Search

ชี้ผลกระทบมากมาย เหตุร่างรธน.ตัดเรื่องสิทธิชุมชน นักกฎหมายชาวบ้านชี้ทำงานยากขึ้น เครือข่ายประชาชนชายแดนใต้ ยื่น กสม.ตรวจสอบโครงการโรงไฟฟ้าเทพา

12736406_1049060778470540_1126457513_n
เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559 ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีเวทีราชดำเนินเสวนาเรื่อง “เมื่อสิทธิชุมชนในรัฐธรรมนูญหายไปชาวบ้านจะพึ่งพาใคร?” โดยมีนักวิชาการ นักกฎหมาย ตัวแทนองค์การพัฒนาเอกชน และตัวแทนประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาต่างๆ ของรัฐและเอกชน อาทิ โครงการโรงไฟฟ้าเทพา จังหวัดสงขลา ฯลฯ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหลายด้าน

นางสาว ส. รัตนมณี พลกล้า ผู้ประสานงานมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน กล่าวว่า ในร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) ฉบับใหม่ระบุไว้ การยอมรับการมีอยู่ของชุมชนนั้น ต้องมีการขึ้นทะเบียนตาม พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สภาองค์กรชุมชน ซึ่งหมายความว่า เมื่อประชาชนต้องการเรียกร้องการใช้สิทธิชุมชน จะต้องผ่านการขึ้นทะเบียนในสภาองค์กรชุมชนก่อนจึงจะเรียกร้องได้ ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีการระบุเงื่อนไขลักษณะดังกล่าวใน รธน. ซึ่งหากมีการประกาศใช้ รธน.ฉบับใหม่นี้ แสดงว่า กฎหมายไทยอาจจะเรียกได้ว่า ล้าหลังไป 30ปี ทั้งๆที่ไทยต่อสู้เรื่องกฎหมายกันมานานแล้ว และรธน.ปี 2550ก็ดูจะมีสิทธิมากกว่าแต่ช่วงหนึ่งของการต่อสู้ของประชาชนก็ยังดูยากและซับซ้อน น่ากังวลว่าการติดสิทธิชุมชนออกไปในกฎหมายฉบับใหม่จะสร้างผลกระทบมากกว่าเดิม ทั้งนี้สิ่งที่น่าห่วงอย่างมากคือ สิทธิชุมชนในมาตรา 66 มาตรา 77 เรื่องการให้สิทธิชุมชนในการรวมกลุ่มเพื่อรักษาสิทธิ์ และมีสิทธ์เรียกร้องในกรณีที่ชุมชนได้รับผลกระทบที่เคยมีในรัฐธรรมนูญ ปี 2540 และ 2550 นั้น ได้โดนตัดออกไปแล้ว โดยร่าง รธน.ใหม่นั้นถูกนำไปรวมกับองค์ปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท) แทน ซึ่งหมายถึง การให้สิทธิประชาชนในการที่จะรับทราบข้อมูลข่าวสาร และร่วมแสดงความคิดเห็นน้อยจะขึ้นอยู่กับอำนาจหน้าที่ของรัฐหรือฝ่ายปกครองฝ่ายเดียว

12722305_1049060788470539_988809236_o
“ยกตัวอย่างกรณีการฟ้องร้องเกี่ยวกับเขื่อนไซยะบุรี ซึ่งตอนนั้นพวกเราใช้กฎหมายสิทธิชุมชนใน รัฐธรรมนูญปี2550 ในการรับรู้ข่าวสาร แสดงความเห็น โดยมีชาวบ้านใน 8จังหวัดลุ่มน้ำโขงเป็นผู้ฟ้องและมีเรื่องฟ้องอย่างหนึ่งอ้างถึงสิทธิรับรู้ข้อมูล ที่คู่กรณีไม่เคยเผยแพร่ แต่ผู้ถูกฟ้องกลับชี้แจงต่อศาลว่า เผยแพร่ข้อมูลผ่านเว็บไซต์กระทรวงพลังงาน เกี่ยวกับเขื่อนไซยะบุรี โดยมีการแสตมป์ข้อมูลในเว็บไซต์ด้วยว่า ห้ามนำไปอ้างอิง ซึ่งถามว่าการแก้ต่างลักษณะนี้มันเอื้อต่อประชาชนที่ไม่มีอินเตอร์เน็ต เข้าไม่ถึงเทคโนโลยีอย่างไรบ้าง ทำไมประชาชนต้องพยายามเข้าถึงข้อมูลโดยที่รัฐไม่ช่วยเหลือด้านอำนวยความสะดวกเลย คนที่เข้าถึงข้อมูลยากๆ เขาจะทำยังไง ไม่มีใครตอบได้ ซึ่งขณะนั้นผู้ฟ้องเองก็พยายามใช้สิทธิชุมชนเพื่อรักษาสิทธิเอาไว้ ยังสู้ยากแล้วถ้ากฎหมายใหม่ไม่ให้สิทธิชุมชนเลย การสู้ของคนท้องถิ่นจะยากขึ้น โดยเฉพาะการคัดค้านโครงการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต” นางสาว ส.รัตนมณี กล่าว

