สงครามชิงพื้นที่สร้างเขื่อน KNU ฮึ่ม ระวังกระทบแผนเจรจาสันดิภาพ นักอนุรักษ์ชี้ทหารพม่าต้องการมานานแล้ว

14374694_10209682409512935_1410697548_o

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2559 นาย ซอ สี่ รองเลขาธิการสหภาพกะเหรี่ยง (KNU) ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวชายขอบถึงท่าทีและบทบาทของ KNU ต่อสถานการณ์การสู้รบในรัฐกะเหรี่ยงระหว่างกองกำลังพิทักษ์ชายแดน(BGF) ที่ทหารพม่าสนับสนุนและกองกำลังกะเหรี่ยงพุทธ (DKBA) ทำให้มีชาวบ้านหลายพันคนต้องอพยพหนีการสู้รบ โดยส่วนหนึ่งเชื่อว่าสาเหตุของการรบพุ่งในครั้งนี้เพราะทหารพม่าต้องการยึดครองพื้นที่ที่เป็นจุดสร้างเขื่อนบนแม่น้ำสาละวินเพื่อผลิตไฟฟ้าส่งขายประเทศไทย ว่าไม่ขอแสดงความเห็นส่วนตัว แต่ในฐานะคณะทำงานของ KNU ตนต้องการอธิบายให้สังคมได้เข้าใจว่า KNU ไม่ได้นิ่งนอนใจ และมีความกังวลต่อสถานการณ์การสู้รบในครั้งนี้ โดยได้มีแถลงการณ์เมื่อวันที่ 13 กันยายน

รองเลขาธิการกล่าวว่าภายใต้สถานการณ์ที่ KNU ได้ลงนามในข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศ ก็ได้พยายามหาแนวทางพูดคุย และเจรจากับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการสู้รบที่เกิดขึ้น ซึ่งก่อนหน้า 2 วันที่ทางเราจะออกแถลงการณ์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ KNU เช่น พล.อ.จอนิ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ฝ่ายการทหาร (KNLA) ได้พูดคุยกับ พล.ต.ชิตู่ ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ชายแดน (BGF) ถึงข้อกังวลที่อาจส่งผลให้การเจรจาสันติภาพระหว่างกลุ่มกะเหรี่ยงกับรัฐบาลพม่า นายโรเจอร์ คณะทำงานในการเจรจาสันติภาพ KNU ก็ได้พูดคุยกับผู้บัญชาการกองทัพภาคตะวันออกของพม่า และ พล.อ.ไอแซก ซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางไปประชุมคณะกรรมความร่วมมือด้านสันติภาพ ที่เมืองย่างกุ้ง ก็ได้พูดคุยข้อกังวลเกี่ยวกับเหตุการณ์ในรัฐกะเหรี่ยงขณะนี้ ทั้งในการประชุมและพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ กับตัวแทนรัฐบาลพม่าที่เข้าร่วมการประชุม

“หากถามถึงท่าทีของ KNU ผมขอยึดเนื้อหาตามแถลงการณ์ที่ได้ออกไปก่อนหน้านี้ หากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการสันติภาพได้” นาย ซอ สี่ กล่าว

14339360_10209682409552936_78218006_o
ด้านนาย ชี แก เซอ (Saw Sheekehhser) นักอนุรักษ์ชาวกะเหรี่ยง ให้สัมภาษณ์ถึงความพยายามผลักดันการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำสาละวินว่าตนได้ลำดับสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องได้ดังนี้

โครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้าฮัตจีบนแม่น้ำสาละวิน ในรัฐกะเหรี่ยงเริ่มถูกผลักดันอย่างจริงจังเมื่อปี พ.ศ. 2549 โดยรัฐบาลไทย ผ่านการดำเนินงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกับรัฐบาลพม่า และบริษัทชิโนไฮโดร ประเทศจีน ซึ่งในขณะนั้นพื้นที่จุดสร้างเขื่อนฮัตจี เป็นพื้นที่ที่ทับซ้อนทางการทหารระหว่างกองกำลังกะเหรี่ยง KNU กับ กองกำลังกะเหรี่ยง DKBA กองพันที่ 999 ซึ่งขณะนั้นนำโดย พล.ต. ชิตู่ (ซึ่งเป็นพันธมิตรกับกองทัพพม่า) ในขณะนั้นรัฐบาลพม่ามั่นใจว่าสามารถดำเนินโครงการนี้ได้แน่นอนในพื้นที่นี้ มีเพียงปัญหาเดียวสำหรับรัฐบาลพม่าคือ พื้นที่แห่งนี้ยังคงมีกองกำลังของ KNU เคลื่อนไหวอยู่ในเขตพื้นที่เหนือจุดสร้างเขื่อน ซึ่งมีจุดยืนชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับโครงการเขื่อนฮัตจี เพราะสถานการณ์การเมืองในประเทศยังไม่สงบ และเห็นว่ากองทัพพม่าใช้โครงการเขื่อนเพื่อประโยชน์ทางยุทธศาสตร์การทหาร

