พม่าจัดอาวุธหนักประชิดแดนไทย-สาละวิน เชื่อเตรียมทำศึกใหญ่เตรียมโจมตีเคเอ็นยู ชาวบ้านหลบภัย-อพยพหนีตาย

ภาพโดย Saw Ywa Kwee Doo
ภาพโดย Saw Ywa Kwee Doo

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2559 แหล่งข่าวด้านความมั่นคงชายแดนไทยเปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์การสู้รบในรัฐกะเหรี่ยง บริเวณแม่ตะวอ ตรงข้าม อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ได้ทราบว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้กองทัพพม่าส่งกำลังพลด้วยเรือจำนวน 4 ลำจากบ้านแม่ตะวอ แล่นเลาะชายแดนไทย-พม่า บริเวณแม่น้ำเมย มายังแม่น้ำสาละวิน เพื่อเสริมกำลังในฐานทหารของกองทัพพม่าที่สบเมย ตรงข้ามบ้านสบเมย อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน และมีรายงานว่า ทหารพม่ากลุ่มดังกล่าวได้ขนยุทโธปกรณ์ เช่น ปืนใหญ่ 120 ม.ม. พร้อมกระสุนจำนวนหนึ่ง ซึ่งเห็นได้ชัดว่ากองทัพพม่าพยายามคุมจุดยุทธศาสตร์ โดยมีการตั้งปืนใหญ่ 120 ม.ม. ตามแนวถนนแม่ตะวอ-เมียนจีหงู่ (ริมแม่น้ำสาละวิน) ด้วยเช่นกัน

received_10209901235783455
ภาพโดย Saw Ywa Kwee Doo

แหล่งข่าวด้านความมั่นคงวิเคราะห์ว่า เวลานี้กองทัพพม่าคงใช้การเจรจาหยุดยิงในครั้งนี้เพื่อทยอยส่งกำลังพล เสริมเสบียง รวมทั้งยุทโธปกรณ์ เข้ามาในพื้นที่รัฐกะเหรี่ยง และหากเกิดความพร้อมและสบโอกาสเมื่อไหร่ ก็อาจะสร้างเงื่อนไขให้เกิดการปะทะกับกองกำลังกะเหรี่ยง โดยเฉพาะสหภาพชนชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union-KNU) หรืออาจใช้กองกำลังพิทักษ์ชายแดน (BGF) ภายใต้การควบคุมของกองทัพพม่า เปิดเกมการสู้รบไปก่อน แล้วกองทัพพม่าเข้ามาเสริม เวลานี้เห็นชัดเจนว่ากองทัพพม่าเตรียมพร้อมทางยุทศาสตร์เต็มรูปแบบ ทั้งทางบกและทางน้ำ คือแม่น้ำเมยและแม่น้ำสาละวิน ซึ่งเรื่องนี้สำคัญกับคนไทยเพราะถือว่าจุดยุทธศาสตร์ดังกล่าวอยู่ติดพรมแดนไทย ทั้งทาง จ.ตาก และ จ.แม่ฮ่องสอน

“ผมคิดว่าเป้าหมายสำคัญของกองทัพพม่า คือเขาต้องการควบคุมเขตหัวงานเขื่อนฮัตจี (Hat Gyi Dam) และตลอดแนวลำน้ำสาละวินและแม่น้ำเมย โดยเฉพาะบริเวณชายแดนไทย-พม่า เพราะมันเป็นพื้นที่ที่สามารถสร้างธุรกิจได้ และอาศัยดึงนักลงทุนข้ามชาติ เช่น จากไทย หรือประเทศอื่นๆ เข้ามาเปิดพื้นที่ก่อนโดยเสนอผลประโยชน์บางส่วนให้กับกลุ่มกองกำลังในพื้นที่ เช่น BGF หรือ DKBA แล้วทหารพม่าก็จะอาศัยช่วงนี่แหละค่อยเข้าแทรกไป
เพราะถ้ากองทัพพม่าควบคุมเขตพื้นที่เศรษฐกิจบริเวณชายแดนตลอดลำน้ำเมยและสาละวินได้แล้ว ก็ถือว่าเป็นการควบคุมพื้นที่เกือบเบ็ดเสร็จ เพราะเป็นการควบคุมเส้นทางทั้งทางบกและทางน้ำ ควบคุมการส่งเสบียง ยุทโธปกรณ์ การสื่อสารจากฝั่งไทย และเส้นคมนาคมของประชาชนในฝั่งรัฐกะเหรี่ยงตามชายแดน สิ่งนี้จะทำให้กองทัพทหารพม่าอาจมีอำนาจต่อรอง และขอความร่วมมือจากฝ่ายความมั่นคงของไทยได้มากขึ้น พร้อมทั้งเป็นการทำให้กองกำลังกะเหรี่ยง KNU มีพื้นที่เคลื่อนไหวน้อยลงและเคลื่อนไหวได้ยากขึ้น” แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวกล่าวว่า ขณะนี้มีชาวบ้านอพยพหนีภัยสงครามมาอยู่ในพื้นที่หมู่บ้ากอแต่ท่า ติดริมน้ำสาละวิน พื้นที่กองพลที่ 5 ภายใต้การควบคุมของกองกำลังกะเหรี่ยง KNU จำนวน 53 ครอบครัว 232 คน โดยชาวบ้านทั้งหมดหนีมาจากฝั่งกองพลที่ 7 ซึ่งเป็นพื้นที่ระหว่างแม่น้ำเมยและแม่น้ำสาละวิน และบางส่วนอยู่ใกล้พื้นที่สร้างเขื่อน ขณะนี้ชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวได้รับการดูแลโดยกองกำลัง KNU ซึ่งยังไม่ได้มีการหนีข้ามมายังประเทศไทย

สำหรับความคืบหน้ากรณีการตัดไม้สาละวิน ที่มีการมัดเป็นแพและล่องลงมาเพื่อขอผ่านบริเวณชายแดนไทย-พม่าเมื่อปลายเดือนกันยายนนั้น ขณะนี้กองกำลังKNU จะเชิญฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าเพื่อหารือหาทางออกร่วมกัน โดย KNU ยืนยันไม่ให้มีการนำไม้ผ่านแดนไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม เพื่อป้องกันมิให้มีการลักลอบตัดไม้เถื่อน
—————

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.