นางสาว ส.รัตนมณี กล่าวด้วยว่า ช่วงที่ไทยใช้รธน.ชั่วคราวมีการระบุถึงสิทธิ เสรีภาพของมนุษย์ มีการพูดถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไว้อย่างชัดเจน เพราะมนุษย์มีศักดิ์ทุกคน แต่ร่าง รธน.ใหม่นี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หายไป โดยรัฐพยายามจะระบุว่า ประชาชนมีสิทธิแสดงความคิดเห็น และมีส่วนร่วมได้แต่ต้องไม่กระทบกับความมั่นคงของรัฐ คำว่าความมั่นคงของรัฐ มันมีความหมายกว้างกรณีนี้รัฐอ้างความมั่นคงขึ้นมาแบบไม่ได้ให้ความสำคัญกับประชาชนเลย นอกจากนี้หากพิจารณาถึงเสรีภาพของประชาชนในทางสากลแล้ว รธน.เดิม รัฐบาลลงนามด้านกฎหมายและข้อตกลงบางประการกับต่างประเทศ เช่น มีการเน้นสิทธิพลเมือง การเมือง สังคม และวัฒนธรรมระหว่างประเทศ กรณีประชาชนเรียกร้องสิทธิตามกฎหมายในประเทศไม่ได้ก็ร้องเรียนองค์กรระหว่างประเทศได้ เช่น ร้องเรียนองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในบางกรณีได้ แต่ร่าง รธน.ใหม่ นั้นไม่มี หากถูกประกาศใช้ในอนาคต แล้วประชาชนอยากเรียกร้องโดยใช้ช่องทางกฎหมายสากล ต่างชาติอาจไม่มีสิทธิสนับสนุนเพราะเสี่ยงต่อการกลายเป็นผู้แทรกแซง

ด้านนางสาวสุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กรณีที่มีการตัดผังเมืองออกจาก รธน.ใหม่ ตามคำสั่งที่ 3 และ 4/2559 ของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ( คสช. ) เรื่อง การยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการผังเมืองและกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารในเขตพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ และการยกเว้นการใช้กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมือง รวมสำหรับการประกอบกิจการบางประเภท ซึ่งเห็นว่าการออกคำสั่งฉบับนี้จะนำไปสู่การอำนวยความสะดวกแก่การลงทุนของกลุ่มทุนและผู้มีอิทธิพล โดยเป็นการลดข้อจำกัดทางกฎหมายเรื่องพื้นที่จัดตั้งโรงงาน และกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในเขตพื้นที่ชุมชนอนุรักษ์ชนบท และเกษตรกรรม การปลดผังเมืองออกนั้น ถือเป็นการตัดสิทธิของชุมชม ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ภารกิจด้านผังเมือง มีความสำคัญอย่างมากในการบริหารจัดการพื้นที่ในประเทศ ซึ่งประชาชนมีสิทธิ์เข้าไปเรียกร้อง หากการกำหนดขอบเขตผังเมืองตามกฎกระทรวง ส่งผลกระทบต่อชุมชน เช่น การเข้าไปสร้างตึก หรือรุกล้ำ ทำให้ประชาชนเกิดความเดือดร้อน

