received_992994344077184
เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2558 นายอิทธิกร สีหัวโทน อายุ 62 ปี ชาวบ้านลิเจีย ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยว่า ตนได้เข้าร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดและศูนย์ร้องทุกข์ของรัฐบาล ในกรุงเทพฯ เนื่องจากได้รับความเดือดร้อนเรื่องการไล่รื้อบ้านบริเวณใกล้เขื่อนเขาแหลม จังหวัดกาญจนบุรี ข้อหาบกบุกรุกพื้นที่ป่าอุทยานเขาแหลม ทั้งๆ ที่ทำกินมานานถึง 30 ปี โดยสร้างในเนื้อที่ใกล้ๆ กับเขื่อนเขาแหลมมีที่ดินประมาณ 1 ไร่ เป็นที่ดินหลวงของนิคมสหกรณ์ซึ่งอนุญาตให้ชาวบ้านทำกินตั้งแต่ปี 2518 โดยมีชาวบ้านอาศัยอยู่ในละแวกเดียวกันราว 300 ครัวเรือน แต่มีบ้านตนหลังเดียวที่ถูกใบแจ้งเตือนให้รื้อถอนภายในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2558

นายอิทธิกรกล่าวว่า ตนและภรรยาได้เจรจากับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ แล้ว ทางเจ้าหน้าที่บอกว่าให้สู้ตามกระบวนการ ทั้งนี้ในใบแจ้งข้อกล่าวหาและหนังสือคำสั่งรื้อถอนนั้น ตนได้รับเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา ระบุว่าครอบครัวของตนบุกรุกเนื้อที่อุทยาน 3 ไร่ สร้างบ้านพักตากอากาศในพื้นที่เขื่อนเขาแหลม ในรูปแบบบ้านที่ทันสมัย มีความสวยงามและราคาแพง อีกทั้งปลูกพืชอาสินในเนื้อที่ของรัฐ ทั้งที่ข้อเท็จจริงบ้านหลังดังกล่าเป็นบ้านน็อคดาวนราคาไม่ถึง 300,000 บาท

“จริงๆ แล้วบ้านเก่าของผมเป็นบ้านไม้ไผ่ แต่อยู่มานานบ้านเลยพัง เลยยอมใช้เงินเก็บทั้งชีวิตสร้างใหม่ กว้าง 4 เมตร ยาว 8 เมตร ใช้ทั้งเงินเก็บสะสมจากรายได้ที่เคยรับจ้างขับรถในหน่วยงานราชการ รายได้ที่ทำสวนและเงินแบ่งปันจากลูกสาวมาซื้อบ้านที่ทำจากไม้ปลอม และเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ได้ไม่ถึง 7 เดือน แต่เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ก็เข้ามาตรวจแล้วบอกเราว่าต้องรีบย้ายออก เราก็ตกใจมาก ไม่รู้ทำไง ถามเพื่อนบ้านดู ว่ามีใครโดนไหม ปรากฏว่าไม่มี แต่พอไปคุยกับเจ้าหน้าที่เขาว่ามีอีกหลายหลังที่ส่อเค้าว่าอาจจะโดนรื้อ เพราะที่ของชุมชนดังกล่าวเป็นที่อุทยานฯ ที่ผมงง คือ ผมสร้างบ้านและทำสวนในที่แค่1ไร่ ทำไมประกาศบอกผมบุกรุก3ไร่ ผมไม่มีที่ดินที่อื่นเลย สมบัติอะไรก็ไม่มี เอกสารสิทธิ์ไม่มีหรอก เพราะเรามาอยู่รอบเขื่อนเขาแหลมกันนานแล้ว ใครๆก็ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ผมเชื่อว่า รีสอร์ท ที่พัก หลายแห่งต่างก็ไม่มี แต่ยังไม่ถูกดำเนินคดี ต่างจากชาวบ้านธรรมดาที่หากินเล็กน้อยทำไร่กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า ปลูกผักเล็กๆ น้อยริมน้ำกลับเจอเรื่องฟ้องไล่ที่ ผมไม่มีเงินไปเช่าใครอยู่หรอก ไม่คิดจะหากินโดยเอาที่ดินแปลงนี้ไปขายหรือทำประโยชน์เชิงพาณิชย์ด้วย ผมทำเกษตรรายได้วันละ 100-200 บาทเท่านั้น ไม่มีรายได้อย่างอื่น รู้สึกตกใจมากและอยากได้รับความเป็นธรรมจากรัฐบาล อยากขอความชัดเจนว่าเหตุใดอยู่ๆ อุทยานฯ มาไล่ที่ง่ายๆแบบนี้ ” นายอิทธิกร กล่าว

received_992994350743850

นายอิทธิกร กล่าวว่า ทั้งนี้บริเวณตำบลปรังเผลนั้น ชาวบ้านส่วนมาก ทำไร่ ทำสวน โดยช่วงหน้าน้ำหลากเข้าท่วมพื้นที่ทำกินชาวบ้านก็หันหาปลา หรือรับจ้างข้างนอก แต่พอน้ำลด หรือหน้าแล้งก็ปลูกผักริมน้ำ เพราะคิดว่าเป็นที่สาธารณะ ไม่มีใครมีเจตนาจะครอบครองส่วนตัว แต่ชาวบ้านส่วนมากไม่มีที่ดินอยู่อาศัยและทำกิน ก็สร้างชุมชนโดยอยู่อาศัยร่วมกันในเนื้อที่จำกัด โดยไม่มีใครบุกรุกป่าเพิ่มเติม ทุกคนอยู่แบบพี่แบบน้อง แต่สำนักงานอุทยานฯ กลับมาดำเนินคดี โดยตนเป็นรายแรกที่ถูกคำสั่งไล่รื้อ อย่างไรก็ตามต้องการให้รัฐบาลกลางมีการตรวจสอบเพื่อหาข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวและขอคำอธิบายเรื่องที่ดินนิคมสหกรณ์ รวมทั้งขอทราบเนื้อที่อุทยานฯที่ชัดเจน สำหรับเรื่องดังกล่าวนั้นหากอุทยานฯยังยืนยันดำเนินการ ไล่รื้อจริงๆขอทราบมาตรการการช่วยเหลือด้วย

ด้านนางวรางค์อร ลำดวน อายุ 67 ปี ภรรยานายอิทธิกร กล่าวว่า ก่อนการไล่รื้อนั้นเจ้าหน้าที่อุทยานฯ มาพบที่บ้านแล้วให้เซ็นชื่อในกระดาษเปล่า โดยบอกว่าเซ็นชื่อรับทราบข้อมูลที่ดิน แต่ต่อมาก็มีเอกสารจากสำนักงานอุทยานฯ ส่งมาที่บ้านว่าตนและสามีลงนามรับทราบข้อกล่าวหาบุรุกที่อุทยานฯแล้ว ตนและสามีไม่รู้รายละเอียดกฎหมาย จึงยอมทำตามสุดท้ายตกเป็นคดีบุกรุก และเชื่อว่าไม่นานชาวบ้านหลายคนจะเจอชะตากรรมเดียวกัน
/////////////////////////////////////

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.