
โดย ฐิตินบ โกมลนิมิ
“จับมือเขา มองหน้าเขาไว้ด้วยจะได้ไม่เจ็บ” เสียงปลอบโยนของนักเรียนหญิง ป.4 กุมมือด้านที่ว่างอยู่ของเพื่อนอีกคนที่กำลังถกแขนเสื้อกันหนาวให้ขึ้นไปเหนือข้อศอก และยื่นออกไปให้พยาบาลใช้สายยางรัดแขนคลำหาเส้นเลือดก่อนเจาะเข็มแหลมปลายยาว ดูดเอาเลือดออกมาตรวจหาปริมาณสารตะกั่ว
.
หลังจากมองหน้าเพื่อนอยู่พักหนึ่งเธอก็หลับตาปี๋ ร้องโอยเบา ๆ ก่อนเป่าลมออกจากปาก หยาดน้ำตาพริ้มไปที่หางตาเล็กน้อย รีบกระพริบตาถี่ ๆ ไล่ความเจ็บออกไปโดยเร็วไม่ให้เพื่อนเห็น มีเด็กหญิงและชายหลายสิบคนยืนต่อแถวด้านหลัง สีหน้าอมกังวลผลักไหล่หลังดันเพื่อนให้ไปต่อคิวเจาะเลือด เสียงถามภาษาพื้นถิ่นกระเหรี่ยงฟังไม่ชัดนักสลับเสียงหัวเราะ
.
“เจ็บไหม ๆ”
“มาลองเองดิ จะได้รู้”
.
พี่นักเรียนตัวโตหลังเข็มฉีดยาแทงที่เนื้ออ่อน ๆ ก็จะทำเสียงโอดโดย ไม่ร้องไห้ออกมาดัง ๆ เพราะกลัวเพื่อนล้อ แต่น้องเล็กที่ไม่รู้ประสา ตอนแรกก็ทำหน้านิ่งเดินไปหาพยาบาล แต่พอเข็มแหลมแทงลงที่ท้องแขนเสียงร้องไห้จ้าแหกปากดังลั่นขึ้นมาทันที พอโต๊ะหนึ่งร้อง ขวัญของนักเรียนคนอื่น ๆ ก็หายไปทันที คนหนึ่งร้องยังไม่ทันเงียบ เสียงร้องไห้จากอีกโต๊ะก็ดังขึ้นต่อ ๆ กันไป เพราะมันไม่ใช่เสียงดนตรีที่ไพเราะ แต่เป็นความเจ็บปวดที่ไม่ทันได้ตั้งตัวบรรเลงขึ้นลงอยู่นาน คนฟังไม่ใจแข็งพอที่จะทนเสียงนั้นได้อีกต่อไป
.
ก้อนสะอื้นหลุดเข้าไปในลำคอ หันหลังปาดน้ำตาไม่ให้คนเห็น บอกกับน้องนักข่าวที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ “พี่ไม่สัมภาษณ์แล้วนะ เอาเท่านี้พอแล้ว” และเดินนำไปรอที่รถ ปล่อยให้ทีมข่าวเก็บรายละเอียดกันต่อไป “ทำไมเด็กรุ่นแล้วรุ่นเล่าต้องโดนเจาะเลือดแบบนี้ แล้วต้องเจาะติดตามอาการพิษสารตะกั่วไปอีกนานเท่าไหร่” ภาพเบื้องหน้าทำให้เกิดคำถามคาใจมาก
……………

.
.
เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์เคลื่อนที่คนหนึ่งบอกว่า ทุกปลายปีช่วงพฤศจิกายน – ธันวาคม จะออกมาเจาะเลือดชาวบ้าน 7 หมู่บ้านในตำบลชะแลง อำเภอทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ไม่ได้เก็บเฉพาะหมู่บ้านคลิตี้ล่าง ที่ศาลปกครองสูงสุดสั่งให้กรมควบคุมมลพิษฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2556 สารตะกั่วดังกล่าวทำให้ชาวบ้านคลิตี้ล่างได้รับผลกระทบทางสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่มาก
.
“เราสันนิษฐานว่าโรคพิษสารตะกั่วน่าจะไปไกลกว่าหมู่บ้านคลิตี้ล่าง จึงตรวจเลือดกินพื้นที่กว้าง 7 หมู่บ้านเลย รวมประมาณ 2,500 คน ตรวจเลือดเฝ้าระวังพิษสารตะกั่วมาสิบกว่าปี ใช้งบประมาณมากกว่า 800,000 บาทต่อปี เพราะต่อรายเสียค่าตรวจวิเคราะห์ประมาณ 600 บาท ยังไม่รวมค่าเบี้ยเลี้ยงและการเดินทางของเจ้าหน้าที่ในการลงพื้นที่แต่ละครั้ง”
.
