
กลุ่มสหพันธ์ข้าวพม่า (Myanmar Rice Federation) ได้ออกมาเปิดเผยผลสำรวจการบริโภคข้าวเฉลี่ยต่อหัวของชาวพม่า ระหว่างเดือนเมษายน- มิถุนายนที่ผ่านมาพบว่า รายได้ 51 % ของชาวพม่ายังคงถูกนำไปใช้จ่ายค่าอาหาร โดยเฉพาะการนำไปซื้อข้าวมาบริโภค
การสำรวจดังกล่าวจัดทำขึ้นโดยมีข้อมูลจากการสำรวจประชากรทั่วประเทศเมื่อปี 2557 ร่วมด้วย โดยมีการสำรวจในประชาชน 24,200 คน จาก 5,130 ครัวเรือนทั่วประเทศ ทั้งจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง เขตชนบท รวมถึงในประชาชนที่ไร้บ้าน
จากการสำรวจยังพบว่า ประชาชนบริโภคข้าวเฉลี่ยต่อปี อยู่ที่คนละ 155 กิโลกรัม น้อยสุดอยู่ที่ 43 กิโลกรัม และมากสุดอยู่ที่ 326 กิโลกรัม คนในเมืองบริโภคข้าวเฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่ 133 กิโลกรัม ขณะที่คนไร้บ้านบริโภคข้าวอยู่ที่ 160 กิโลกรัม ส่วนชาวนาอยู่ที่ 176 กิโลกรัม จากข้อมูลของศูนย์สถิติของพม่าพบว่า ในปี 2532 หลังการประท้วงใหญ่ของนักศึกษา รายได้ของประชาชนในประเทศราว 73 % ถูกนำไปใช้จ่ายเป็นค่าอาหาร
ส่วนในปี 2540 ตัวเลขก็ยังไม่แตกต่างมากนัก เพราะรายได้ 71 % ยังถูกนำไปใช้ซื้ออาหาร แต่ในปี 2555 ลดลงมาเหลือ 64 % และล่าสุดเหลือ 51 % ตัวเลขรายได้ที่ถูกนำไปใช้จ่ายด้านอาหารที่ลดลงอาจแสดงให้เห็นว่า ความยากจนในประเทศกำลังลดลง ซึ่งเป็นความเห็นของ ดร.เต็งจี่มิ้น จากมหาวิทยาลัยเกษตรเยสิ่น ในกรุงเนปีดอว์
อย่างไรก็ตาม ดร.เต็งจี่มิ้น กล่าวว่า คนในพม่าส่วนใหญ่ก็ยังคงมีฐานะยากจน เพราะเห็นได้จากที่รายได้กว่าครึ่งถูกนำไปใช้จ่ายด้านอาหาร “ประชาชนจะใช้จ่ายด้านอาหารน้อยลง หากรายได้ของพวกเขาเพิ่มขึ้น” ดร.เต็งจี่มิ้น กล่าว โดยยังพบอีกว่า ประชาชนที่อยู่ในเขตชนบทใช้จ่ายด้านอาหารมากกว่าคนที่อยู่ในเมือง ทางด้านนายอ่องตานอู ประธานสมาคมผู้ค้าข้าวพม่าระบุว่า การรู้ข้อมูลของการบริโภคข้าวของคนในประเทศ จะสามารถช่วยในการควบคุมตลาดค้าข้าวและกำหนดปริมาณการส่งออกข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในแต่ละปี พม่าส่งออกข้าวอยู่ที่ 10 – 11 ล้านตัน ตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมาพบว่า ข้าวราว 90 % ส่งขายให้กับประเทศจีนผ่านการค้าบริเวณชายแดน
ที่มา Eleven Media Group/MITV
แปลและเรียบเรียงโดย สำนักข่าวชายขอบ