ชาวเลราไวย์เตรียมฟ้องศาลให้การคุ้มครองพื้นที่สาธารณะ การประชุมแก้ปัญหาส่อยืดเยื้อ เอกชนยันเดินหน้าทำประโยชน์ในที่ดิน “พลเอกสุรินทร์” ชี้รัฐต้องเร่งเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ 19 ไร่

ชาวเลราไวย์กำลังร่ำไห้ หลังพลาดยื่นหนังสือกับรองแม่ทัพภาค 4 / ขอบคุณภาพจากเครือขายชาวเล
ชาวเลราไวย์กำลังร่ำไห้ หลังพลาดยื่นหนังสือกับรองแม่ทัพภาค 4 / ขอบคุณภาพจากเครือขายชาวเล

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2559 พลเอกสุรินทร์ พิกุลทอง ประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความมั่นคงในที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน และพื้นที่ทางจิตวิญญาณของชุมชนชาวเล เปิดเผยภายหลังจากเข้าร่วมประชุมร่วมกับพล.ต.คุณวุฒิ หมอแก้ว รองแม่ทัพภาค 4 และตัวแทนที่เกี่ยวข้อง อาทิ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ผู้ว่าราชการจังหวัด และองค์กรพัฒนาเอกชนบางส่วนเกี่ยวกับกรณีข้อพิพาทที่ดินราไวย์ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ที่ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต ว่าตนได้ขอประชุมนอกรอบร่วมกับรองแม่ทัพภาค 4 เพื่อเจรจาให้รองแม่ทัพได้นำเรื่องส่งถึงนายกรัฐมนตรีและในส่วนของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาชาวเล และจะเชิญหม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และตัวแทนฝ่ายอื่นรวมทั้งชาวเลประชุมร่วมกันอีกครั้งในวันที่ 17 มิถุนายน2559 โดยจะเน้นย้ำถึงการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในเนื้อที่ 19 ไร่

พลเอกสุรินทร์ กล่าวว่า สำหรับผลการประชุมนั้นเนื่องจากตัวแทนชาวเลไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย ดังนั้นข้อเสนอส่วนมากที่ทุกฝ่ายเสนอเพื่อช่วยเหลือชาวเลจึงเน้นที่ประเด็นเคารพสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองและขอให้ดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป เนื่องจากทางบริษัทยังยืนยันจะเดินหน้าใช้ประโยชน์ในที่ดินที่ลงทุนไป ซึ่งกรณีนี้ชาวเลยืนยันว่าจะฟ้องศาลจังหวัดภูเก็ตให้คุ้มครองพื้นที่ทางเดินสาธารณะชั่วคราว เพื่อไม่ให้บริษัทเข้าไปปรับปรุงพื้นที่ระหว่างที่มีการตรวจสอบเอกสารเพิ่มเติม โดยทางรองแม่ทัพภาค4รับทราบและเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมนั้นสำคัญกับทุกฝ่าย

ทั้งนี้ในการประชุมเมื่อวานนี้ชาวเลหลายสิบคนเฝ้ารอฟังผลการประชุมและเตรียมขอยื่นหนังสือร้องเรียนแต่ เนื่องจากไม่ได้นัดหมายล่วงหน้าส่งผลให้ชาวเลราไวย์ไม่สามารถยื่นหนังสือร้องเรียนได้ ชาวเลหลายคนถึงกับร้องไห้ในข้อผิดพลาดดังกล่าวและร่วมประชุมในภาคค่ำกับตัวแทนกสม.ภายหลัง เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขที่น่าจะเป็นไปได้

ด้านนางเตือนใจ ดีเทศน์ กสม. กล่าวว่า จากการประชุมร่วมกับรองแม่ทัพภาค 4 นั้นตนได้เสนอให้มีการยกระดับการคุ้มครองชาวเลในฐานะชาติพันธุ์พื้นเมือง เพื่อสร้างความยั่งยืนแก่ชุมชนชาวเลราไวย์และพื้นที่อื่น โดยขอให้รองแม่ทัพภาค4 นำข้อเสนอเข้าเรียนนายกรัฐมนตรี และร่วมผลักดันนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นสากลแก่ชาวเล เพื่อให้พวกเขามีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง โดยไม่ถูกคุกคามจากฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง รวมทั้งส่งเสริมพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์และสามารถแสดงออกได้ เพื่อให้มีความยั่งยืนในการคุ้มครองชาวเลในฐานะชนเผ่าพื้นเมืองของประเทศไทย ส่วนกรณีที่ดินนั้น เบื้องต้นทราบชาวเลจะยื่นฟ้องศาลจังหวัดภูเก็ตภายในวันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน จะเป็นหน้าที่ของฝ่ายกฎหมายต่อไป แต่กสม.จะเดินหน้าประสานงานให้แต่ละฝ่ายยอมรับในสิทธิพลเมืองของชาวเล

“ทางผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตที่เข้าประชุมด้วยก็เข้าใจดีว่า ที่ราไวย์มีหลายปัญหาและมีชาวเลอาศัยอยู่จำนวนมาก และเห็นด้วยหากจะเดินหน้าในการวางแผนการอยู่ร่วมกันของชาวเลในพื้นที่และเอกชน ถ้าทุกฝ่ายร่วมกันและต่างเคารพสิทธิของกันและกันน่าจะมีทางออกที่ดีได้ เพราะเรื่องสิทธิมนุษยชนนั้นเป็นเรื่องสาธารณะและประเทศไทยควรให้ความสำคัญ” นางเตือนใจ กล่าว

ด้านนางปรีดา คงแป้น ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไทย หนึ่งในตัวแทนเข้าร่วมประชุมกับรองแม่ทัพภาค4 กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีการเจรจาหลายประเด็นเกี่ยวกับชาวเล แต่ว่าไม่มีชาวเลเข้าประชุมด้วย ตนมองว่าช่วยแก้ปัญหาได้ไม่มากนักเพราะคนที่มาชี้แจงเป็นคนอื่นที่มาเกี่ยวข้องกับชาวเลเท่านั้น แม้ว่าทางรองแม่ทัพเห็นด้วยกับการเดินหน้าฟ้องศาล และบริษัทบารอนฯ ยินดีรอคำสั่งศาลก็ตาม แต่ความขัดแย้งในพื้นที่ยังมีอยู่ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามในมุมมองของตนคิดว่าในเมื่อทหารเข้ามาเกี่ยวข้องแล้วน่าจะมีส่วนในการกำหนดนโยบายการคุ้มครองชาวเลร่วมกับฝ่ายอื่นต่อไป โดยมีทหารเป็นคนกลาง ไม่เช่นนั้นเกรงว่าปัญหาราไวย์จะยืดเยื้อ

นายสนิท แซ่ซั่ว ตัวแทนชาวเลราไวย์ กล่าวว่า ตนอยากให้ปัญหาราไวย์ได้รับการแก้ไขโดยด่วน อย่างน้อยช่วงนี้ขอให้ทหารและผู้ว่าฯ ระงับการเข้ามาปรับปรุงพื้นที่ของบริษัทบารอนฯ ก่อนเนื่องจากการปะทะกันหลายๆครั้งมีทั้งสองฝ่ายบาดเจ็บ และหากปล่อยให้มีการพัฒนา ปรับปรุงพื้นที่ต่อไปในระหว่างกระบวนการพิจารณาของศาลและกระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ต่อไป ปัญหาความขัดแย้ง โอกาสที่ชาวบ้านจะปะทะกับฝ่ายทุนจะรุนแรงขึ้นกว่าเดิม

นายจำเริญ ทิพยพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวถึงกรณีที่มีปัญหาเกิดขึ้นระหว่างชาวเลราไวย์ กับทางบริษัทบารอน ก็ต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของกฎหมาย ในส่วนของผู้ที่ถูกออกหมายจับก็ต้องมีการดำเนินคดีกันไป ซึ่งก็มีทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งตนได้มีสั่งการให้มีการดำเนินคดีไปตามกฎหมายและให้พิจารณาคดีด้วยความเป็นธรรม ฝ่ายรัฐก็อยู่ตรงกลาง ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทั้ง 2 ฝ่ายก้าวข้ามหลักกฎหมายไปใช้ความรุนแรงก็มีกฎหมายมากำกับอีก ให้ว่ากันไปตามกฎหมาย ส่วนกรณีที่ดินแปลงที่ชาวบ้านอาศัยและทางเจ้าของจะขายให้กับรัฐนั้น เรื่องนี้ทางจังหวัดได้ทำเรื่องเสนอไปแล้ว รอการตัดสินใจจากทางรัฐบาลว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ ส่วนเรื่องราคาก็ขึ้นอยู่กับทางเจ้าของที่ดินและทางรัฐบาลและราคาประเมิน
/////////////////////////////////////////

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.