“หลงรักทวาย” งานดีกระตุ้นสายสัมพันธ์ “สยาม- ทวาย” หลังม่านความทรงจำสีจาง (2)

16388986_684727268354837_1293300263_o

“ก่อนมาทำงานศิลปะอย่างเต็มตัว ผมก็เป็นเกษตรกร เป็นชาวประมงมาเหมือนกัน และผมคิดว่าอาชีพนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับคนทวาย แต่พอมาทำงานวาดภาพ ผมกลับต้องคิดอีกรอบว่า แล้วเราจะถ่ายทอดอะไรที่ทำให้ทวายดูมีค่าในสายตาคนนอกแต่มาวันนี้ผมกลับทึ่ง เพราะคนไทยก็มาชมงานทวายกันมากมาย คนทวายก็มา บางคนเคยไป บางคนไม่เคยไป แต่ทุกคนมาอยู่ที่นี่ มันทำให้ผมรู้ว่าใครๆก็รักทวาย และทุกอาชีพบอกรักทวายได้”

อู ลา เฉว่ ศิลปินชาวทวาย ศิลปินชาวทวาย สะท้อนมุมมองในฐานะศิลปินเมืองทวายในเสวนาหัวข้อ “หลงรักทวาย-มนต์เสน่ห์หลากหลายมิติ” หนึ่งซึ่งจัดขึ้นในวันเปิดนิทรรศการ “หลงรักทวาย” ซึ่งมีทั้งภาพถ่ายวิถีชีวิตชาวทวาย ภาพถ่ายศิลปะแสดงสดของโครงการศิลปะชุมชน และภาพวาดในมิติต่างๆของทวายอันเป็นผลงานที่เกิดจากความร่วมมือของศิลปิน ช่างภาพ องค์การพัฒนาชุมชนทั้งสองพื้นที่ อาทิ เสมสิกขาลัย สมาคมวิจัยทวาย สมาคมพัฒนาทวาย ฯลฯ

อู ลา เฉว่ ระบุเพิ่มเติมว่า ในความเป็นทวาย ณ ขณะนี้เป็นชุมชนที่มากด้วยทรัพยากรหลากประเภท ที่กำลังเป็นที่ต้องการของทุนใหญ่ ซึ่งมีบางพื้นที่ที่ธรรมชาติอันสวยงามถูกแปรสภาพจากพื้นที่สีเขียวให้กลายเป็นเหมืองแร่และส่งผลให้เกิดน้ำเสีย ปลาตาย และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกมากมายทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น (เหมืองเฮ็นดา เมืองมยิตตา จังหวัดทวาย แคว้นตะนาวศรี หนึ่งในเหมืองที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศพม่า ดำเนินการโดยบริษัทเมียนมาร์พงษ์พิพัฒน์ บริษัทไทยที่จดทะเบียนในพม่า)

“ในส่วนพื้นที่เน่าเสียตรงนั้น ผมก็เคยได้ไปเยือน ไปชมความงามมาก่อน แต่ตอนนี้มันไม่เป็นอย่างนั้นแล้ว ผมเองเป็นคนวาดภาพตอนนี้ ผมจะรู้สึกดีไปได้ยังไงในการวาดภาพเหมืองแร่ ภาพปลาตาย ผมยังคิดว่าหากจะวาดภาพทวายออกมาให้สวยงาม ผมต้องวาดทวายในมุมความงามของธรรมชาติ ความงามของชีวิต อย่างเช่น ชายหาด ทะเล คนทำประมง คนทำไร่ ทำสวน แบบนี้สิ มันอิ่มเอมใจทั้งคู่ ซึ่งส่วนตัวอยากให้ ทวายเป็นแบบนี้ต่อไป คือ มีความงามพร้อมทั้งทรัพยากรและผู้คน เพราะภาพประเภทนี้สะท้อนความผูกพัน ความมีพลังของเมืองทวายได้ดี และผมเชื่อว่าคนไทยไปทวายก็อยากเห็นภาพเหล่านี้ มากกว่าไปเห็นภาพน้ำเน่าเสีย ” ศิลปินทวาย อธิบายความรู้สึกที่มีต่อเมืองทวาย ที่เขาภูมิใจในความมั่งคั่งทางทรัพยากรธรรมชาติ