นายชี แก เซอ กล่าวว่าในปี พ.ศ. 2552 รัฐบาลพม่าจึงเสนอให้กองกำลัง DKBA กองพันที่ 999 ซึ่งนำโดย พล.ต. ชิตู่ (ซึ่งต่อมาได้แยกออกมาเป็นกองกำลังพิทักษ์ชายแดน BGF) นำกำลังเข้าโจมตีพื้นที่ของ KNU ทั้งพื้นที่กองพลที่ 7 ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน และกองพลที่ 5 ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสาละวิน โดยยื่นข้อเสนอว่าหากทำการเข้ายึดพื้นที่ดังกล่าวได้ได้รัฐบาลพม่ายินดีให้อำนาจในการปกครองและทรัพยากรในพื้นที่ทั้งหมด ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2552 DKBA กองพันที่ 999 ของ พล.ต. ชิตู่ เริ่มทำการโจมตีพื้นที่ต่างๆ ของ KNU กองพลที่ 7 และกองพลที 5 การสู้รบในครั้งนั้นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวมาถึงช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2554 กองกำลัง DKBA สามารถทำการยึดพื้นที่ KNU ได้หลายแห่งจากการสนับสนุนของกองทัพพม่า รวมถึงพื้นที่เป้าหมาย คือ หัวงานเขื่อนฮัตจี

ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2553 กองกำลัง DKBA กองพันที่ 999 ได้เข้าร่วมเป็นกองทัพเดียวกับกองทัพพม่า ภายใต้ชื่อ กองกำลังพิทักษ์ชายแดน (BGF) แต่ขณะนั้นนายทหารบางนายไม่เห็นด้วยกับการเข้าร่วมเป็นกองกำลังเดียวกับกองทัพพม่า ซึ่งคนสำคัญที่ปฏิเสธการร่วมเป็นกองกำลัง BGF คือ ผู้พัน โบ่บี้ ซึ่งคุมกำลังอยู่ตรงพื้นที่หัวงานเขื่อนฮัตจี และแนวถนนเส้นบ้านแม่ตะวอ ไปยังเมื่องเมียนจีหงู่ ซึ่งอาจเป็นเส้นทางหลักในการคมนาคมช่วงการดำเนินการสร้างเขื่อน ผู้พัน โบ่บี้ ไม่เชื่อมั่นในตัวรัฐบาลพม่าว่าจะมีการชดเชยความเสียหายให้กับชาวบ้านที่จะได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน นอกจากนี้ทหารในสังกัด DKBA ก็มีญาติพี่น้องอยู่ในพื้นที่ ผู้พัน โบ่บี้ จึงแสดงท่าทีคัดค้านโครงการเขื่อนฮัคจีอย่างเติมที่ และหันกลับมาเจรจากับกองกำลัง KNU แทน

นายชี แก เซอ กล่าวว่าต่อมาในดือนตุลาคม พ.ศ. 2557 กองทัพพม่าใช้กองกำลัง BGF ของ พล.ต. ชิตู่ เข้าโจมตีกองกำลัง DKBA ที่ควบคุมพื้นที่หัวงานเขื่อนอย่างหนักอีกครั้ง ซึ่งการโจมตีครั้งนั้นฝ่าย BGF ทำได้เพียงเข้ายึดหมู่บ้านแมเซก และหมู่บ้านยินไบ ชึ่งเป็นพื้นที่หลักในการจะเข้าสู่พื้นที่หัวงานเขื่อน แต่ยังไม่สามารถทำการควบคุมพื้นที่หัวงานเขื่อนได้ แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้พื้นที่หัวงานเขื่อนฮัตจีกลายเป็นพื้นที่ต้องห้ามในการข้ามเขตของแต่ละฝ่าย ซึ่งมีจำนวนกับระเบิดเพิ่มขึ้นจำนวนมากจากการวางเพื่อสกัดเส้นทางกันและกันของทั้งสองฝ่าย (ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ https://transbordernews.in.th/home/?p=6005 )

ส่วนพื้นที่น้ำตกกลูทอ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการสู้รบกันอย่างหนักในช่วงนี้ นายทหาร DKBA นายหนึ่งซึ่งเคยเป็นชุดรักษาความปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่สำรวจของ กฟผ. เคยให้ข้อมูลว่า มีแผนที่จะสร้างโรงไฟฟ้าพล้งน้ำเพื่อป้อนไฟฟ้าให้หัวงานเขื่อนฮัตจี ซึ่ง ตามแนวถนนจากบ้านแม่ตะวอ ตรงข้ามอ.ท่าสองยาง จ.ตาก ไปยังเมืองเมียนจีหงู่ มีหลังหมุดที่ระบุตัวอักษร EGAT (กฟผ.)

หากมองภาพการสู้รบที่เกิดขึ้นในขณะนี้พื้นที่ของกองกำลัง KNU กองพลที่ 5 แม้ไม่มีฐานที่มั่นของกองกำลัง DKBA แต่กองกำลัง BGF กองพันที่ 1014 ซึ่งคุมกำลังอยู่พื้นที่ฝั่งตะวันตกของสาละวินมีความพยายามที่จะรุกเข้ามาวางกำลังในพื้นที่หัวงานเขื่อนฮัตจี ซึ่งเป็นพื้นที่หวงห้ามของ KNU กองพลที่ 5 ตามข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งกองพลที่ 5 ของ KNU ประกาศชัดเจนมาตลอดว่าไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับโครงการเขื่อนฮัตจี บนแม่น้ำสาละวิน ตราบใดที่การพัฒนาแนวทางทางความร่วมมือทางการเมืองกับรัฐบาลพม่ายังไม่สำเร็จ

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.