เสียงปืน เสียงระเบิด จากการสู้รบ เงียบหายไปจากแนวแม่น้ำเมยกว่า 2 เดือนแล้ว ไฟสงครามมอดไป แม้มิอาจวางใจว่าดับสนิท แต่อย่างน้อยสถานการณ์ชายแดนไทย-พม่าก็กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง แต่หากมองลึกข้ามเข้าไปยังพื้นที่เขตแดนของพม่า เสียงร่ำร้องด้วยความยากเข็ญจากผลพวงของสงครามยังดังก้องอยู่อย่างที่เคย เป็นมา ไม่เพียงไร้ความหวังที่ทุกขเวทนานี้ จะบรรเทาเบาลง แต่อนาคตเบื้องหน้าที่ไม่ไกลนักก็พอทำให้ผู้คนในดินแดนนี้มองเห็นถึงมหันตภัยครั้งใหม่ที่กำลังคืบกรายเข้ามาทุกขณะ

การสู้รบระหว่างกองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) กับกองกำลังกะเหรี่ยงพุทธเพื่อประชาธิปไตย (DKBA) ที่มีรัฐบาลพม่าหนุนหลัง ในพื้นที่กองพล 7 KNU ด้านตรงข้าม จ.ตาก ตั้งแต่เดือนมีนาคมจนถึงมิถุนายนที่ผ่านมา ยุติลงด้วยการที่ DKBAสามารถยึดครองพื้นที่ของกองพล 7 ซึ่งติดแนวชายแดนไทยได้เกือบทั้งหมด โดยกองกำลังฝ่าย KNU พยายามหลีกเลี่ยงการปะทะซึ่งหน้ายอมทิ้งพื้นที่ถอยร่นขึ้นไปรวมกับกองกำลัง ของกองพล 5 KNU ด้านตรงข้ามอ.สบเมย และอ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อรักษากองกำลังส่วนใหญ่เอาไว้เตรียมรับกับการโจมตีครั้งใหม่ของ DKBA และกองกำลังรัฐบาลพม่า

ผลพวงการสู้รบดังกล่าวทำให้ประชาชนกะเหรี่ยงในฝั่งพม่าหนีภัยการสู้รบ ข้ามแม่น้ำเมยเข้ามายังเขตประเทศไทยกว่า 3 พันคน กระจายอยู่ในศูนย์ให้ความช่วยเหลือผู้หนีภัย 4  แห่ง ได้แก่บ้านแม่อุสุ บ้านหนองบัว บ้านแม่สลิด และบ้านแม่ตะวอ ในพื้นที่ต.แม่อุสุ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ภายหลังการสู้รบ DKBA ได้ส่งตัวแทนเข้ามาเจรจากับฝ่ายไทย เพื่อขอรับผู้หนีภัยทั้งหมดกลับไปยังภูมิลำเนาถิ่นฐานเดิม และแม้การสู้รบจะยุติไปร่วม 2 เดือนแล้ว แต่ผู้หนีภัยการสู้รบเหล่านี้ ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับไป ยิ่งกว่านั้นจำนวนผู้หนีภัยกลับเพิ่มมากขึ้น จนถึงขณะนี้มีมากกว่า 4 พันคน

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้หนีภัยชาวกะเกรี่ยงเหล่านี้ไม่ยอมเดินทางกลับภูมิ ลำเนาเดิม เนื่องจากกระแสข่าวว่า กองกำลัง DKBA ต้องการให้ประชาชนเหล่านี้เป็นทหาร เพื่อจัดตั้งกองกำลังป้องกันชายแดน ตามที่ได้ตกลงไว้กับรัฐบาลพม่า

ทอนอ บยอ จากบ้านเขล่อเด จ.พะอัน ตรงข้าม อ.ท่าสองยาง แม้เขาจะยังไม่ได้หนีข้ามเข้ามาฝั่งไทย แต่ก็ต้องทิ้งถิ่นฐานเดิม อพยพขึ้นมาอยู่ในพื้นที่เขตมือตรอ ตรงข้าม อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ในพื้นที่กองพล 5 KNU เขาเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ จ.พะอัน หลังกองกำลัง DKBA และทหารรัฐบาลพม่าเข้าควบคุมพื้นที่หลังการสู้รบตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็น ต้นมาว่า กองกำลัง DKBA ประมาณ 5 พันคนเข้ามาตั้งฐานกระจายอยู่ในพื้นที่ตลอดแนวชายแดน และบังคับเกณฑ์ชาวบ้านให้เป็นทหาร หากใครไม่ต้องการเป็นทหารก็ต้องจ่ายเงิน 5 หมื่นจ๊าตให้กับ DKBA

