ชาติพันธุ์-ศาสนา ปัญหาซ้อนปัญหาในรัฐอาระกัน

ข่าวจากพม่าที่ปรากฎในสื่อต่างประเทศในสัปดาห์ที่ผ่านมาคือประเด็นความขัดแย้งที่กลายเป็นความรุนแรงในรัฐอาระกัน ระหว่างประชาชนที่นับถือศาสนาพุทธ และชาวมุสลิมโรฮิงญานั้น ความจริงไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ เพียงแต่ไม่เคยปรากฎต่อสายตาคนภายนอกเนื่องจากอยู่ภายใต้รัฐบาลทหาร แต่พม่าในวันนี้เปิดประเทศมากขึ้น ทำให้สื่อไปถึงได้ในที่ที่ไม่เคยเข้าถึง ขณะที่สังคมไทยมีความรู้เกี่ยวกับชาวอาระกันน้อยมาก

 


รัฐอาระกัน หรือ รัฐยะไข่ ในภาษาพม่า (ภาษาอาระกันออกเสียงว่า ระไข่) อยู่ทางตะวันตกของพม่า พื้นที่เป็นชายฝั่งติดทะเลอ่าวเบงกอล มีชายแดนติดบังกลาเทศ แบ่งการปกครองเป็น 4 เมือง คือ ซิตต่วย (หรือ อัคยับ) ซึ่งเป็นเมืองหลวง ตันดเว จ๊อกผิ่ว และมงดอว์ ข้อมูลปี 2553 ระบุว่ามีจำนวนประชากรประมาณ 3.8 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นชนเชื้อชาติอาระกันที่นับถือศาสนาพุทธ รองลงมาเป็นชาวมุสลิม ประมาณ 8 แสนคน ส่วนมากชาวมุสลิมจะอาศัยอยู่ทางตอนเหนือของรัฐติดกับบังกลาเทศ ทั้งนี้ รัฐบาลพม่าปฏิเสธว่าชาวโรฮิงญาเป็นชนเผ่าดั้งเดิมในประเทศ เช่นเดียวกับชาวอาระกันที่ไม่ยอมรับว่าชาวโรฮิงญาเป็นชนชาติหนึ่งในรัฐอาระกัน ชาวโรฮิงญาจึงไม่ได้รับการยอมรับ และไม่มีสิทธิความเป็นพลเมืองในบ้านเกิดของตนเอง

 

นักสิทธิมนุษยชนหลายคนระบุว่าชาวโรฮิงญาเป็นชนกลุ่มน้อยที่ถูกกดขี่มากที่สุดกลุ่มหนึ่งในโลก ย้อนไปตั้งแต่พม่าตกอยู่ภายใต้เผด็จการทหารในปี 2515 มีรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากกองทัพพม่าต่อชาวโรฮิงญาอย่างสาหัส ทั้งการบังคับใช้แรงงาน ข่มขืน สังหาร เผาทำลายบ้านเรือนและศาสนสถานฯลฯ ทำให้ชาวโรฮิงญากว่า 2 แสนคนต้องหนีออกนอกประเทศ ต่อมาในปี 2525 กฎหมายสัญชาติของพม่าประกาศให้ชาวโรฮิงญาเป็น “ผู้พำนักต่างชาติ” ไม่ใช่ชาวพม่า ความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ตลอดมาส่งผลให้แต่ละปีมีชาวโรฮิงญาจำนวนมากอพยพหนีความยากแค้นและการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างบังกลาเทศและมาเลเซีย และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค รวมถึงประเทศไทย

 

รายงานของสำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) ระบุว่าชาวโรฮิงญาในพม่านั้นนอกจากจะเป็นกลุ่มคนไร้รัฐ ยังต้องเผชิญกับการข่มเหงนานับประการ ถูกแสวงหาผลประโยชน์ และการแบ่งแยก

 


เหตุการณ์ความขัดแย้งในรัฐอาระกันรอบล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนมิถุนายน ชาวมุสลิม 10 คน ถูกกลุ่มชาวอาระกันนับร้อยล้อมรถโดยสาร และโจมตีจนเสียชีวิต เนื่องจากโกรธแค้นที่นางสาวธิดา ทเว หญิงอาระกันวัย 27 ปี ถูกข่มขืนและฆ่าโดยชาวมุสลิม 3 คน เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม และเชื่อว่าผู้ก่อเหตุอยู่บนรถโดยสารคันดังกล่าว (ขณะที่สื่อรัฐบาลรายงานว่าผู้ต้องหาถูกจับกุมแล้วตั้งแต่วันก่อเหตุ) จากนั้นชาวมุสลิมในย่างกุ้งรวมตัวชุมนุมหน้ามัสยิดเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่เพื่อนชาวมุสลิม 10 คนที่ถูกสังหารและได้เข้าพบนางอองซาน ซูจีที่สำนักงานพรรคเอ็นแอลดี เพื่อขอความช่วยเหลือคลี่คลายสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

 

ในวันที่ 7 มิถุนายน รัฐบาลพม่าได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อสอบสวนการสังหารหมู่ชาวมุสลิม 10 คน รวมทั้งการเสียชีวิตของนางสาวธิดา ทเว ในวันต่อมาเกิดเหตุการณ์จลาจลที่เมืองมงดอว์กับเมืองบูทีตอง ในรัฐอาระกัน มีผู้เสียชีวิต 7 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกหลายราย ทำให้รัฐบาลประกาศเคอร์ฟิวทันทีในสองเมือง

