
เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2559 ได้มีการเดินขบวนรณรงค์คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพ-ปานาเระ ขึ้นเป็นวันที่ 3 โดยเริ่มต้นจากสำนักงานอิสลามกลางจังหวัดปัตตานีและมีปลายทางอยู่ที่บ้านคลองประดู่ อำเภอเทพา จังหวัดสงขลาซึ่งเป็นจุดที่จะมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา โดยมีผู้ร่วมขบวนกว่า 200 คน เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 วันก่อน
นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ แพทย์ชนบทชายแดนใต้และแกนนำเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน เปิดเผยถึงการร่วมเดินเท้าในวันสุดท้ายว่า ระหว่างทางมีชาวบ้านให้ความสนใจพอสมควรโดยมารับใบปลิวที่ขบวนรณรงค์นำไปแจก แต่ที่น่าตกใจคือตลอด 3 วันของการรณรงค์เราพบว่าชาวบ้าน 2 ข้างทางแทบไม่มีใครรู้เรื่องการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาเลย โดยเฉพาะในจังหวัดปัตตานีซึ่งเป็นพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบ แม้กระทั่งชาวบ้านในอำเภอหนองจิก ซึ่งอยู่ห่างจากจุดสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาเพียง 7-8 กิโลเมตรก็ยังไม่ทราบเรื่องเช่นกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการถูกปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร เพราะในขณะที่เรามีสื่ออยู่มากมาย แต่สื่อหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ช่องหลัก หรือแม้แต่วิทยุชุมชน ก็ไม่มีใครนำเสนอข้อมูลให้ชาวบ้านทราบเลย

“ผมคิดว่ามีความเห็นร่วมกันของผู้มีอำนาจแถวนี้ว่าไม่อยากเปิดประเด็นนี้ออกมาให้สาธารณชนได้รับทราบ เพราะเขากลัวว่าจะไม่ได้สร้าง คนที่นี่เขาจริงจังมากในเรื่องการกำหนดตัวเอง เพราะเขาผ่านเหตุการณ์ต่างๆมานานนับสิบปี และการสร้างโรงไฟฟ้าครั้งนี้ก็ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง จริงๆแล้วมันไม่ใช่โรงไฟฟ้าเทพา แต่เป็นโรงไฟฟ้าชายแดนใต้ เพราะทั้งชาวนราธิวาส หรืออาจรวมไปถึงยะลา ก็อาจได้รับผลกระทบไปด้วย เช่น เรือบรรทุกถ่านหินก็ผ่านทะเลนราธิวาส” นพ.สุภัทร กล่าว
แพทย์ชายแดนใต้กล่าวว่า ภายหลังการเดินขบวนรณรงค์ในครั้งนี้ จะทำให้ประชาชนได้รับรู้ข้อเท็จจริงมากขึ้น อย่างน้อยตามร้านน้ำชาก็มีหัวข้อนี้ไปสนทนาเพราะขณะนี้พวกเขายังแทบไม่รู้รายละเอียดใดๆเลย ดังนั้นการตั้งคำถามถึงกระบวนการการมีส่วนร่วมย่อมเกิดขึ้น ขณะเดียวกันการที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)กำลังผลักดันการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทีอำเภอปะนาเระอีกแห่งหนึ่ง ก็ทำชาวบ้านมีโจทย์ร่วมกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ความจริงที่กฟผ.