ชาวเล-บ.เอกชน ยังคงเผชิญหน้า หวั่นเกิดการปะทะ จังหวัดได้แค่ส่งทหาร-ตำรวจตรึงพื้นที่ ชาวบ้านวอนจังหวัดแก้ไขด่วน คสรท.ออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐปกป้องชุมชน ชี้ทำเป็นตัวอย่างรับนโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพล

ชาวเลชุมชนราไวย์ยังคงนั่งเฝ้าระวังพื้นที่เพราะหวั่นนายทุนจะปิดเส้นทางเดินสู่บาลัย
ชาวเลชุมชนราไวย์ยังคงนั่งเฝ้าระวังพื้นที่เพราะหวั่นนายทุนจะปิดเส้นทางเดินสู่บาลัย

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2559 นายสนิท แซ่ซั่ว ตัวแทนชาวเลชุมชนหาดราไวย์ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า วันนี้คนงานก่อสร้างของบริษัทบารอน เวิร์ลเทรด พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงยังคงเข้ามาปักหลักในพื้นที่ที่เกิดข้อพิพาทกับชาวบ้านในชุมชน โดยคนงานของบริษัทมีประมาณ10 คน ได้เฝ้าพื้นที่อยู่ แต่ยังไม่มีความคืบหน้าว่าจะก่อสร้างใดๆ ขณะเดียวกันชาวบ้านที่ชุมชนก็ยังคงรวมตัวกันเฝ้าพื้นที่ติดชายหาดทะเลเช่นเดิม ส่วนตัวภาวนาว่าไม่อยากให้เกิดการปะทะกันอีก และอยากขอความเห็นใจจากทางจังหวัดเข้ามาจัดการเรื่องนี้โดยด่วน เพราะกรณีพิพาทในที่ดินดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แล้ว

“ผมสงสัยว่าถ้าเขาแน่ใจว่าเขาไม่ผิดก็น่าจะรอกระบวนการตรวจสอบก่อน ไม่ใช่จะเร่งรีบก่อสร้าง หรือวางกำลังมายึดพื้นที่ด่วนแถมเป็นในยามวิกาล และเช้ามืดแบบนี้ ผมเองไม่ได้มีปัญหากับตำรวจ ทหาร แต่ผมแค่ไม่เข้าใจว่า ทำไมเรามีสิทธิที่น้อยลงทุกวัน เรื่องที่ดินสาธารณะลงหาดแค่นิดเดียว เรายังคุยกันไม่ทันตกผลึกเลย ทำไมบริษัทไม่รักษากติกา ผมยอมรับว่าพวกเราเครียด นอนไม่หลับ และกลายเป็นหวาดกลัวต่อเรื่องอันตรายหลายอย่าง แต่เราไม่มีทางเลือก” นายสนิท กล่าว

นายสนิท กล่าวด้วยว่า การรักษาทางสาธารณะ เป็นการรักษาทางเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่ประโยชน์ของชาวเลฝ่ายเดียว การเที่ยวทะเลควรมีพื้นที่เพื่อคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ใครก็มีสิทธิ์เป็นเจ้าของ ดังนั้นสิทธิของชาวเล คือการปกป้องชุมชนและปกป้องสมบัติส่วนรวม ซึ่งหากมีการแก้ปัญหาอย่างเป็นธรรม ชาวเลในหาดราไวย์และที่อื่นๆก็คงไม่เดือดร้อนขนาดนี้ อย่างไรก็ตามเรื่องราวที่ร้องเรียนไปยังส่วนต่างๆของฝ่ายรัฐบาลนั้น ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ชาวเลหาดราไวย์จึงทำได้แค่เฝ้าสถานการณ์ด้วยตนเอง

นายสนิทกล่าวว่า ล่าสุดเมื่อเวลา 14.00 น.ได้มีทหารและตำรวจจำนวนมากมายืนรักษาความสงบเพราะกลัวว่าจะเกิดเหตุปะทะกัน โดยขณะนี้บริษัทบารอนได้นำรถแบ็คโฮมาปรับพื้นที่ แต่ยังไม่มีการปิดกั้นเส้นทางเดินสู่บาลัยเนื่องจากชาวบ้านต่างก็นั่งเฝ้าระวังอยู่เช่นเดียวกัน

วันเดียวกันคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย(คสรท.)ได้ออกแถลงการณ์ให้รัฐบาลอำนวยความเป็นธรรมให้กับชาวเลชุมชนราไวย์โดยระบุว่า ขณะนี้ได้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างนายทุนที่ดินที่อ้างกรรมสิทธิ์บริเวณหาดราไวย์ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต กับชาวบ้านที่เป็นชาวเลขึ้นเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ภายหลังจากที่ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 27 มกราคม ได้มีชายฉกรรจ์นับร้อย รุมทำร้ายชาวบ้านเนื่องจากชาวบ้านลุกขึ้นมาปกป้องที่ดินที่เป็นเส้นทางสาธารณะใช้เดินไปสู่บาลัย(พื้นที่ศักดิ์สิทธิ) ซึ่งจนถึงขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำได้แค่รับมอบตัวจากชายฉกรรจ์เพียง 6 คน ขณะนี้ความคืบหน้าของคดีกลับไม่คืบหน้า

