน่งที่ตั้งของที่ดินและปริมาณเนื้อที่ดิน เป็นการออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จึงได้ส่งเรื่องให้กรมที่ดินพิจารณาดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าวตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

นายสังคมกล่าวว่า ต่อมาทางสำนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานีได้มีหนังสือแจ้งมาว่ากรมที่ดินได้ตรวจสอบที่ดินบริเวณดังกล่าวแล้ว พบว่าเป็นการออกโฉนดที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีเหตุต้องดำเนินการเพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว เพราะเป็นการออกโดยถูกต้อง กรมที่ดินได้พิจารณาแล้วเห็นชอบด้วย และได้พิจารณายุติเรื่อง พร้อมทั้งมีหนังสือแจ้งไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ ชาวบ้านก็ยังได้ดำเนินการต่อโดยได้ยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมไปยัง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้พิจารณาใหม่ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบของทาง จ.อุบลราชธานี

ความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านหนองกินเพลได้กลายเป็นกรณีศึกษา และมีนักวิจัยกลุ่มหนึ่งได้ร่วมกันทำวิจัยเรื่องความไม่เป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมคดีที่ดินราษฎรยากจน

ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ ทีมงานนักวิจัย กล่าวว่า การออกโฉนดทับที่คนอื่นถือครองมีเยอะมาก โดยเฉพาะคนจนมักจะแพ้คดีในศาล เข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ที่ดินไม่ได้ตรวจรังวัดหรือทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง เมื่อมีการออกโฉนด เกิดคดีในชั้นศาล ศาลก็จะตัดสินตามเอกสารหลักฐานตามโฉนด แต่กรณีศาลปกครองได้ดำเนินการหลายส่วน เช่น การไต่สวน คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดกรณีของชาวบ้านหนองกินเพล อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี จะเป็นกรณีศึกษาและเป็นตัวอย่างที่ดี

กรณีนี้น่าจะเป็นบรรทัดฐานให้กับคนยากคนจนและผู้ที่ต้องต่อสู้เพื่อปกป้องที่ดินของตัวเองที่อยู่ในประเทศไทยอีกจำนวนมาก

มติชนรายวัน วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 38 ฉบับที่ 13651

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.