 

สำนักข่าวกะละดาน Kaladan Press Network ของชาวมุสลิมโรฮิงญา รายงานว่า มีชาวโรฮิงญาถูกฆ่าเสียชีวิตนับ 100 คน บาดเจ็บอีกเกือบ 500 คน โดยระบุว่าเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่และชาวอาระกันในเหตุการณ์ดังกล่าว

 

10 มิถุนายน เกิดเหตุปะทะกันและความรุนแรงในเมืองชิตต่วย เมืองหลวงของรัฐอาระกัน โดยกลุ่มชาวมุสลิมนับร้อยบุกโจมตีและเผาบ้านเรือนชาวอาระกันในหมู่บ้านมินคาน มีชาวอาระกันบาดเจ็บ 5 ราย ทางการประกาศเคอร์ฟิวเพิ่มในเมืองซิตต่วย ตันดเว จ๊อกผิ่ว และรัมรี ประธานาธิบดีเต็งเส่งแถลงผ่านสถานีโทรทัศน์ ประกาศภาวะฉุกเฉินในหลายเมืองของรัฐอาระกัน แสดงความกังวลว่า เหตุความไม่สงบในรัฐอาระกันอาจขัดขวางการปฏิรูปประเทศ วันเดียวกันชาวอาระกันกว่า 600 คนรวมตัวกันที่เจดีย์ชเวดากองเรียกร้องให้ทางการขับไล่ชาว “บังกาลี” ให้ออกจากประเทศ

 

สำนักข่าวกะละดานวันที่11 มิถุนายน ยังคงระบุถึงความรุนแรงที่มีอย่างต่อเนื่อง อาทิ การที่ตำรวจเข้ามาแจ้งให้ชาวโรฮิงญาออกไปจากพื้นที่มงดอว์ทันที หากไม่เช่นนั้นจะไม่รับผิดชอบหากมีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น รายงานข่าวระบุต่อว่าจากนั้นชาวอาระกันและตำรวจได้โจมตีชาวบ้านจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 10 ราย และทิ้งศพไว้หน้าโรงหนังจนเวลาเย็น

 

ทางด้านองค์กร Human Rights Watch ออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาลพม่าทำทุกวิถีทางเพื่อระงับความรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างชาวพุทธกับชาวมุสลิมในรัฐอาระกัน

ขณะที่พรรคสันนิบาติอาระกันเพื่อประชาธิปไตย หรือเอแอลดี ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน เรียกร้องให้ทุกฝ่ายเร่งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น และหนึ่งในข้อเรียกร้องที่พุ่งเป้าไปยังฝ่ายตรงข้าม คือ “มีมาตรการเข้มงวดในการป้องกันไม่ให้คนต่างชาติผิดกฎหมายหลบหนีเข้าเมืองตามแนวชายแดน” และ เรียกร้องให้พม่า “มีมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการจัดการกับผู้อพยพยผิดกฎหมายในพม่า”

 

สำหรับประเทศไทยแล้ว เป็นทั้งประเทศทางผ่านและประเทศปลายทางของชาวโรฮิงญา ชาวโรฮิงญาไม่น้อยที่มักเข้ามาประกอบอาชีพขายโรตี โดยส่วนใหญ่ต้องอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆ ทำให้ลูกหลานรุ่นต่อๆมากลายเป็นคนไร้รัฐไร้สัญชาติ

 

ชาวโรฮิงญาจำนวนมากเดินทางเข้ามาโดยทางเรือโดยขึ้นฝั่งที่จังหวัดระนองและจังหวัดอื่นๆในฝั่งอันดามัน ส่วนใหญ่มุ่งสู่ประเทศมาเลเซีย โดยมีขบวนการรับ-ส่งเป็นทอดๆ ที่ผ่านมารัฐบาลไทยเองก็เคยตกเป็นจำเลยในข้อหาละเมิดสิทธิมนุษยชนกับชนอพยพชาวเรือกลุ่มนี้ นอกจากนี้เคยหน่วยงานด้านความมั่นคงบางแห่งพยายามเชื่อมโยงมุสลิมโรฮิงญากับมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เมื่อปัจจัยต่างๆไม่ได้เป็นอย่างสมมุติฐาน เงื่อนไขนี้จึงถูกสลายไป

 

แต่ว่ากันตามจริงแล้ว สถานการณ์ในอาระกันและในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีส่วนคล้ายกันไม่น้อยในหลายประการ คือนอกจากเป็นคนกลุ่มน้อยในประเทศที่มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติแล้ว เงื่อนไขที่สำคัญคือเรื่องของความ “อยุติธรรม”ที่สั่งสมมายาวนาน กลายเป็นปัญหาซ้อนปัญหาระหว่าง “ชาติพันธุ์”และ “ศาสนา”

 

น่าสนใจอย่างยิ่งว่ารัฐบาลของนายเต่ง เส่ง จะเข้ามาจัดการปัญหานี้อย่างไร เพราะลำพังแค่ปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆที่กำลังเจรจากันอยู่ขณะนี้ก็ยังตกอยู่ในสภาพ “ลูกผีลูกคน” แต่เมื่อเพิ่มเงื่อนไขเรื่องศาสนาในส่วนของชาวโรฮิงญาเข้ามาอีก รัฐบาลพม่าจะมีทางออกอย่างไร

 

 

โดย โลมาอิรวดี

เนชั่นสุดสัปดาห์ 15 มิถุนายน 2555

 

 

 

 

 

 

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.