ด้านนายดิเรก เหมนคร เครือข่ายประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ กล่าวว่า กรณีโครงการโรงไฟฟ้าเทพา จังหวัดสงขลา ที่ผ่านมาชาวบ้านมีความพยายามในการแสดงความคิดเห็นโดยตลอด แต่เวทีรับฟังความคิดเห็นกลับไม่เป็นธรรมกับคนเห็นต่างและคัดค้านโรงไฟฟ้า บางเวทีมีการแจกสิ่งของแก่ชาวบ้าน ทั้งในสถานการณ์ปกติและช่วงที่มีพิธีกรรมทางศาสนา หรือดำเนินการเปิดเวทีชี้แจงข้อมูลอย่างไม่เป็นธรรม และไม่รอบด้าน อย่างล่าสุดช่วงที่ชาวบ้านในเครือข่ายฯ ได้เดินทางเข้ามากรุงเทพฯ เพื่อยื่นหนังสือคัดค้านโรงไฟฟ้าเทพาตามหน่วยงานราชการต่างๆ ปรากฏว่ามีเวทีจากหน่วยงานรัฐร่วมมือกับเอกชน และฝ่ายความมั่นคงเพื่อจัดเวทีชี้แจงข้อมูลสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่โรงแรมแห่งหนึ่ง โดยมีการนำประชาชนที่เห็นด้วยไปนั่งฟังในเวที และมีเจ้าหน้าที่ทหารชี้แจงเพียง2นายเท่านั้น อีกทั้งยังสั่งห้ามฝ่ายเห็นต่างเข้าร่วมด้วย สะท้อนว่า ประชาชนที่เห็นต่างที่อยากจะปกป้องทรัพยากร อาทิ เขตป่าชายแลนที่สมบูรณ์ แหล่งประมงสำคัญของสงขลา ซึ่งสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชุมชน ไม่มีสิทธิจะรับรู้ข่าวสารและแสดงความคิดเห็นเลยแม้แต่น้อย ปัจจุบันประชาชนที่เห็นต่าง และยืนยันจะคัดค้านโรงไฟฟ้า จึงทำได้แค่รณรงค์ผ่านสังคมออนไลน์ และออกมารวมตัวกันถือป้ายคัดค้าน รวมทั้งแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้านอื่นๆ ในระดับปัจเจก กลุ่มหรือเครือข่าย เพื่อยืนยันเจตนารมณ์ในการปกป้องท้องถิ่นเอง โดยที่รัฐบาลไม่ได้มีส่วนสนับสนุนใดๆ

“วันนี้พวกเราต้องพึ่งตนเอง ต้องสู้เอง และยังคงกังวลเรื่องสิทธิชุมชนที่หายไปจากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อยู่ แต่ก็จะยังสู้ต่อไปไม่เคยคิดท้อ เพราะเชื่อว่าพึ่งตนเองน่าจะสำเร็จง่ายกว่า” นายดิกเรก กล่าว

วันเดียวกันตัวแทนเครือข่ายประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ ได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เพื่อขอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชนจากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา

ทั้งนี้ในหนังสือระบุว่า โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาเป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ถึง 2,200 เมกะวัตต์ ตั้งบนพื้นที่ 3,000 ไร่ ใช้ถ่านหินมาเผาวันละ 23 ล้านกิโลกรัม ใช้น้ำทะเลในกระบวนผลิตวันละ 9 ล้านลูกบาศก์เมตร สร้างท่าเรือขนถ่ายถ่านหินยื่นไปในทะเลถึง 3 กิโลเมตรอันกระทบต่อวิถีประมงพื้นบ้าน โครงการดังกล่าวส่งผลเสียรุนแรงต่อระบบนิเวศน์ สิ่งแวดล้อม สุขภาพและวิถีวัฒนธรรมชุมชน และตลอด 2 ปีที่ผ่านมาที่ กฟผ.และกระทรวงพลังงานได้ผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา มีปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชนอย่างชัดเจนกล่าวคือ