นำมาอธิบายถึงผลดีของโรงไฟฟ้ารวมถึงการเป็นพลังงานสะอาดกับความจริงที่เครือข่ายคัดค้านนำเสนอประชาชนเป็นคนละชุดกัน ประชาชนในพื้นที่ควรทำอย่างไร นพ.สุภัทรกล่าวว่า จริงๆแล้วนักวิชาการจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็พร้อมที่จะขึ้นเวทีดีเบตข้อเท็จจริงไปพร้อมกับฝ่ายกฟผ. เพียงแต่ที่ผ่านมาไม่มีใครจัด และตนก็เห็นด้วยหากจะมีการเปิดเวทีใหญ่ในเรื่องนี้ในจังหวัดชายแดนใต้โดยเชิญทั้ง 2 ฝ่ายไปชี้แจงข้อเท็จจริงของแต่ละด้าน
“ข้อเสนอใหญ่เรื่องหนึ่งคือเราขอให้เปิดเผยอีไอเอของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ซึ่งกฟผ.ส่งไปยังสผ. เราเคยขอไปที่สผ.เขาไม่อนุญาตให้เราถ่ายเอกสารเอามาศึกษา เราต้องการเห็นสิ่งที่เขียนไว้ในนั้น เพื่อที่จะได้นำข้อมูลมาตรวจสอบว่าเป็นข้อเท็จจริงประการใด”
ในวันเดียวกันนี้ทางเครือข่ายฯได้ออกแถลงการณ์ “ต่อลมหายใจชายแดนใต้” ในวันที่ 3 โดยระบุว่าการออกเดินได้เริ่มเดินจาก มอ.ปัตตานีในเช้าวันที่ 8 เมษายน 2559 โดยได้พักค้างคืนที่บ้านบางตาวา อำเภอหนองจิก และมีการเสวนาในช่วงค่ำ ซึ่งมีข้อสรุปที่สำคัญคือ การรับรู้ของประชาชนต่อโครงการขนาดใหญ่เช่นโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพามีน้อยมาก ส่วนใหญ่ไม่รู้ ที่พอรู้ก็ไม่มีใครรู้รายละเอียด ไม่ทราบถึงผลดีผลเสียใดๆ ทั้งๆที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในพื้นที่ชายแดนใต้ แท้จริงนี่ไม่ใช่โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา แต่คือโรงไฟฟ้าถ่านหินชายแดนใต้ ไม่ใช่โรงไฟฟ้าเล็กๆของคนเทพาหรือสงขลาเท่านั้นที่จะร่วมตัดสินใจ แต่ต้องเป็นการตัดสินใจร่วมของคนชายแดนใต้ว่าจะเอาหรือไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จะเอาหรือไม่เอาการพัฒนาแบบล้างผลาญ ผลาญทั้งภาษีประชาชน ผลาญทั้งงบประมาณ และผลาญทรัพยากรและวิถีวัฒนธรรมอันงดงามของพื้นที่

แถลงการณ์ระบุว่า ต่อมาวันที่ 9 เมษายน 2559 ก็ได้มีการเดินทางต่อและมาพักที่สำนักงานคณะกรรมการอิสลามจังหวัดปัตตานี การเสวนาในช่วงค่ำ ได้สะท้อนความรู้สึกที่ไม่ไม่เคารพอัตลักษณ์คนพื้นที่ เพราะต้องย้ายชาวบ้านออกนับพันคน ต้องย้ายวัดมัสยิดและกุโบร์(สุสาน) ซึ่งจะเป็นการสร้างเงื่อนไข เพิ่มความไม่เข้าใจต่อรัฐไทยในสถานการณ์ความไม่สงบที่ยังไม่คลี่คลาย อีกทั้งยังเน้นย้ำถึงประเด็นที่ฝ่ายความมั่นคงต้องคิดให้หนัก เพราะการกำเนิดของโครงการนี้อย่างฉ้อฉลและลักไก่ขาดการรับรู้และขาดการมีส่วนร่วม ขัดแย้งอย่างยิ่งกับแนวทางของนโยบายรัฐบาลตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 230 ที่กำหนดแนวทางแก้ปัญหาไฟใต้ด้วยการเคารพการมีส่วนร่วมของพื้นที่ในทุกระดับเพื่อให้เกิดการร่วมแก้ปัญหาอย่างสันติ

