ทางเลือกของคนทวาย

0

ตลาดปลา Tha Baw Seik ในเมืองทวาย

โดย ภาสกร จำลองราช

ภายในงาน “มหกรรมหลงรักทวาย” คลาคล่ำไปด้วยชาวทวาย ยิ่งตกเย็นและใกล้ค่ำชาวบ้านต่างหอบลูกจูงหลานกันมาเที่ยวงานที่มีการแสดงต่างๆทั้งจากศิลปินท้องถิ่นและศิลปินไทย รวมถึงการสานเสวนาและการจัดแฟชั่นโชว์ชุดแต่งกายดั้งเดิมของทวายในยุคต่างๆ

มหกรรมหลวงรักทวาย จัดขึ้นในสวนไผ่ เมืองทวาย รัฐตะนาวศรี ประเทศพม่า เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2560 โดยภาคประชาคม 20 องค์กร ทั้งที่เป็นคนทวายและคนไทยเพื่อต้องการผลักดันให้งานด้านการท่องเที่ยวเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเมืองทวายแทนที่จะหวังพึ่งแต่ภาคอุตสาหกรรม

ผมเดินทางมาลงพื้นที่ทวายมาแล้วหลายครั้ง แต่ละครั้งได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเมืองเล็กๆแห่งนี้ เมื่อปี 2012 ครั้งแรกที่พวกเรากลุ่มเล็กๆเข้าไปเก็บข้อมูลหาข้อเท็จจริงในโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษและท่าเรือน้ำลึกทวาย เมืองแห่งนี้ยังแทบจะไม่พร้อมรองรับแขกต่างชาติสักเท่าไหร่ สนามบินยังคงเป็นอาคารไม้เก่าๆ เราต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะออกจากสนามบินได้ ขณะที่โรงแรมก็ยังมีอยู่น้อยมาก

ยามเช้ามืดมีเสียงเกือกม้ากระแทกพื้นถนนดังอยู่ตลอดเวลาเพราะชาวบ้านยังคงใช้รถม้าเป็นพาหนะ เช่นเดียวกับวัวเทียมเกวียนที่มีให้เห็นอยู่บนถนนบ่อย แต่นั่นกลับกลายเป็นมนต์เสน่ห์ของเมืองทวาย ซึ่งยังมีทั้งถนนต้นตาลและชายหาดขาวซึ่งไร้รอยเท้าเหยียบย่ำ จนทำให้เราฝังใจและตั้งใจกลับมาอีก

ตอนปี 2012 เราตั้งใจมาฟังเสียงของภาคประชาชนทวายทั้งในระหว่างลงหมู่บ้านและวงหารือในเมืองเกี่ยวกับเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายเพราะขณะนั้นในประเทศไทยเรามักได้ยินดีมุมดีๆของโครงการนี้ แต่เมื่อได้มาฟังชาวทวายซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่และผู้ที่ได้รับผลโดยตรง พวกเขาต่างรู้สึกถึงความไม่เป็นมิตรที่ทุนขนาดใหญ่จากประเทศไทยเข้าไปฮุบที่ดินและทรัพยากรของพวกเขาโดยผ่านข้อตกลงกับรัฐบาลกลางซึ่งในขณะนั้นเป็นรัฐบาลทหาร ที่สำคัญคือภาคประชาชนทวายแทบไม่เคยได้รับการเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาจากผู้ที่เกี่ยวข้องเลย พวกเขารับรู้เพียงแค่จากการอ่านข่าวตามสื่อต่างๆเท่านั้น พวกเขาไม่ทราบถึงความชัดเจนใดๆของโครงการเลย เพราะไม่เคยมีการเปิดเวทีใหญ่สร้างความเข้าใจใดๆกับคนท้องถิ่น ทั้งๆที่เป็นการสัมปทานพื้นที่ถึง 250 ตารางกิโลเมตร(ราว 1.5 แสนไร่)ในการเช่า 75 ปี ซึ่งถือว่าเป็นชะตากรรมร่วมกันของประชาชนทวาย

ขณะที่สังคมไทยได้เสพแต่มุมบวกของการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายที่จะเชื่อมต่อกับเขตเศรษฐกิจในภาคตะวันออก และกลายเป็นยุทธศาสตร์ใหญ่ด้านเศรษฐกิจของประเทศไทย ในครั้งนั้นเราจึงร่วมกันนำเสียงเล็กเสียงน้อยจากทวายไปเล่าสู่สังคมไทยได้รับรู้ถึงอีกมุมหนึ่ง

ในครั้งหลังๆที่ผมมาทวาย เสียงรถม้าและภาพชาวบ้านขับเกวียนค่อยๆหายไป รถยนต์รุ่นเก่าในยุคอังกฤษปกครองค่อยๆหายไปและแทนที่ได้รถยนต์รุ่นใหม่จากญี่ปุ่น อาคารสนามบินหลังใหม่ถูกสร้างขึ้นรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ขณะที่เสียงของชาวทวายที่ต้องการกำหนดทิศทางของตัวเองก็ดังมากขึ้นตามลำดับ

