กก.ชาวเลสอบที่ดินราไวย์ยกกระบิ พลเอกสุรินทร์เผยกรมที่ดินเฉื่อย-ไม่ยอมเพิกถอนเอกสารสิทธิ์แปลงที่ดีเอสไอตรวจสอบแล้ว ชาวบ้านยื่นหนังสือถึงธ.กรุงเทพ

received_1038238052886146
ขอบคุณภาพจาก Wichot Kraithep

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2559 พลเอกสุรินทร์ พิกุลทอง ประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความมั่นคงในที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน และพื้นที่ทางจิตวิญญาณของชุมชนชาวเล สำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความขัดแย้งระหว่างนายทุนและชาวเลชุมชนราไวย์ อำเภอเมือง จังภูเก็ต ซึ่งได้มีการปะทะกันจนได้รับบาดเจ็บว่า การแก้ไขปัญหาของชาวเลนั้น จำเป็นต้องมีการพูดคุยกันอย่างจริงจังโดยเฉพาะเรื่องที่ดินนั้น ต้องเอาความจริงลึกๆมาพูด ไม่ใช่มองแค่เพียงผิวเผิน เช่น กรณีออกโฉนดบนที่ดินชุมชนหาดราไวย์ คณะกรรมการฯจะมีการตรวจสอบกันทั้งระบบและทุกแปลงที่เคยเป็นของชาวเลตั้งแต่ขั้นตอนการออกเอกสารสิทธิ์ โดยเฉพาะการออกสค.1 ซึ่งทราบมาว่าตัวชาวเลเองไม่ต้องการออกเอกสารสิทธิ์ จึงมีคนอื่นนำไปออกแทน

พลเอกสุรินทร์กล่าวว่า ขณะนี้ปัญหาที่ดินของชาวเลในชุมชนราไวย์ ในแปลงที่ชุมชนอาศัยอยู่ 19 ไร่นั้น ทางดีเอสไอได้ตรวจสอบแล้ว โดยเสนอให้กรมที่ดินเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ออกมาก่อนหน้านั้น แต่กรมที่ดินยังไม่ดำเนินการใดๆโดยที่ดินจังหวัดอ้างว่าได้มีการออกเอกสารโดยถูกต้อง ส่วนที่ดินในแปลงด้านข้างซึ่งเป็นปัญหาอยู่นี้ก็จำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงกันทั้งหมด เพราะชาวเลบอกว่าเคยเป็นที่นาของชุมชน ขณะเดียวกันในบริเวณใกล้เคียงก็ยังมีสุสานดั้งเดิมอีก 2 แห่ง ซึ่งต้องร่วมกันตรวจสอบ

received_1038238049552813
ขอบคุณภาพจาก Wichot Kraithep

ด้านดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ นักวิชาการจากสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การที่ที่ดินที่หาดราไวย์มีปัญหาออกเอกสารสิทธิ์นั้น แรกเริ่มเดิมที เมื่อสมัยเลือกตั้งผู้ใหญ่ครั้งแรก ชาวเลบ้านราไวย์สื่อสารภาษาไทยไม่ได้ ผู้ใหญ่บ้านรายนั้นได้มีการให้การช่วยเหลือชาวบ้านหลายคน ครั้น พอรัฐบาลประกาศให้ชาวบ้านทำ สค.1 คนมีเงินบางคนก็อยากเป็นเจ้าของที่ดิน ชาวเลบ้านราไวย์ถูกหลอกให้ลงนามในเอกสารในนามผู้เช่า โดยที่ไม่รู้ว่าการเซ็นเอกสารครั้งนั้นจะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่

received_1038238046219480
ขอบคุณภาพจาก Wichot Kraithep

ดร.เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า ต่อมานายทุนที่อ้างสิทธิ์ในที่ดินคนแรกได้ร่วมมือกับภาครัฐสร้างรั้วสูงทำให้เกิดน้ำขังในชุมชน และเร่งรัดการขายต่อที่ดิน ซึ่งก็มีชาวเลบางรายที่ขายไป แล้วอยู่ในนามผู้อาศัย แต่ไม่ใช่ชาวเลทุกคนในชุมชน ต่อมานายทุนรุ่นหลังนั้นมีการกระทำที่น่ากลัวมากขึ้น โดยนายทุนเจรจาห้ามไม่ให้รัฐบริการไฟฟ้าแก่ชาวเลและระยะหลังเมื่อชาวบ้านที่ไม่รู้เห็นการขายที่ดิน เริ่มลุกขึ้นมาต่อสู้แล้วถูกฟ้องคดีในที่สุด ดังนั้นทางออกเรื่องนี้มี2 ทางหลัก คือ เร่งตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ และเพิกถอนโฉนดที่ดินในกรณีที่ดีเอสไอตรวจสอบพบแล้วว่า ทุจริตหรือไม่ชอบธรรม

ขณะเดียวกันในวันเดียวกันนี้ ชาวบ้านในชุมชนชาวเลหาดราไวย์ ได้ร่วมกันทำพิธีสาปแช่งผู้ที่ไม่หวังดีต่อชาวเล นอกจากนี้ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งยังได้เดินทางไปยังธนาคารกรุงเทพ สาขาภูเก็ต เพื่อยื่นหนังสือ เนื่องจากเชื่อว่าผู้ที่ซื้อที่ดินในแปลงที่กำลังเป็นปัญหาคือคนในตระกูลโสภณพนิช ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในธนาคารกรุงเทพ

///////////////////

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.