เหมืองเมือง
เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2558 ที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้มีการเสวนา เรื่อง “มีเงินเรียกน้อง มี(เหมือง)ทอง เรียกหายนะ” จัดโดยเครือข่ายนิสิต นักศึกษา ต้านเหมืองทอง ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มเสรีนนทรี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) กลุ่มอนุรักษ์มหาลัยรามคำแหง เครือข่ายนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต ค้านเหมือง

นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ตัวแทนกลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา กล่าวว่า เรื่องร่างนโยบายว่าด้วยการสำรวจและการทำเหมืองแร่ทองคำ นั้นมีความเชื่อมโยงกันระหว่างการขับเคลื่อนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)แร่ ซึ่งขณะนี้ พ.ร.บ.แร่ที่ร่างโดยกระทรวงอุตสาหกรรมนั้น คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้พิจารณารอบแรกและผ่านการพิจารณาโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว ขณะนี้กฎหมายอยู่ระหว่างการเสนอให้หน่วยงานรัฐพิจารณาเพิ่มเติม เพื่อแก้ไขก่อนจะส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ( สนช.) พิจารณา แล้วประกาศเป็นกฎหมายต่อไป โดยที่ประชาชนไม่รับทราบกระบวนการ และไม่สามารถคัดค้านได้หรือโต้แย้งข้อกฎหมายได้ ดังนั้นสถานการณ์ดังกล่าวจึงไม่น่าไว้ใจ เครือข่ายประชาชนจำเป็นต้องติดตามการดำเนินการของภาครัฐอย่างใกล้ชิด

นายเลิศศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีนโยบายแร่นั้นมีมาตั้งแต่ปี 2530 แล้ว โดยขณะนี้เหมืองแร่ทองคำแหล่งใหญ่ในจังหวัดพิจิตรและจังหวัดเลย รัฐมีนโยบายดำเนินการที่ต่างกัน คือ ส่วนของพิจิตรเป็นระบบสัมปทานทั่วไป มีการยื่นขออาชญาบัตรสำรวจแร่และขอขอประทานบัตรตามขั้นตอน ซึ่งมีเงื่อนไขว่า หากมีเหตุจำเป็นต้องเพิกถอน กรณีทำผิดกระบวนการ กฎหมายจะบังคับให้เพิกถอนได้ แต่กรณีจังหวัดเลย มีการสัมปทานแบบสัญญาพิเศษ คือ มีความผูกพันระหว่างรัฐและเอกชน โดยหากมีเหตุที่จำเป็นต้องเพิกถอน หรือมีสิ่งใดผิดพลาดระหว่างการดำเนินการ หน่วยงานรัฐมีหน้าที่ช่วยแก้ปัญหาให้บริษัทเอกชนที่ขอสัมปทาน ซึ่งในอนาคต เหมืองทองคำอัคราฯ ที่จังหวัดพิจิตร นั้นกำลังมีความพยายามในการแก้นโยบายแร่ ให้มีพันธะสัญญาแบบจังหวัดเลย โดยสัญญาดังกล่าวนั้นมีลักษณะคล้ายระบบสัมปทานปิโตรเลียม ของไทย คือผูกขาดการทำธุรกิจ และการสัมปทานแบบดังกล่าวมีผลเสีย คือ บริษัทที่ขอสัมปทาน มีสิทธิครอบครองพื้นที่ได้ นั้นจะไม่มีการระบุวันสิ้นอายุสัมปทาน แต่จังหวัดพิจิตร มีกำหนดอายุสำรวจอาชญาบัตรแร่ หมดใน5 ปี แล้วสามารถขอต่ออายุได้ ทีละ 5 -10 ปี

“ที่ร่างกฎหมายแร่ฉบับใหม่ พบว่ามีการอนุญาตให้ทำแร่ แม้แต่ในพื้นที่ต้นน้ำ พื้นที่ป่าสงวน และพื้นที่หวงห้าม โดยมีคล้ายกับให้สิทธิเอกชนและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องสามารถเฉือนพื้นที่ป่าได้ ให้อำนาจพิเศษกระทรวงอุตสาหกรรม ทำพื้นที่เขตแร่ หรือ ไมนิ่งโซน (Mining Zone) และบังคับให้รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ต้องคำนึงเสมอว่า ถ้ามีแร่ หรือพื้นที่ใดที่เป็นป่ามีศักยภาพทำแร่ที่ดี ต้องเฉือนพื้นที่นั้นๆให้กระทรวงอุตสาหกรรมเปิดประมูลแก่เอกชน ทั้งที่กระทรวงทรัพยากรฯ เป็นเหมือนผู้อนุรักษ์ แต่กฎหมายฉบับใหม่กลับพลิกอำนาจของฝ่ายอนุรักษ์อย่างสิ้นเชิง นอกจากกรณีเหมืองทองคำแล้ว การทำเหมืองแร่ตะกั่วในพื้นที่มากกว่า 77 ตารางกิโลเมตร ที่อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่น่าห่วง เสี่ยงต่อการเพิกถอนพื้นที่ป่าเพื่อทำเหมืองแร่ต่อไปเช่นกัน ด้วยเหตุนี้บริษัทเหมืองแร่จึงมีความพยายามผลักดัน พรบ.แร่ฉบับใหม่” นายเลิศศักดิ์ กล่าว