16357197_684726521688245_1965783043_o

ซอ ทูระ นักวิชาการด้านโบราณคดีจากสมาคมวิจัยทวาย บรรยายในหัวข้อ “ประวัติศาสตร์โบราณคดีและอัตลักษณ์ของชาวทวาย” ว่า ทวาย ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศพม่า มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานกว่า 4,000 ปี โดย ทวาย ถือว่าเป็นเมืองท่าและเมืองค้าขายที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีประชาการอาศัยอยู่ประมาณ 5 แสนราย สำหรับทวาย แบ่งประชากรออกได้เป็น ชาวทวาย มีอาศัยอยู่ในพื้นที่ 75% รองลงมาเป็นชาวกะเหรี่ยง และ ชาวมอญ ตามลำดับ ซึ่งชาวทวายส่วนมากนับถือศาสนาพุทธ ส่วนชาวกะเหรี่ยงนั้น นับถือศาสนาคริสต์ แต่ถึงแม้จะต่างชาติพันธุ์ และต่างศาสนา แต่ทั้ง 3 ชาติพันธุ์ก็อาศัยอยู่ในทวายด้วยความสงบสุข ไม่เคยมีเรื่องกระทบกระทั่งจนสร้างความขัดแย้งในพื้นที่ ชาวทวาย ส่วนใหญ่ยึดอาชีพประมง เกษตรกรรม ทำสวน ทำนา ซึ่งอาชีพประมงของชาวทวายนั้น โดดเด่นในเรื่องการจับปลาทู ที่สามารถทำเงินจากการส่งออกได้ปีละหลายพันล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตามชาวทวายมีความกังวลเรื่องการพัฒนาในพื้นที่ว่าจะส่งผลกระทบต่อธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม อนาคตข้างหน้าของลูกหลานจะเป็นอย่างไร หากสิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจเปลี่ยนไป การพัฒนาในอนาคตข้างหน้าจะคุ้มค่าหรือไม่

จิตติมา ผลเสวก ศิลปินผู้ดำเนินโครงการศิลปะชุมชน กล่าวว่า เริ่มได้ยินชื่อ “ทวาย” หลังจากไปมะริดและได้รู้จักจากกลุ่มคนไทยพลัดถิ่น จากนั้นก็เคยคิดไว้ว่าอยากจะไปทวายสักครั้งในชีวิต แต่ก็หาโอกาสยากนั่นก็ผ่านมาหลายปีแล้ว ในอดีตการเข้าพม่ามันยากเลยทางทางไปเยือนทวายลำบาก แต่หลายปีต่อมา แม้จะจำพ.ศ.ไม่ได้ แต่ครั้งแรกที่ไปเยือนทวายก็รู้สึกประทับใจอย่างมาก ครั้งแรกไปทวายเดินทางโดยเครื่องบิน ไปต่อเครื่องที่นครย่างกุ้ง แต่พอไปถึงทวายทันทีที่เจอบ้านเรือนก็รู้สึกชอบมาก เป็นบ้านที่มีลักษณะพิเศษ ซึ่งไม่ได้เห็นนานมากแล้ว เรารู้สึกการสร้างบ้านเรือนว่าความประณีตมาก ต่อมาก็ได้ลงพื้นที่โดยรถจากด่านพุน้ำร้อน พบว่าระยะทางใกล้มาก พอไปถึงทวายก็ตั้งคำถามว่า “เอ๊ะ ทำไมมันใกล้ขนาดนี้ ทำไมคนไทยไม่ค่อย” ระยะทางประมาณ300 กว่ากิโลเมตรเท่ากับกรุงเทพ-นครสวรรค์แค่นี้เอง มันแปลกที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก

“ บางทีคนไทยรู้จักญี่ปุ่นดีกว่าทวายด้วยซ้ำไป ทีนี้มาถึงตอนนี้ ครั้งล่าสุดที่ได้ไปทวาย คือการไปโครงการศิลปะที่ทวาย เป็นการเยือนทวายครั้งที่4 ที่ได้เยือนทวาย ซึ่งก็ได้รู้จักประวัติศาสตร์ด้านทวายมากขึ้น และเข้าใจว่าทวายมีประวัติศาสตร์ยาวนาน เวลาไปเยือนทวายทำให้เรารู้สึกเหมือนย้อนกลับไปยังประเทศไทยในอดีตเมื่อ30ปีที่แล้ว ไม่ได้หมายความว่าล้าสมัย เเละไม่ได้ค้านการพัฒนา เเต่ต้องมาคิดกันว่าทำอย่างไร ทวายจะยังคงหลงเหลือสิ่งเหล่านี้อยู่ ขณะที่จำเป็นต้องมองประเทศไทยเป็นตัวอย่างว่าการพัฒนาเเล้วเกิดผลกระทบต่อคน ต่อสิ่งแวดล้อมเช่นนี้ ต่อไปจะต้องรับมือกันอย่างไร เวลาเดินดูบ้านเรือนชาวทวาย ความเป็นทวายไม่ใช่แค่บ้านเรือนที่สวยงาม แต่ทวาย คือความงามในหลายๆ อย่าง วันนี้ไม่มีรูปที่ตัวเองถ่ายมาให้ดูนะ แต่ถ้าเดินชมภาพนิทรรศการด้านนอก จะเห็นว่า ภาพเขียน ภาพวาดหลายอย่างเป็นภาพปลา เป็นส่วนใหญ่ เป็นความมั่งคั่ง เพราะปลาเป็นดั่งดัชนีสะท้อนความมั่นคง ถ้าวันหนึ่งโครงการพัฒนาเข้ามา ความสวยงามตรงนี้คงหายไป ทีนี้เราในฐานะศิลปิน เราทำได้แค่บันทึกภาพเอาไว้ แต่ที่เราอยากให้มีคืออยากให้มันอยู่เหมือนเดิม ไม่ใช่เป็นเพียงภาพถ่าย จะทำอย่างไรให้ทวายดำรงสิ่งเหล่านี้อยู่ เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องล้าสมัย เเต่เป็นความสวยงามที่การพัฒนาของประเทศไทยได้ทำลายเรื่องเหล่านี้ลงไปแล้วหลายส่วน” จิตติมา ถ่ายทอดความรู้สึกหลงรักทวายจากประสบการณ์ที่ได้ไปเยือนมาหลายครั้ง