แถลงการณ์ระบุว่า ในวันที่ 10 เมษายน 2559 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการเดินรณรงค์จากปัตตานีมุ่งสู่เป้าหมายบ้านคลองประดู่ อำเภอเทพา ที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาในอนาคต และร่วมเวทีการเสวนาที่มีตัวแทนจากหลายจังหวัดมาร่วมให้ข้อมูล คำถามสำคัญคือทิศทางอนาคตของภาคใต้ควรจะเดินไปในทิศทางใด ใครควรจะเป็นผู้กำหนด ปัจจุบันนั้นทุนอุตสาหกรรมได้ผนวกรวมเป็นหนึ่งเดียวกับ คสช.ในนามประชารัฐหรือแท้จริงคือธนารัฐ วาดหวังจะเปลี่ยนภาคใต้ให้เป็นอุตสาหกรรม วาดหวังจะเปลี่ยนชายแดนใต้ให้เป็นอุตสาหกรรมหนัก เมื่อต่อจิ๊กซอว์ให้เห็นภาพรวมของโครงการทั้งหมด ไม่ว่า ท่าเรือน้ำลึกปากบารา ท่าเรือน้ำลึกสงขลา 2 สะพานเศรษฐกิจที่เชื่อมสองท่าเรือด้วยรถไฟรางคู่และนิคมอุตสาหกรรม นิคมอุตสาหกรรมเหล็กที่ปานาเระ โครงการคลังน้ำมันและท่อส่งน้ำมันข้ามคาบสมุทร ดังนั้นโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพารวมถึงโรงไฟฟ้าถ่านหินปานาเระ จึงเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนา 5 จังหวัดชายแดนใต้ให้เป็นมาบตาพุดสองนั่นเอง
ในแถลงการณ์ระบุว่า การเดินรณรงค์ เพื่อ “ต่อลมหายใจชายแดนใต้” ใน 3 วันนี้ จึงเป็นการแสดงออกถึงเสียงของภาคประชาชนโดยสันติ ที่อุทิศแรงกายแรงใจเดินกลางแดดร้อน ด้วยความหวังให้เสียงของประชาชนและชุมชน สร้างการรับรู้และความตระหนักถึงภัยที่กำลังจะตามมาในอนาคตอันใกล้ ส่วนรัฐบาลจะรับรู้หรือไม่ ไม่สำคัญ เพราะรัฐบาลชุดนี้ได้ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของทุนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว และไม่เคยรับฟังเสียงประชาชนอยู่แล้ว
“ภาคใต้ทั้งภาคควรเป็นพื้นที่สีเขียว ไม่มีสีม่วง เป็นพื้นที่อันอุดมระหว่างสองมหาสมุทรที่เป็นแหล่งผลิตอาหารที่สะอาด ทั้งการประมงที่ยั่งยืน เป็นพื้นที่การท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกใฝ่ฝัน เป็นสวนยางสวนผลไม้สวนปาล์มสวนมะพร้าวที่เขียวชอุ่ม เป็นพื้นที่ป่าไม้ที่สมบูรณ์ อากาศดี น้ำใสและดินอุดมปราศจากมลพิษจากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เป็นชุมชนที่มีดำรงอัตลักษณ์วัฒนธรรมและวิถีชีวิตอันสุขสงบ นี่คือความฝันของคนใต้ และนี่คือความต้องการของคนชายแดนใต้เช่นกัน สันติสุขสันติภาพในชายแดนใต้ ไม่ได้หมายถึงการไม่มีระเบิด ไม่มีควันปืนเท่านั้น แต่หมายรวมถึงการที่คนชายแดนใต้ต้องมีอนาคตที่ใสสะอาด ไม่มืดดำจาการพัฒนาอุตสาหกรรมถ่านหินอันสกปรก ต้องมีโอกาสที่จะมีชีวิตที่ดีบนฐานทรัพยากรตนเอง ไม่ใช่เหลือคุณค่าเพียงแรงงานในโรงงานอุตสาหกรรม เราคนชายแดนใต้ขอกำหนดอนาคตตนเอง และไม่ยอมรับในความหวังดีจอมปลอมที่แอบอ้างการพัฒนาแบบกอบโกยจากนายทุนอุตสาหกรรมและรัฐราชการที่ร่วมมือขีดวางสารพัดโครงการทำลายล้างในห้องแอร์ในเมืองหลวง โดยไม่เคยเคารพต่อสิทธิของภาคประชาชนในการร่วมตัดสินใจ” แถลงการณ์ระบุ
ภาพโดย Piyasak Ausap0
——————-