“งบประมาณการเฝ้าระวังโรคพิษสารตะกั่วเป็นเรื่องเชิงนโนบาย ถ้าข้างบนไม่ตั้งงบประมาณเหล่านี้ไว้ พวกเราก็ไม่รู้จะหางบประมาณที่ไหนมาดูแลชาวบ้าน”
.
“มาเจาะเลือดครั้งนี้ ดีใจมาก สามารถตรวจเลือดผู้ใหญ่ในหมู่บ้านได้มากที่สุดในรอบหลายสิบปี ที่ผ่านมาเจาะได้แต่นักเรียนเท่านั้น วันนี้ยังเจาะเลือดกลุ่มเด็กที่อายุน้อยที่สุดในหมู่บ้านคือ 4 เดือน และ 9 เดือน ไว้เป็นฐานข้อมูลเปรียบเทียบไปถึงพ่อแม่เขาด้วย” เจ้าหน้าที่คนเดิมเล่าภาพรวมให้ฟัง
.
16 ปี เฉพาะการต่อสู้ในชั้นศาลปกครองเพื่อให้มีคำสั่งฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ที่ผ่านมา เป็นหน้าที่คนรุ่นปู่ย่าตายายแล้วสานต่อมายังรุ่นพ่อแม่ ทว่าหลังศาลปกครองสั่งให้มีการฟื้นฟูในปี 2556 กระบวนการออกแบบระบบฟื้นฟูยังดำเนินต่อเนื่องมิได้ลงมือจริงเสียที ในวันนี้เด็กที่เกิดมาพร้อมกับปัญหาสารตะกั่วเติบโตขึ้นเป็นเยาวชนที่พร้อมมาช่วยพัฒนาหมู่บ้านคลิตี้ล่างให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พร้อมทั้งสืบสานวัฒนธรรมกะเหรี่ยงไว้ให้คงอยู่ ทั้งนี้ ปัจจุบันชุมชนคลิตี้ล่างมีทั้งหมด 93 ครัวเรือน ประชากร 313 คน
.
‘ก้องหล้า’ แกนนำเยาวชนคคลิตี้ล่าง อายุ 25 ปี บอกว่า เขามาเจาะเลือดตรวจหาพิษตะกั่วเป็นครั้งที่สองแล้ว ที่ผ่านมาคิดว่าตัวเองมีอาการปวดตามร่างกาย ปวดข้อ อาการเหมือนคนอื่นในหมู่บ้าน เขาไม่ได้มาตรวจเลือดเช่นนี้บ่อยนักอาจเป็นเพราะการสื่อสารไม่ทั่วถึงและหลายครั้งที่เขาไปทำงานในไร่ วันนี้เมื่อทราบข่าวจึงตัดสินใจมาตรวจเลือด “ผมอยากรู้ผลว่ามีค่าตะกั่วในเลือดเท่าใด แค่ไหนเรียกว่าสูง เพื่อประเมินความเสี่ยงของตัวเองได้ ว่าแค่ไหนยังกินปลาปกติ แค่ไหนต้องเลิกกินหัวปลา เลิกกินไส้ปลา และเลิกใช้น้ำในลำห้วย”

.
โดยวิถีที่ชาวบ้านและเด็ก ๆ เติบโตมากับลำห้วยธรรมชาติ การเป็นแกนนำเยาวชนได้พยายามสื่อสารความเสี่ยงให้เด็กเล็กในหมู่บ้าน “ก็บอกน้อง ๆ หลีกเลี่ยงเล่นน้ำที่ตะกอนขุ่น เล่นน้ำอาจจะได้ แต่อย่าพยายามกินน้ำในลำห้วย ถ้าเลี่ยงกินปลาได้ก็อย่ากิน” เพราะร่างกายเด็กจะดูดซึมสารตะกั่วผ่านทางเดินอาหารได้มากกว่าผู้ใหญ่หลายเท่าตัว การก่อโรคพิษสารตะกั่วจึงเกิดในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่
……………..
.
.
เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขจากส่วนกลาง นำโดยนพ.สุเทพ เพชรมาก รองธิบดีกรมควบคุมโรค ชวนเจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับจังหวัดและชุมชนจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 ราชบุรี (สคร 5) ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทองผาภูมิ สาธารณสุขอำเภอทองผาภูมิ และรพ.สต.ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 23 ชีวิตลงพื้นที่เรียนรู้ “ชีวิตและวิถีชาวคลิตี้ล่าง กรณี การปนเปื้อนตะกั่วในเลือดและลำห้วย” อย่างพร้อมหน้ากัน เมื่อวันที่ 18-19 ธันวาคม 2559 โดยการประสานงานและสนับสนุนกิจกรรมของเครือข่ายผู้นำสุขภาวะแนวใหม่ (คศน.)
..
