Search

นักวิชาการแนะไทยสามารถสร้างความมั่นคงทางพลังงานโดยไม่ต้องพึ่งถ่านหินได้-สื่อลงพื้นที่เทพาสำรวจข้อเท็จจริงผลกระทบโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ผอ.รพ.จะนะ ชี้เป็นจุดเปราะบางหวั่นกระทบความมั่นคง

14103035_10154053592001492_7034846115719336441_o
ระหว่างวันที่ 27-28 สิงหาคม 2559 ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมนำคณะนักข่าวจากหลายสำนักลงพื้นที่ อำเภอเทพา และ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา โครงการท่าเรือสงขลา 2 และสะพานเชื่อมโยงเศรษฐกิจ(แลนด์บริดจ์) สงขลา-สตูล ทั้งนี้ในวันแรกคณะสื่อมวลชนได้ลงพื้นที่ชุมชนบ้านปากบาง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ขนาด 2,200 เมกกะวัตต์ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และขึ้นเรือสำรวจบริเวณปากแม่น้ำเทพา ซึ่งตลอดสองฝั่งยังคงมีความอุดมสมบูรณ์และถือเป็นพื้นที่ความมั่นคงทางอาหารแหล่งสำคัญของอ่าวไทยตอนล่าง

14115607_10154053592016492_5523775342654753779_o
ในวันที่สองคณะสื่อมวลชนเดินทางไปที่โรงเรียนรักษ์อิสลาม ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา เพื่อเยี่ยมชมการดำเนินงานของโรงเรียนแห่งนี้ ที่ชุมชนกำลังร่วมกันพัฒนาให้กลายเป็นโรงเรียนต้นแบบด้านการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์หรือโซลาร์เซลล์ โดยเชิญ ดร.สมพร ช่วยอารีย์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี นำเสนอแนวคิดและนวัตกรรมการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ เพื่อใช้เองภายในครัวเรือนแก่ชาวบ้านที่สนใจ

ดร.สมพร กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพราะมีปริมาณแสงแดดตลอดทั้งปีและมากกว่าในหลายประเทศ ดังนั้นรัฐจึงควรส่งเสริมให้เกิดนโยบายที่เอื้อต่อการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์อย่างเสรี เพื่อสนับสนุนให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานจากพลังงานหมุนเวียน ทดแทนนโยบายการพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติ ซึ่งมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม แต่หากรัฐยังไม่มีนโยบายที่ส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก ชุมชนสามารถนำร่องในการพึ่งพาพลังงานทางเลือกให้รัฐบาลเห็นว่าเป็นแนวทางที่เหมาะสมได้ ทั้งจากแสงแดด หรือก๊าซชีวภาพเป็นต้น

“อย่างในเยอรมันมีแดดเพียง 3 ชั่วโมง ยังผลิตไฟฟ้าใช้ได้ทั้งวัน ถ้ารัฐสามารถส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนให้ครบวงจรได้ เราก็จะมีความมั่นคงด้านพลังงงาน ส่วนชาวบ้านถ้าไม่มีเงินเยอะ ก็อาจติดโซลาร์เซลล์แผ่นเดียวแล้วค่อยๆ เพิ่มเติมอุปกรณ์เพื่อผลิตไฟฟ้าให้ได้มากขึ้น หรือลองรวมตัวตั้งกองทุนโซลาร์เซลล์ในชุมชน ให้ติดตั้งได้สักเดือนละหลังและขยายให้ทั่วชุมชน” ดร.สมพร กล่าว
14191865_10154055214266492_1456745833_o

ดร.สมพร กล่าวอีกว่า หากดูตามแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา และท่าเทียบเรือเพื่อขนถ่ายถ่านหิน ที่นอกจากจะทำให้มีเกิดการปนเปื้อนสารพิษในอากาศและน้ำแล้ว ยังส่งผลถึงปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากต้องมีการก่อสร้างท่าเทียบเรือออกไปจากฝั่งถึง 4 กิโลเมตร และสร้างแนวกันตลิ่งเพิ่ม เพื่อป้องกันการกัดเซาะในพื้นที่โครงการ ทั้งที่เดิมชายฝั่งเทพามีปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอยู่แล้ว และแนวกั้นคลื่นที่มีอยู่ไม่ได้ช่วยให้การกัดเซาะลดลง แต่กลับทำให้การกัดเซาะรุนแรงขึ้น เห็นได้จากแนวกันคลื่นเดิมที่มีอยู่แล้วตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน พบว่าชายฝั่งถูกกัดเซาะไปกว่า 100 เมตร ดังนั้นในอนาคตหากมีโรงไฟฟ้าและแนวกันคลื่นเพิ่มขึ้น จะยิ่งจะทำให้ปัญหาการกัดเซาะรุนแรงขึ้นและเป็นผลกระทบลูกโซ่ไปตลอดชายฝั่งสงขลา

ด้านนายดิเรก เหมนคร ผู้ประสานงานเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน กล่าวว่า แม่น้ำเทพาถือเป็นต้นทางความอุดมสมบูรณ์ของทะเลแถบนี้ เนื่องจากตลอดสายน้ำยังไม่มีโรงงานอุตสาหกรรม จึงแถบไม่มีปัจจัยที่ส่งผลเสียต่อแม่น้ำสายนี้ และไม่มีปัญหาการกัดเซาะตลิ่งหรือการรุกล้ำแม่น้ำ จึงเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารของพื้นที่แถบนี้ โดยเฉพาะพันธุ์ปลาและกุ้งก้ามกรามที่ยังมีอยู่มากในแม่น้ำเทพา อีกทั้งตะกอนที่ถูกพัดพาลงทะเล และเป็นแหล่งกองหินธรรมชาติ ยังทำให้อ่าวเทพาเป็นมีสัตว์น้ำชุกชุมมากทีสุดแหล่งหนึ่งของอ่าวไทยตอนล่าง ทำให้มีเรือประมงจากปัตตานี ประจวบคีรีขันธ์ และระยองเดินเรือเข้ามาจับปลาในอ่าวเทพา ซึ่งหากมีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินย่อมกระทบต่อความอุดมสมบูรณ์ให้สูญเสียไป

นอกจากนี้ช่วงบ่ายคณะผู้สื่อข่าวได้เดินทางต่อไปที่โรงพยาบาลจะนะ เพื่อพบกับตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่ ซึ่งมีการสะท้อนสถานการณ์ในพื้นที่และประเด็นต่างๆ โดยนายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ และแพทย์ชนบทชายแดนใต้ กล่าวว่า พื้นที่ภาคใต้มีแนวโน้มที่จะถูกพัฒนาเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม เห็นได้จากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น อาทิ โรงไฟฟ้าถ่านหิน ท่าเรือน้ำลึกที่เทพา และท่าเรือน้ำลึกปากบารา ที่จะเชื่อมทะเลสงขลากับทะเลสตูลด้วยแลนด์บริดจ์ ซึ่งนอกจากความกังวลด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนแล้ว โจทย์สำคัญต่อรัฐบาลอีกอย่างหนึ่งคือ โครงการเหล่านี้กำลังเป็นจุดเปราะบางและมีความน่าเป็นห่วงที่จะกระทบสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนใต้ เห็นได้จากที่กลุ่มมาราปาตานีได้ออกมาพูดอย่างเป็นทางการว่า มีกังวลต่อความเดือนร้อนของประชาชนในพื้นที่เทพา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่กระบวนการพูดคุยสันติภาพชายแดนใต้ มีการพูดถึงประเด็นโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา
—————-