เช่นเดียวกับเมื่อเช้าวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา กลุ่มชายฉกรรจ์และลูกจ้างของบริษัทบารอนก็ได้เดินทางมายังพื้นที่พิพาท ซึ่งเมื่อชาวเลมารวมตัวกันก็ถูกข่มขู่จากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองโดยอ้างว่าเอกสารสิทธิ์ของนายทุนได้มาอย่างถูกต้องทั้งๆที่ผืนดินบริเวณหาดราไวย์เกือบทั้งหมดในอดีตนั้น เป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของชาวเลซึ่งมีงานวิจัยและภาพถ่ายต่างๆยืนยันชัดเจน ดังนั้นเอกสารสิทธิต่างๆที่หลายคนอ้างถึงนั้น จำเป็นต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียด ซึ่งขณะนี้ในพื้นที่บางแปลง ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอได้ทำการตรวจสอบและพบว่าเป็นที่ดินของชาวเลที่อยู่มาก่อนที่จะมีการออกเอกสารสิทธิ และเสนอให้กรมที่ดินเพิกถอนเอกสารสิทธิดังกล่าว แต่กรมที่ดินกลับยังไม่ดำเนินการใดๆ

แถลงการณ์ระบุว่า ล่าสุดเมื่อคืนวันที่ 3 กลุ่มนายทุนได้นำลูกจ้างและชายฉกรรจ์พร้อมอุปกรณ์ก่อสร้างลงไปยังพื้นที่พิพาทอีกครั้ง ทำให้เกิดการเผชิญหน้าขึ้น ยังดีที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้มีคำสั่งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตห้ามไม่ให้มีการดำเนินการใดๆในยามวิกาล อย่างไรก็ตามเชื่อว่าสถานการณ์เผชิญหน้าเช่นนี้ยังคงดำรงอยู่ และเสี่ยงต่อการปะทะกันอีกครั้งหนึ่ง ขณะนี้รัฐบาลได้ประกาศนโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพลภายใน 2 เดือน ซึ่งจะเห็นได้ว่ากรณีที่เกิดขึ้นกับชาวเลในชุมชนราไวย์นั้น เป็นเรื่องของการที่คนเล็กคนน้อยถูกคุกคาม ดังนั้นเพื่อเป็นการสนองตอบนโยบายที่นายกรัฐมนตรีประกาศไว้ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ก็ควรมีการดำเนินการกับผู้ที่ใช้ความรุนแรงในครั้งนี้ด้วย

แถลงการณ์ระบุว่า ชาวเลเป็นพลเมืองของประเทศไทยที่ควรได้รับการคุ้มครองดูแลเช่นเดียวกับประชาชนทั่วๆไป พวกเขาอาศัยอยู่ในทะเลอันดามันมานานไม่น้อยกว่า 300 ปี โดยมีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและไม่คิดสะสมทรัพย์สินใดๆ จนกระทั่งเกิดการเบียดขับจากนโยบายของรัฐบาลโดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างไร้ทิศทาง ทำให้ชาวบ้านดั้งเดิมต้องเผชิญชะตากรรมอันยากลำบาก โดยเฉพาะการถูกหลอกลวงให้ขายที่ดินก่อนที่ราคาพุ่งสูงลิ่ว ทำให้ขณะนี้ชาวเลไม่น้อยกว่า 40 ชุมชนต้องประสบปัญหาทั้งถูกขับไล่ออกจากที่อยู่อาศัย พื้นที่ศักดิ์สิทธิถูกบุกรุก แม้แต่สุสานที่ฝังศพบรรพบุรุษก็ถูกรีสอร์ทสร้างทับซ้อน โดยไม่สนใจความรู้สึกของชาวเล

แถลงการณ์ระบุว่า คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยเห็นว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับชาวเลในชุมชนหาดราไวย์ จึงเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นขึ้นมาให้เห็น ดังนั้นรัฐบาลจึงควรเข้ามาแก้ปัญหาอย่างจริงจัง โดยทำให้การแก้ปัญหาของชุมชนราไวย์เป็นต้นแบบที่จะนำไปใช้แก้ปัญหาในชุมชนชาวเลที่อื่นๆ ทั้งเรื่องการพิสูจน์สิทธิ์ในที่ดิน การเปิดช่องให้ชาวเลได้ออกทะเลหากินในพื้นที่ที่บรรพบุรุษเคยอยู่มา รวมไปถึงการจัดการให้มีเขตวัฒนธรรมพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2553

/////////////////////

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.