ดร.อาภา หวังเกียรติ อาจารย์ประจำวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า จากการคาดการณ์ของกรมทรัพยากรธรณีในปี 2552 ระบุว่า ประเทศไทยมีทองคำสำรองใต้ดินใน 31 จังหวัด ประมาณ 700 ตัน คิดเป็นประเมินมูลค่าประมาณ 875,000 ล้านบาทซึ่งยังไม่มีการสำรวจอย่างจริงจัง โดยขณะนี้มีบริษัทใหญ่ 3 แห่งที่ทำอุตสาหกรรม เหมืองแร่ทองคำ ได้แก่ บริษัท อัครา รีสอร์สเซส บริษัท รัชภูมิ ไมนิ่ง และบริษัท ฟ้าร้อง จำกัด โดยพบว่าทั้งสามแห่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันในเชิงธุรกิจ แต่การดำเนินการของธุรกิจ ละเมิดสิทธิชุมชน อาทิ สิทธิด้านการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี และสิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิในการพัฒนา เช่นกรณี เหมืองทองของบริษัททุ่งคำ อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย พบว่าชาวบ้าน ส่วนใหญ่นั้นถูกคุกคามทั้งทางการแย่งชิงทรัพยากร และการทำร้ายร่างกาย ส่วนอัคราฯ ที่จังหวัดพิจิตรเป็นลักษณะของการ เบียดทางสาธารณะของชุมชนเพื่อการขุดสินแร่ ซึ่งสิทธิเหล่านี้ชาวบ้านดั้งเดิมควรมีอำนาจการตัดสินใจเอง แต่ประเทศไทยนั้นอำนาจทุกอย่างในการขุดทองหรือรอื่นๆ เป็นของรัฐบาล ที่มักจะเอื้อต่อเอกชน

“กฎหมายไทยเป็นอะไรที่แปลก มีการระบุว่าไม่ให้อุตสาหกรรมอยู่ใกล้บ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียม แต่ไม่มีกฎหมายระบุว่า ห้ามอยู่ใกล้ชุมชนในต่างจังหวัด มันเป็นระบบที่ไม่ยุติธรรม ตอนนี้เห็นว่า สิ่งที่ไทยต้องทำคือเหมืองใหม่ควรยกเลิก เพราะเหมืองทองคำในประเทศไทยเป็นเหมืองเปิดที่ไม่มีการจัดการหินทิ้งและการควบคุมการกระจายของสารพิษ ทั้งนี้ถ้าเป็นเหมืองเก่ารัฐต้องทบทวนการใช้ไซยาไนด์ในการสกัดแร่ เพราะสารดังกล่าวใช้ต้นทุนต่ำ กำไรเยอะ แต่ทำลายสิ่งแวดล้อมระดับหายนะ สร้างความล่มสบายของชุมชน ซึ่งต่างประเทศที่เจริญแล้วและมีอารยะพอมักจะสกัดแร่โดยระบบไฟฟ้า ต้นทุนสูงแต่มีคุณภาพและส่งผลกระทบน้อย” ดร.อาภา กล่าว

ด้านนายณัฐพงษ์ แก้วนวล เกษตรกรอำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า กรณีการเปิดสำรวจแร่รอบใหม่ พื้นที่12 จังหวัดไม่มีจังหวัดใดเหมาะแก่การทำเหมืองอีกแล้ว พื้นที่ส่วนมากประชาชนดำเนินชีวิตแบบเกษตรและการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตามรัฐบาลไม่ควรมีการเปิดสัมปทานรอบใหม่และหากจะร่าง พรบ.แร่ก็ต้องมีเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม ทั้งนี้สำหรับความคืบหน้าของการเคลื่อนไหวในภาคประชาชนนั้นวันที่ 29 กันยายน นี้ ชาวบ้านที่คัดค้านเหมืองแร่ทองคำ ส่วนหนึ่งจะเดินทางมายังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช) เพื่อทวงถามความคืบหน้า กรณีชาวบ้านได้ร้องเรียนให้ ปปช.ตรวจสอบบริษัทที่ประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ ยื่นขอทำการสำรวจแร่ในพื้นที่ป่าที่อยู่ในความดูแลของกรมป่าไม้ ในจังหวัดลพบุรี และเพชรบูรณ์ โดยชาวบ้านต้องการทราบว่าการดำเนินการดังกล่าวมีการทุจริตโดยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชนหรือไม่