ภายในมหกรรมหลงรักทวายครั้งนี้กลุ่มเยาวชนทวายได้สะท้อนมุมมองไว้ชัดเจนถึงความจำเป็นที่ต้องเดินไปในทิศทางการท่องเที่ยวเพราะทุกวันนี้การศึกษาและตำแหน่งงานยังไม่สอดคล้องสมดุลกันจนทำให้พวกเขาต้องเข้าไปหางานทำในประเทศไทยและเพื่อนบ้าน ขณะที่เมืองทวายมีทรัพยากรทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นหาดทราย เกาะแก่งต่างๆ รวมถึงป่าเขาลำเนาไพร แถมทวายยังมีวิถีวัฒนธรรมและศิลปะดั้งเดิมที่สืบทอดมายาวนานนับพันปี ดังนั้นจึงน่าจะเป็นต้นทุนที่ดี

เสียงสะท้อนในเวทีสอดคล้องกับเสียงของชาวบ้านกาโลนท่า ซึ่งเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่จะได้รับผลกระทบจากการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษเนื่องจากแม่น้ำตะไลยะ ซึ่งเป็นเส้นเลือดสำคัญของชุมชนจะถูกกั้นด้วยเขื่อนเพื่อนำน้ำส่งไปบริการภาคอุตสาหกรรมของเขตเศรษฐกิจพิเศษ หมู่บ้านและที่ดินทำกินจะต้องจมอยู่ใต้อ่างเก็บน้ำ ชาวบ้านจึงร่วมกันคัดค้านโดยมีเจ้าอาวาสและวัดกาโลนท่าเป็นศูนย์รวมจิตใจในการขับเคลื่อน

“อาตมาคิดว่าการท่องเที่ยวเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการพัฒนา เพราะหมู่บ้านแห่งนี้มีทั้งแม่น้ำ น้ำพุร้อน น้ำตกและแหล่งธรรมชาติสวยงาม”เจ้าอาวาสปันยารัตนะ ให้สัมภาษณ์กับพวกเรา ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีทอดผ้าป่าซึ่งภาคประชาชนไทยร่วมกับชาวบ้านกาโลนท่าสืบทอดพุทธศาสนา

ทุกครั้งที่ลงพื้นที่ผมมักรู้สึกเสียดาย เมื่อมายืนอยู่บนผืนทรายหาดนาปูเล่ ที่ทอดตัวยาวเหยียดสุดตา แต่กำลังจะถูกแปลงเป็นท่าเรือน้ำลึกในอนาคต ทำให้อดนึกถึงความล่มสลายของชาวหาดหลายแห่งในจังหวัดระยองไม่ได้ เช่นเดียวกับตลาดปลาตะบอเส็กซึ่งสร้างความตื่นตาตื่นใจอย่างมากกับภาพชาวประมงที่นำปลามากมายขึ้นจากเรือมาขายกันริมชายหาด ความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้น จะทำให้ความงามและความอุดมสมบูรณ์เหล่านี้ยังเหลืออยู่หรือไม่

ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์นาย มยิ่น มานน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของรัฐตะนาวศรี ซึ่งเดินทางมาร่วมเวทีเสวนาของมหกรรมหลงรักทวาย โดยเขาแสดงความแน่วแน่ในการพัฒนาด้านการท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพียงแต่ด้านการท่องเที่ยวสามารถทำได้ทันทีเพราะไม่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลเหมือนด้านอุตสาหกรรม ดังนั้นเขาจึงเดินหน้าชักชวนให้ประชาชนร่วมกันเป็นเจ้าภาพที่ดีต้อนรับนักท่องเที่ยว

ในช่วงจัดมหกรรมหลงรักทวายเป็นจังหวะเดียวกันกับที่รองประธานาธิบดี U Henry Van Thio เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการเขตเศรษฐกิจทวายพอดี โดยเขาจะเดินหน้าเร่งรัดเรื่องการสร้างถนนเชื่อมต่อจากชายแดนไทยด้านพุน้ำร้อน จังหวัดกาญจนบุรีมายังเมืองทวายให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เช่นเดียวกับการพัฒนาเฟสเริ่มต้นของโครงการนี้ควรเร่งรีบโดยเร็ว

วันนี้ชาวทวายกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ท้าทายที่เป็นทางเลือกของการพัฒนาระหว่าง “ท่องเที่ยว”และ “อุตสาหกรรม” แม้ดูเหมือนว่าโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษจะต้องเดินหน้าต่อไป แต่เสียงเล็กเสียงน้อยของชาวทวายที่ตะโกนดังๆถึงความต้องการที่แท้จริงก็มีน้ำหนักพอสมควรจนทำให้รัฐบาลพม่าเกิดความรังเลอยู่ไม่น้อย

English Version http://transbordernews.in.th/home/?p=18084

Share.

Comments are closed.