1.โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ต้องมีการย้ายประชาชนกว่า 240 ครัวเรือนออกจากพื้นที่ก่อสร้าง โดยที่ประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ไม่ได้มีข้อมูลอย่างเพียงพอเพื่อประกอบการตัดสินใจ ทั้งหมดไม่ได้อยากย้าย แต่จำใจด้วยความเกรงกลัวต่ออำนาจและอิทธิพล

2.นอกจากการบังคับย้ายครัวเรือนแล้ว ยังมีมัสยิด 2 แห่ง กุโบร์(สุสาน) 2 แห่ง วัด 1 แห่ง และโรงเรียนปอเนาะอีก 1 แห่ง อยู่ในใจกลางพื้นที่ก่อสร้างซึ่งต้องย้ายออกไป ด้วยกระแสการคัดค้านที่รุนแรงของประชาชนจังหวัดชายแดนใต้ ทาง กฟผ.ได้มีหนังสือยืนยันที่จะไม่ย้ายมัสยิดและสุสาน แต่จะอนุรักษ์ไว้ อย่างไรก็ตามโครงการต้องถมดินสูง 5-8 เมตร ชุมชนต้องย้ายออกหมด การอนุรักษ์ไว้จึงเหลือเพียงซากอาคารที่ขาดจิตวิญญาณของความศรัทธา ซึ่งกระทบต่อหลักศรัทธาของประชาชนในพื้นที่อย่างยิ่ง

3.โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาไม่ได้ใส่ใจในสิทธิชุมชนของคนอำเภอหนองจิกหรือคนปัตตานีแม้แต่น้อย ทั้งในกระบวนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพก็ไม่ได้มีการศึกษาให้ครอบคลุมพื้นที่ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ทั้งๆที่มลพิษนั้นสามารถแพร่กระจายไปถึงได้ จึงควรที่จะมีการศึกษา EHIA ใหม่ทั้งหมด

4.กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่ผ่านมา ทั้งการทำ ค.1 ค.2 และ ค.3 มีความฉ้อฉล มีการซื้อเสียงด้วยการแจกสิ่งของในเวที ค.1 ไม่มีการรับฟังกลุ่มเห็นต่างในการทำเวที ค.2 และมีการใช้กำลังปิดกั้นการมีส่วนร่วมในเวที ค.3 รวมทั้งไม่มีการจัดเวทีสร้างการรับรู้หรือการรับฟังความคิดเห็นใดๆในพื้นที่ปัตตานี ยะลา นราธิวาส แม้แต่ครั้งเดียว ถือเป็นการละเลยสิทธิชุมชนในการกำหนดอนาคตตนเอง ซึ่งเป็นวาระที่สำคัญที่สุดของคนชายแดนใต้ที่ต่อสู้ในสิทธินี้ในท่ามกลางเหตุการณ์ความไม่สงบ จึงควรที่จะให้ กฟผ.เริ่มต้นกระบวนการรับฟังความคิดเห็นใหม่ทั้งหมด

5.มีการใช้อำนาจอิทธิพลข่มขู่แกนนำของฝ่ายคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน

6.พื้นที่เทพาและชายแดนใต้มีปัญหาสถานการณ์ความไม่สงบอยู่แล้ว โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาจะเป็นภัยแทรกซ้อนที่สำคัญและเป็นเงื่อนไขใหม่ต่อการปะทุของสถานการณ์ความไม่สงบได้ ซึ่งในประเด็นดังกล่าว เป็นประเด็นสำคัญยิ่งที่ยังไม่มีหน่วยงานหรือองค์กรอิสระใดๆเข้ามาประเมินหรือตรวจสอบความเหมาะสมในเชิงยุทธศาสตร์แต่อย่างใด

////////////////

On Key

Related Posts

พบสารหนู-ตะกั่วในตัวอย่างข้าวริมแม่น้ำกก-สาย แต่ยังไม่เกินค่ามาตรฐาน นักวิจัยชี้กระจายจากห่วงโซ่อาหารเข้าสู่คนหลังตรวจพบปัสสาวะชาวนาพบสารปนเปื้อน แนะเร่งจัดทำแผนที่ความเสี่ยงชุมชน “อธิบดีคพ.”แจงการจัดซื้อเครื่องตรวจคุณภาพน้ำหลังถูกวิจารณ์การกำหนดสเปค