13077281_1095620597147891_1431015087_n
เมื่อวันที่ 21 เมษายน คณะอนุกรรมการด้านสถานะกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่นางเตือนใจ ดีเทศน์ เป็นประธาน พร้อมด้วยคณะสื่อมวลชนหลายสำนัก ได้ลงพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่เงาและพบปะกับชาวบ้านในหลายชุมชนในตำบลแม่สวด อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องร้องเรียนของชาวบ้านกรณีถูกจับกุมในข้อหามีไม้แปรรูปไว้ในครอบครอง ภายหลังจากก่อนหน้านั้น ทางตำรวจพร้อมด้วยทหารพรานและเจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้บุกยึดและจับกุมการตัดไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่เงาจำนวนมาก โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) อ้างว่าเป็นการตัดไม้เพื่อต้องการขยายสายส่งไฟฟ้าเข้าไปในหมู่บ้าน อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านเกรงว่าพวกตนจะตกเป็นแพะรับบาป เนื่องจากข้อขัดแย้งเป็นเรื่องระหว่างหน่วยงานภาครัฐ แต่กลับมีการจับกุมชาวบ้าน

13081708_1095620600481224_1226245009_n

ทั้งนี้ ในช่วงเช้าคณะอนุกรรมการฯ ได้หารือร่วมกับผู้แทนของกรมอุทยานฯ นำโดยนายมิตร อุตมะ ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์และป้องกันทรัพยากร สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 สาขาแม่สะเรียง ซึ่งทางผู้แทนกรมอุทยานฯชี้แจงกรณีมีการตัดไม้ในเขตอุทยานฯว่าได้สอบถามไปยังผู้แทนกฟภ.ที่เข้ามาดำเนิน โดยได้รับคำชี้แจงว่าก่อนหน้านี้ได้มีการหารือร่วมกันระหว่างกรมทางหลวงชนบทและหน่วยงานต่างแล้ว แต่ในวันเกิดเหตุหัวหน้ากฟภ.ไม่ได้เข้ามาควบคุม ขณะที่หัวหน้าอุทยานฯก็ไม่อยู่ อย่างไรก็ตามขณะนี้ทางตำรวจกำลังดำเนินการสอบสวนอยู่ คงต้องเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย

หลังจากนั้นคณะอนุกรรมการฯได้เดินทางมายังโบสถ์แม่พระฟาติมา บ้านกองอูม พบกับชาวบ้าน 7 ชุมชนราว 100 คน โดยชาวบ้านซึ่งเป็นชาวปกาเกอะญอทั้งหมดต่างแสดงความกังวลใจเป็นอย่างมากกรณีที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเชิญตัวไปสอบสวนเรื่องที่กฟภ.เข้าไปตัดไม้ในเขตอุทยานฯ

นายยอดชัย พรพงไพร ผู้แทนชาวบ้านแม่หลุย กล่าวว่าที่ผ่านมาชาวบ้านให้ความร่วมมือกับภาครัฐทุกอย่างเมื่อมีการร้องขอ ไม่ว่าจะเป็นการขุดหลุม ตัดไม้ แต่เมื่อเกิดปัญหากลับถูกนำตัวไปสอบปากคำจนแทบนอนไม่หลับ หลายคนต้องไปหาหมอเพราะไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี โดยก่อนหน้านี้ก็ได้มีการเชิญตัวผู้นำชุมชน 4 คนไปสอบสวนข้อเท็จจริง ล่าสุดเมื่อวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมาก็เรียกชาวบ้านไปอีก เขาถามว่าใครเป็นคนตัดไม้ ซึ่งชาวบ้านก็ต้องตอบว่าชาวบ้านเป็นคนตัด แต่เขากลับไม่ถามต่อว่าใครใช้ให้ตัด

“พวกเราพูดภาษาไทยก็ไม่ค่อยได้ หลายคนหวาดกลัวจนนอนไม่หลับ กลัวว่าจะเหมือนกับชาวบ้านทุ่งป่าคาที่ต้องติดคุก พวกเราให้ความร่วมมือกับรัฐทุกอย่าง เมื่อเกิดปัญหาก็ควรร่วมกันหาทางออก ถ้าไม่ช่วยกันต่อไปรัฐก็ไม่ต้องเข้ามา พวกเราอยู่กันเองได้” นายยอดชัย กล่าว

13046225_1095621053814512_2129188987_n
ขณะที่ตัวแทนชาวบ้านอีกหลายหมู่บ้านต่างพูดในทำนองเดียวกัน โดยระบุว่า การตัดไม้ในเขตอุทยานฯครั้งนี้มีพนักงานไฟฟ้า 30-40 คนเข้ามาดำเนินการ และขอให้ชาวบ้านร่วมือ และพนักงานเหล่านั้นได้ขนไม้ออกไปก่อนหน้านี้แล้วหลายครั้ง แต่ชาวบ้านซึ่งไม่ได้รับค่าจ้างใดๆเลย และไม่รู้เรื่องด้วยกลับถูกสอบสวน แทนที่หน่วยงานราชการจะไปคุยกันเอง

ภายหลังจากการฟังข้อเท็จจริงจากชาวบ้าน คณะอนุกรรมการฯได้เดินทางไปยังสถานีตำรวจสบเมยเพื่อหารือกับ พ.ต.อ.นพดล แสนปวน รักษาการผู้กำกับสถานีตำรวจสบเมย โดยนางเตือนใจได้เล่าถึงความกังวลใจของชาวบ้านที่ถูกเรียกมาสอบสวน ซึ่ง พ.ต.อ.นพดลชี้แจงว่า เป็นการเรียกชาวบ้านมาสอบสวนโดยไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาใดๆ เนื่องจากก่อนหน้าที่จะมีการตัดไม้ในเขตอุทยานฯ ชาวบ้านได้เคยประชุมร่วมกับผู้แทนกฟภ.และฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

นายสมเกียรติ์ เขื่อนเชียงสา อนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนฯ ซึ่งร่วมลงมาตรวจสอบในครั้งนี้กล่าวว่า หลังจากได้รับฟังข้อเท็จจริงจากผู้แทนกรมอุทยานฯและชาวบ้านในครั้งนี้แล้ว จะมีการทำหนังสือสอบถามไปยังกฟภ.กรณีที่ได้เข้าไปตัดไม้ในอุทยานฯ ว่าได้รับอนุญาตจากใคร และจำนวนไม้ที่ตัดรวมถึงที่ชาวบ้านบอกว่ามีการขนออกไปนั้น มีจำนวนเท่าไหร่และถูกต้องหรือไม่ นอกจากนี้จะทำหนังสือถึงกรมป่าไม้ที่ได้มีการกล่าวหาชาวบ้านว่าเข้าร่วมตัดไม้ในครั้งนี้ รวมถึงกรณีที่มีการเข้าไปกล่าวโทษดำเนินคดีชาวบ้าน 4 รายกรณีมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครอง ซึ่งก็คงเรียกทุกฝ่ายมาร่วมชี้แจงอีกครั้งเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

“นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการวางแผนทำงานร่วมกันระหว่างเครือข่ายกระเหรี่ยงและอุทยานฯ เรื่องการกันพื้นที่ของชาวบ้านออกจากเขตอุทยานฯ ก่อนที่จะมีพระราชกฤษฏีกาประกาศเขตอุทยานแม่เงาอย่างเป็นทางการ” นายสมเกียรติ กล่าว

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.