Search

ชาวบ้านโวยเดือดร้อนกันถ้วนหน้า-นโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ ชี้ไม่ได้รับความเป็นธรรม ชาวบ้านแม่สอดเตรียมฟ้องกรมธนารักษ์ เผยถูกผู้ว่าฯ เชียงรายเสนอให้ขายก๋วยเตี๋ยวแทนทำไร่ ขณะที่ชาวบ้านหนองคายทุกข์ซ้ำจากนิคมอุตฯ และโรงไฟฟ้าขยะ

meeting
เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2559 ที่สถาบันองค์กรพัฒนาชุมชน (พอช.) กรุงเทพฯ มีการจัดสัมมนาสาธารณะ เรื่อง ธรรมมาภิบาลกับการพัฒนาที่ยั่งยืนในพื้นที่การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยมีชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจากจังหวัดต่าง ๆ และตัวแทนภาคประชาชน เข้าร่วม
ในช่วงต้นของการสัมมนามีการนำเสนอรายงานการศึกษา “จากระเบียงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง-นโยบายเขตพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษประเทศไทย” โดยตัวแทนกลุ่มจับตาปัญหาที่ดิน และศูนย์ศึกษาและพัฒนากฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน กรณีศึกษา ตาก เชียงราย หนองคาย นครพนม และมุกดาหาร
จากนั้นจึงเป็นเวทีเสวนา “เสียงประชาชนจากเขตเศรษฐกิจพิเศษ” ที่มีตัวแทนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น

นางพรภินันท์ โชติวิริยะนนท์ ผู้แทนกลุ่มแม่สอดรักษ์ถิ่น อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก กล่าวว่า ในกระบวนการจัดหาที่ดินของรัฐบาลเพื่อเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตาก และให้เอกชนและการนิคมอุตสาหกรรมเช่าระยะยาวนั้น การใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 17/2559 ได้ส่งผลกระทบต่อชาวบ้าน 97 ราย ถูกหน่วยงานรัฐในพื้นที่กดดันให้ยินยอมออกจากที่ดิน นับตั้งแต่ช่วงแรกที่อำเภอแม่สอดเชิญชาวบ้านไปรับทราบการว่าจะมีการเพิกถอนที่ดินของชาวบ้าน จนกระทั่งมีการนำกำลังทหารและตำรวจเข้ามาข่มขู่ชาวบ้านให้นำรังวัดที่ดินว่า หากไม่ปฏิบัติตามจะต้องถูกจับกุม และมีการแอบเข้ามารังวัดที่ดินด้วยการหลอกลวงชาวบ้านว่าเป็นการสำรวจผลอาสิน ทุกหน่วยงานที่เข้ามาทำกับชาวบ้านเหมือนเป็นผู้กระทำผิดทั้งที่จริงเป็นผู้เดือนร้อน

ตัวแทนกลุ่มแม่สอดรักษ์ถิ่นกล่าวต่อว่า มีการข่มขู่ชาวบ้านให้เซ็นเอกสารยินยอมมอบพื้นที่ว่า หากไม่ยอมเซ็นก็จะไม่ได้การช่วยเหลือใด ๆ และจะถูกฟ้อง จึงทำให้ชาวบ้าน 58 รายยอมเซ็นชื่อในเอกสารที่ไม่ได้ระบุชื่อหน่วยงาน และเดือนกันยายนที่ผ่านมามีแจ้งเลื่อนการจ่ายเงินชดเชยออกไปเป็นเดือนพฤศจิกายน ทำให้ชาวบ้านกำลังเกิดความกังวลว่าถูกเจ้าหน้าที่หลอกให้เซ็นชื่อหรือไม่ และเริ่มไม่มั่นใจว่าจะได้รับเงินค่าชดเชย

ตัวแทนกลุ่มแม่สอดรักษ์ถิ่นกล่าวอีกว่า ส่วนชาวบ้านที่ไม่ยอมเซ็นชื่อได้ยื่นคัดค้านการออกโฉนดของกรมธนารักษ์ และเตรียมใช้สิทธิ์ยื่นฟ้องกรมธนารักษ์ ซึ่งทำให้สถานการณ์ในพื้นที่ชาวบ้านถูกกดดันอย่างหนักจากหน่วยงานรัฐ แต่ทุกคนยังยืนยันว่าจะสู้ถึงที่สุด เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไม่ให้รัฐนำไปให้นายทุนต่างชาติ

