
เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2559 นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร เปิดเผยว่า ในวันเดียวกันนี้ตนได้ลงนามในหนังสือถึงปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้พิจารณาชะลอการบังคับคดีของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลบนเกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล ภายหลังได้รับแจ้งจาก พลเอกสุรินทร์ พิกุลทอง ประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกินและพื้นที่ทางจิตวิญญาณของชุมชนชาวเล สำนักนายกกรัฐมนตรี ถึงกรณีข้อพิพาทที่ดินระหว่างเอกชนกับชาวเล ซึ่งทางเอกชนจะมีการไล่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในวันที่ 5 เมษายนนี้ ดังนั้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือด้านสิทธิมนุษยชน ทางกสม.จึงได้ทำหนังสือส่งไปยังกระทรวงยุติธรรม เพื่อสั่งการให้สำนักงานบังคับคดี จังหวัดสตูลระงับคำสั่งก่อน จนกว่าจะมีการไกล่เกลี่ยและตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป ซึ่ง กสม.ชุดปัจจุบันจะวางแผนลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่ดินเกาะหลีเป๊ะต่อไป โดยใช้มติ กสม.ชุดเก่ามาอ้างอิง


ด้านนายหัตติเริง พระอ๊ะ ชาวเลเกาะหลีเป๊ะ กล่าวว่า คดีความของตนเป็นข้อพิพาทที่ยืดเยื้อมานาน แต่ตนยืนยันว่าที่ดินบนเกาะหลีเป๊ะนั้น ชาวเลทุกคนมีการทำประโยชน์มาโดยตลอด แต่การลงนามยอมความในปี 2558 นั้นตนไม่รู้เรื่องว่าเป็นการยอมความเพื่อให้อำนาจแก่นายทุน ต่อมาในปี 2559 นายทุนก็ได้เดินทางมาพร้อมกับพนักงานสำนักบังคับคดี กรมบังคับคดี เพื่อมาสั่งการให้ไล่รื้อสิ่งปลูกสร้าง โดยมีกำหนดการไล่รื้อเป็นวันที่ 5 เมษายนนี้ โดยทางครอบครัวยืนยันว่าไม่ยินยอมจะย้ายออกจากพื้นที่ดังกล่าว และจะสู้คดีให้ถึงที่สุด
ขณะที่นางสาวฉัตรพร พระอ๊ะ น้องสาวของนายหัตติเริง กล่าวว่า ตนและครอบครัวนั้นได้ส่งหนังสือถึงสำนักงานอุทยานแห่งชาติตะรุเตา เพื่อขอข้อมูลแผนที่เปรียบเทียบที่ดินที่อุทยานเคยตรวจสอบและอุทยานเคยระบุแล้วว่าที่ดินแปลงที่ตนและครอบครัวอาศัยอยู่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ นส.3 ของนายทุนที่ตนพิพาทด้วย อย่างไรก็ตามตนหวังว่า กสม.จะสามารถเจรจาไกล่เกลี่ย และยุติข้อพิพาทได้ ซึ่งหากผลการตรวจสอบออกมาชาวเลไม่ผิด ตนก็อยากจะเรียกร้องให้มีการคืนสิทธิที่ดินทำกิน แก่ชาวเลบนเกาะหลีเป๊ะทุกคน
อนึ่งกรณีข้อพิพาทดังกล่าว มีข้อมูลในเอกสารจากสำนักงานบังคับคดี จังหวัดสตูล ระบุว่าเป็นคดีความระหว่างนายณรงค์ศักดิ์ ปัทมปาณีวงศ์ เป็นโจทย์ฟ้องความแพ่งขับไล่ นายหัตติเริง พระอ๊ะ จำเลยที่ 1 นายลาโป๊ะ หาญทะเล (บิดาของนายหัตติเริง) โดยนางละม้าย พระอ๊ะ (มารดาของนายหัตติเริง) ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน จำเลยที่2
ทั้งนี้มูลนิธิชุมชนไทซึ่งติดตามปัญหาชาวเลมาอย่างต่อเนื่องระบุ ว่ามูลนิธิฯ ได้ตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องพบว่า ในสมัย ศ.เสน่ห์ จามริก เป็นประธาน กสม.ได้มีการตรวจสอบกรณีที่ดินเกาะหลีเป๊ะแล้ว1 ครั้งในปี 2547 โดยมีการสรุปมติ กสม.ไว้อย่างละเอียดถึงลำดับเหตุการณ์และสิทธิในการทำประโยชน์ของชาวเลแต่ละตระกูล โดยมีทั้งรายชื่อผู้แจ้งครอบครองแบบ สค.1และ นส.3 และ กสม.พบความผิดปกติในการเอกสารหลายประการ อาทิ มีรายงานผลการตรวจสอบที่ 81/ 2549 เรื่องสิทธิในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน กรณีเกาะหลีเป๊ะ อำเภอเมือง จังหวัดสตูล พบว่าในการดำเนินการเกี่ยวกับเอกสารหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (นส. 3)แปลงต่างๆบนเกาะหลีเป๊ะทั้ง 19 แปลง โดยเปรียบเทียบกับการทำรายการบ้านและบุคคลในทะเบียนบ้านจากสำนักทะเบียนกลางและสำเนาทะเบียนราษฎร์ ทีว่าการอำเภอเมืองจังหวัดสตูล มีข้อพิรุธอันเป็นการส่อให้เห็นว่า การออกเอกสารสิทธิ์ดังกล่าวน่าจะไมชอบด้วยกฎหมาย
ในเอกสารของกสม.ชุดเดิมได้สรุปสาระสำคัญ ดังนี้ 1 กระบวนการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (นส.3)กลายเป็นบุคคลภายนอกของเกาะหลีเป๊ะทั้งสิ้น 2 กระบวนการออกหนังสือการทำประโยชน์ (นส.3) ทั้ง 19 แปลง ระบุได้มอบอำนาจให้นายบรรจง อังโชติพันธุ์ (อดีตกำนันในพื้นที่) หรือนายเส่ง แซ่อั้ง (พี่ชายนายบรรจง)เป็นผู้ดำเนินการและเมื่อออกเป็น นส.3 แล้วได้มีการจดทะเบียนขายแก่นายบรรจง หรือนายเส่ง หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง ในขณะที่ชาวเลระบุตรงกันว่า ที่ดินบนเกาะหลีเป๊ะนั้นมีการทำประโยชน์โดยชาวเลมานานต่อเนื่อง กสม.จึงมีข้อเสนอถึงกระทรวงมหาดไทย ว่าควรเพิกถอน นส.3 แปลงดังกล่าว และเร่งรัดออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้ชาวเลบนเกาะหลีเป๊ะ