‘สมพร เพ็งค่ำ’ Somporn Pengkam นักวิจัยสมทบ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าที่มาหลังศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาให้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจ่ายชดเชยค่าเสียหายให้แก่ชาวบ้านและทำการฟื้นฟูลำห้วย ต่อมากรมควบคุมมลพิษได้จ้างมหาวิทยาลัยขอนแก่นทำการศึกษาแนวทางและจัดทำแผนฟื้นฟู ลำห้วยคลิตี้ ซึ่งผลการศึกษา มี 5 แผนงานหลัก คือ 1) แผนฟื้นฟูสภาพพื้นที่ลำห้วย บริเวณ โรงแต่งแร่และใกล้เคียง 2) แผนติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม 3) แผนด้านสุขภาพ 4) แผนด้าน สังคมเศรษฐกิจ และ 5) แผนติดตามประเมินการดำเนินการ แต่ข้อจำกัดของกรมควบคุมมลพิษไม่สามารถสั่งให้หน่วยงานสุขภาพทำตามแผนได้ เพราะเกินอำนาจหน้าที่
.
ขณะนี้อยู่ระหว่างการขออนุญาตกรมป่าไม้และกรมอุทยานฯ เข้าไปดำเนินการในพื้นที่ รวมถึงการทำ TOR หาบริษัทมารับดำเนินการ เมื่อการฟื้นฟูยังไม่ได้เริ่มต้นขึ้น ในระหว่างนี้ชุมชนจึงจำเป็นต้องจัดหาแหล่งน้ำสะอาดเพื่อการดำรงชีวิตอย่างปลอดภัยเอง โดยนำเงินที่ชนะคดีและทำโครงการขอรับบริจาคไปจัดซื้ออุปกรณ์มาทำประปาภูเขา เพื่อให้ชาวบ้านได้ใช้น้ำที่ปราศจากการปนเปื้อนสารตะกั่ว
.
นอกจากนี้ ชาวบ้านได้เตรียมความพร้อมที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ จึงได้ทำการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพโดยชุมชน (Community Health Impact Assessment: CHIA) โดยคาดหวังว่าจะนำไปสู่การพัฒนาระบบเฝ้าระวังผลกระทบต่อชุมชนทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
พญ.นวลจันทร์ เวชสุวรรณมณี ผอ.รพ.ทองผาภูมิ บอกว่าจากการลงพื้นที่เรียนรู้ครั้งทำให้เห็นว่าชาวบ้านตระหนักเรื่องพิษสารตะกั่ว แต่มีข้อจำกัดเชิงวิถี หลายคนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการรับตะกั่วในร่างกายอย่างไร แต่รายละเอียดจะปรับลดการปนเปื้อนได้อย่างไรยังเป็นปัญหาอยู่ รวมทั้งอยากรู้ข้อมูลสุขภาพของตัวเขา ดังนั้น จะต้องมีการออกแบบการสื่อสารเชิงประเด็นให้ชัดขึ้น ครั้งต่อไปที่มีการนำผลเลือดมาแจกให้ชาวบ้านอาจต้องมีการเปิดพื้นที่ มีล่ามมาช่วยอธิบายความรู้ให้ชาวบ้านได้ซักถามมากขึ้น “ดีใจว่าชาวบ้านไม่ได้ต่อต้านการเจาะเลือดเหมือนที่เคยได้ข่าวมา”
.
มีข้อเสนอจากนักวิชาการสาธารณสุขอำเภอและสาธารณสุขจังหวัด บอกเล่าคล้ายกันว่า 10 ปีที่ผ่านมาหน่วยสุขภาพในระดับพื้นที่เฝ้าระวังโรคมีการเจาะเลือด ออกหน่วยให้ความรู้ปีละ 2-3 ครั้ง เช่นนี้ไม่เคยเปลี่ยน แต่การได้ลงพื้นที่ครั้งนี้พร้อมหน้ากัน ได้เรียนรู้วิถีของชาวบ้านร่วมกัน ทำให้เห็นว่าไม่สามารถย้ายชุมชนออกไปได้ เป็น ‘จุดเปลี่ยน’ ที่น่าสนใจ น่าจะมีการจัดตั้ง ‘ศูนย์ข้อมูลข่าวสารตะกั่ว’ ที่มีศูนย์รวมที่หมู่บ้าน เป็นแหล่งข้อมูลแลกเปลี่ยนระหว่างหน่วยงานราชการ เช่น คพ. และ สธ. เพื่อให้เห็นภาพรวมในการเฝ้าระวังฟื้นฟูการปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อม
.
“น่าจะมีการทำประวัติศาสตร์ชุมชน ลำดับเหตุการณ์การเข้ามาของหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาดำเนินการอะไรไว้บ้าง มีฐานข้อมูลหรือความรู้จากการปฏิบัติการนั้น ๆ อย่างไร มีการคืนข้อมูลให้กับชุมชนอย่างไรเพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงของชุมชนและชาวบ้าน ให้เกิดเป็นข้อมูลชุดเดียวกัน ใครที่เข้ามาใหม่จะได้ต่อยอดได้ ไม่ต้องรบกวนชาวบ้านบ่อยนัก เพราะไปกวนวิถีชีวิตของชาวบ้าน
————-
//////////////////////