นายบัลลังก์ อุดมศรี ชาวบ้านจากจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ชาวบ้านในตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ไม่เห็นด้วยที่รัฐจะกำหนดให้นำที่ดินไร่ยาสูบ 870 ไร่ ไปพัฒนาเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดเชียงราย แม้จะเป็นที่ดินที่ชาวบ้านเช่าจากโรงงานยาสูบ แต่ชาวบ้านทำไร่มานาน พัฒนากันมากถึง 40 ปี จนกลายเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การทำการเกษตร จึงไม่เหมาะที่จะตั้งนิคมอุตสาหกรรม นอกจากนี้ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่านอกจากการถูกยึดที่ดินไปแล้ว ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจะเป็นอย่างไร

“ผู้ว่าเคยบอกเราว่าให้เปลี่ยนจากทำไร่ยาสูบไปขายก๋วยเตี๋ยวมั้ย จะหาที่ขายให้ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ แต่ทำเกษตรกันมานาน ส่วนใหญ่เป็นชาวไร่แก่ ๆ จะให้ไปเริ่มต้นใหม่ได้อย่างไร” นายบัลลังก์ กล่าว

นายสมคิด จันโทวาด สภาองค์กรชุมชนจังหวัดนครพนม กล่าวว่า กำลังมีการเตรียมข้อมูลด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะที่ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม ที่มีกระแสคัดค้านรุนแรงไม่ให้นำที่ดินสาธารณะโคกภูกระแต 1,860 ไร่ ไปทำเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งชาวบ้านยืนยันจะสู้จนจนถึงชั้นศาลฎีกา และต้องหาทางออกด้วยว่า หากอุตสาหกรรมเกิดขึ้นในอนาคต ชาวบ้านที่เป็นวิถีเกษตรจะอยู่ร่วมได้อย่างไร

นายประกาศิต สุวรรณไตรย์ ตัวแทนชาวบ้านจากจังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่า สถานการณ์ของพื้นที่แม้จะไม่มีการคัดค้านที่ชัดเจน แต่มีความกังวลของกลุ่มเกษตรและกลุ่มด้านการอนุรักษ์ ที่มีต้องการให้รัฐคำนึงถึงสิทธิชุมชนของชาวบ้านในแผนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษที่จะเกิดขึ้น ทั้งในด้านบริการการศึกษา การบริการสุขภาพ การดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งภาพที่ชาวบ้านอยากเห็นจริง ๆ นั้น คืออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมต่อเนื่องการเกษตรจากผลผลิตข้าวและยางพารา ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางที่ชาวบ้านให้การสนับสนุนมากกว่า

นายวิเชียร ยะอิน สภาองค์กรชุมชนตำบลโนนสว่าง จังหวัดหนองคาย กล่าวว่า ตอนนี้ชาวบ้านไม่มีข้อมูลของเขตเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นเลย ไม่รู้ว่าคืออะไร จะเกิดการพัฒนาอย่างไรในพื้นที่ ชาวบ้านจะได้ประโยชน์อย่างไร ทั้งในด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม เกษตรแปรรูป และมีการบริหารจัดการพื้นที่อย่างไร ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นสิ่งที่ชาวบ้านต้องการมากที่สุด อีกทั้งในพื้นที่ยังมีโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลเชื้อเพลิงขยะ ที่มีการดำเนินการเลี่ยงไม่ต้องศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอด้วยวิธีการแยกโรงไฟฟ้าเป็นโรงย่อย ๆ ก็เป็นอีกปัญหาของชาวบ้าน

ทั้งนี้ในวันที่ 27 กันยายน 2559 จะมีการสัมมนาสาธารณะ เรื่อง ธรรมมาภิบาลกับการพัฒนาที่ยั่งยืนในพื้นที่การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ เป็นวันสุดท้าย เพื่อสรุปความคิดเห็นของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ และเตรียมจัดทำข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหาผลกระทบของชาวบ้านเสนอต่อภาครัฐต่อไป.