ช่วงนี้เป็นช่วงการทำไร่ ทำนา พวกเราทำมาหากินไม่ได้ ต้องหนีออกมา เพราะไม่มีความปลอดภัยเลย

ขณะที่เรื่องราวอีกมุมหนึ่งที่ พาคือ ชาวบ้านในเขต อ.บือโส่ จ.พะอัน ด้านตรงข้าม อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งขณะนี้ตัวเขาเองก็ยังอยู่ในพื้นที่ได้บอกเล่าให้ฟังนั้น ฉายภาพความทุกข์ยากที่ประชาชนอย่างเขาโดนกระทำชัดเจนมากยิ่งขึ้น

“DKBA ได้บังคับกวาดต้อนชาวบ้านในหมู่บ้านเล็กๆ หลายแห่งเข้ามารวมอยู่เป็นหมู่บ้านเดียวกัน ส่วนหมู่บ้านใหญ่ที่มีประชาชน อยู่เป็นจำนวนมาก มีการฝังกับระเบิดไว้รอบหมู่บ้าน ห้ามมิให้ประชาชนประกอบอาชีพ หรือเคลื่อนย้ายไปไหน ทุกหมู่บ้านจะมีทหาร DKBA เข้า มาควบคุม โดยอ้างว่าทำไปเพื่อป้องกันไม่ให้ชาวบ้านติดต่อกับเคเอ็นยู คุมชาวบ้านไว้เฉยๆ ไม่ให้ทำมาหากิน เกิดภาวะอดอยาก เสบียงอาหารขาดแคลน

พาคือบอกว่า ในพื้นที่ อ.บือโส่ ที่ ต.แม่เมยมีหมู่บ้าน 6-7 แห่ง ประชาชนประมาณ 1 พันคนที่ถูกกวาดต้อนให้มารวมกัน ส่วนพื้นที่ทางเหนือยังไม่แน่ใจว่ามีกี่หมู่บ้าน แต่ได้ยินมาว่าประสบปัญหาเช่นเดียวกัน

เขาบอกว่า DKBA มีแผนที่จะตัดถนนจากบ้านแม่เมยทะ มายังบ้านแม่แหละท่า เชื่อมต่อกับบ้านโจ๊ะโร๊ะใกล้กับบ้านสบเมย เพื่อเป็นเส้นทางขนส่งยุทธปัจจัย และเคลื่อนพลเข้าควบคุมพื้นที่ชายแดน ขณะนี้มีการนำจักรกลหนักเข้ามาในพื้นที่และเริ่มสร้างเส้นทางสายนี้แล้ว หากฝนหยุดตกเมื่อไหร่ก็น่าจะแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน และหลังจากนั้นพื้นที่ของกองพล 5 ด้านตรงข้ามอ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน คือพื้นที่ต่อไปซึ่งจะต้องเกิดการสู้รบอย่างหนัก

เช่นเดียวกับ เทนเดอร์ ผู้ว่าราชการเขตมือตรอของ KNU เขาบอกว่า DKBA ห้ามชาวบ้านทำมาหากิน และไม่ให้เสบียงอาหารใดๆ แก่ชาวบ้านเลย คาดว่าเสบียงอาหารที่มีอยู่ในขณะนี้ น่าจะหมดในอีก 2 เดือน ซึ่งส่วนใหญ่ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าอยู่ไม่ได้จริงๆ ก็ต้องหนี

เหตุผลที่ DKBA ควบคุมห้ามมิให้ชาวบ้านทำมาหากิน ก็เพื่อบีบให้ชาวบ้านยุติการให้ความร่วมมือกับ KNU เพราะทั้งหมดนี่คือมวลชนของ KNU หากชาวบ้านอยู่ไม่ได้ KNU ก็อยู่ไม่ได้ คำบอกเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นดังกล่าวในพื้นที่รัฐกะเหรี่ยงหลังการยึดพื้นที่ของ DKBA และกองกำลังรัฐบาลพม่า จึงกลายเป็นสาเหตุผลักดันให้ประชาชนในรัฐกะเหรี่ยง โดยเฉพาะที่อยู่ใกล้แนวชายแดน ทิ้งถิ่นฐานบ้านเรือน หลบซ่อนตามป่าเขา ด้วยความหวาดผวา โดยเฉพาะกระแสข่าวที่ DKBA และรัฐบาลพม่าเตรียมโจมตีที่มั่นฝ่ายเคเอ็นยูครั้งใหญ่ หลังพ้นฤดูฝนไปแล้วก็ยิ่งทำให้ความหวาดผวากระพือไปไกล พร้อมกับจำนวนผู้ละทิ้งถิ่นฐานหนีภัยการสู้รบที่ขยับเข้ามาใกล้ชายแดนมาก ขึ้นทุกขณะ.

 

เผยแพร่เมื่อ Sat, 11/21/2009

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.