ทั้งนี้ภายหลังการเสวนา เครือข่ายนักศึกษาได้อ่านแถลงการณ์ร่วมกัน โดยมีใจความว่า การที่กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.)ได้ดำเนินการร่างนโยบายสำรวจและการทำเหมืองแร่ทองคำในบริเวณ 12 จังหวัด ได้แก่ พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ลพบุรี เลย นครสวรรค์ สระบุรี ระยอง จันทบุรี สุราษฎร์ธานี สระแก้ว และสตูล นั้น

ปัจจุบันได้มีการทำเหมืองทองคำอยู่ทั้งที่ อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร และอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ซึ่งการทำเหมืองทองดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อชุมชนบริเวณโดยรอบเหมือง ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติในชุมชนที่ชาวบ้านได้ใช้อุปโภคบริโภคกันมาตรวจพบมีสารพิษปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน พืชผลทางการเกษตรก็ตรวจพบสารพิษปนเปื้อน มีการตรวจพบสารโลหะหนักเกินมาตรฐานในร่างกายของชาวบ้านและมีอาการเหน็บชาตามร่างกาย ผื่นคัน กล้ามเนื้อแขนขาอ่อนแรง จนนำไปสู่การเสียชีวิตของคนในชุมชนโดยสาเหตุการเสียชีวิตตามหนังสือรับรองการตายนั้นระบุว่า มีอาการหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน

นอกจากนี้การนำเสนอเรื่องราวความเจ็บป่วยของชาวบ้านที่เกิดขึ้นสู่โลกภายนอกจะถูกปิดกั้นแล้วนั้น การมีส่วนรวมของคนในชุมชนในการจัดการทรัพยากรก็ไม่สามารถพบเจอได้เช่นเดียวกัน ซ้ำร้ายยังได้เกิดความขัดแย้งของคนในชุมชน เกิดการข่มขู่ คุกคาม กดขี่ ข่มเหง ใส่ร้ายป้ายสี ทำร้ายร่างกายชาวบ้านในพื้นที่อีกด้วย

ซึ่งในขณะเดียวศักยภาพในจังหวัดพิจิตร เลย และอีก10 จังหวัดที่เหลือ ก็มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเกษตร สามารถสร้างเป็นครัวของโลกตามวิสัยทัศน์ของรัฐบาลได้ แต่รัฐบาลกลับนำทรัพยากรธรรมชาติที่มีอย่างสมบูรณ์ในประเทศให้บริษัทต่างชาติสูบกินทำกำไร และทิ้งสารพิษให้คนในชาติได้ตายผ่อนส่ง แล้งประเทศจะมั่นคง ประชาชนจะมั่งคง ชาติไทยจะยั่งยืน ได้อย่างไรกัน

ด้วยเหตุผลดังกล่าวเราจึงขอแสดงจุดยืนดังต่อไปนี้ 1. ต้องปิดเหมืองทองคำที่มีอยู่ทันที และตั้งคณะกรรมการจากภาคประชาชนในการศึกษา ตรวจสอบผลกระทบในพื้นที่ รวมทั้งภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีแบบแผนในการฟื้นฟูพื้นธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการเยียวยาแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม

2. ต้องมีการแก้กฎหมายในเรื่องการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหรือ EIA และการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมหรือ EHIA ที่ภาคประชาชนมีส่วนรวมในการตรวจสอบ

3. ต้องมีการแก้ไขพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 โดยเกิดจากการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

4. ต้องมีกฎหมายรองรับสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

“สุดท้ายแล้วความคุ้มค่าของการทำเหมืองทองคำนั้น มันแลกกับการที่คนต้องมีสารพิษตกค้างในร่างกาย แลกกับการที่ชุมชนอยู่กันมาตั้งแต่บรรพกาลต้องร่มสลาย แลกกับแหล่งอาหารของโลกที่เต็มไปด้วยสารพิษปนเปื้อนไม่ได้ และสิ่งที่มีค่าที่สุดในโลกนี้ก็ไม่สามารถมาแลกลมหายใจของคนเราได้เช่นกัน พวกเราจะขอยืนหยัดต่อสู้ถึงการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติเพื่อให้คนรุ่นหลังจะได้ไม่ต้องเจอกับ ” หายนะเหมือนอย่างเช่นทุกวันนี้” แถลงการณ์ระบุ

/////////////////////////////////////

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.