16409596_684727251688172_1417216441_o

ขณะที่ อ่อง ละ วิน ตัวแทนจากสมาคมพัฒนาทวาย กล่าวขอบคุณผู้ร่วมงานทุกคนที่ให้ความสนใจทวาย ก่อนจะตั้งคำถามถึงคนรุ่นใหม่ว่า “การพัฒนาหมายถึงอะไร” โดยส่วนตัวของเขาได้นิยามความหมายของการพัฒนาว่า การพัฒนา คือ การขยายอำนาจของคนทุกภาคส่วนให้มีโอกาสเข้าถึงทรัพยากร และร่วมกันปกปักรักษาเพื่อความยั่งยืน เเละสามารถส่งช่วงต่อให้ลูกหลานได้ และการพัฒนาในโครงการใหญ่ๆนั้นก็ไม่ได้ตอบโจทย์การพัฒนาของคนในยุคศตวรรษที่ 21เลย อย่างเช่น กรณีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน แม้กลุ่มทุนจะบอกว่าเป็นการพัฒนาด้านพลังงานที่เอื้อประโยชน์ต่อสังคม แต่เมื่อพิจารณาผลกระทบแล้ว โรงไฟฟ้าไม่ได้ทำให้ชีวิตของชุมชนสว่างไสวเพื่ออยู่รอด แต่จะได้รับผลกระทบในด้านความมั่นคงทางอาหาร

อ่อง ละ วิน เชื่อว่า พลังของคนรุ่นใหม่ที่รักประชาธิปไตยในพม่า ต้องไม่ใช่แค่การลงคะเเนนเลือกตั้งแล้วจบ แต่ต้องคนยุคนี้ต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาบ้านเกิดด้วยตัวเอง ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่นตั้งใจศึกษาแล้วนำความรู้ไปพัฒนาบ้านเกิดด้วยการทำวิจัยเกี่ยวกับชุมชน เพื่อเก็บข้อมูลท้องถิ่นเอาไว้ต่อรองกับทุนใหญ่ที่จะสร้างโครงการขนาดใหญ่ในบ้านเกิด เพราะอนาคตจะต่อต้านโครงการอันส่งผลกระทบนั้น จะโทษรัฐบาลฝ่ายเดียวไม่ได้ เราต้องเอาความรู้ไปต่อต่อต้าน

“วันนี้ ผมเห็นหนุ่มสาว ชาวทวายมาเยอะ บางคนมาอยู่เมืองไทยเพื่อศึกษาเล่าเรียน บางคนมาอยู่เพื่อทำงาน เก็บเงิน ผมขอเดาว่า พวกคุณคงเกิดความรู้สึกเหมือนผม คือ คิดถึงบ้านเกิด ทุกคนมาเพราะรักและคิดถึงทวายใช่ไหมครับ ผมเองเคยเรียนที่เชียงใหม่ คือ ผมก็คนจากบ้านเกิด มาเรียนต่างประเทศ ผมอยากให้คุณลองคิดดูว่า ถ้าวันนี้คุณจากบ้านมาต่อสู้ชีวิตในต่างแดน แล้วคุณอยากกลับไปเจอบ้านแบบไหน บ้านที่เราคิดอยากให้เป็น มันเป็นยังไง ผมอยากให้คุณได้คิด เพราะอีก 30 ปี ข้างหน้า บ้านเกิดเราอาจเปลี่ยนแปลงได้ แต่จะเปลี่ยนไปยังไง มันอยู่ที่พวกเรา ถ้ายังอยากกลับไปเจอบ้านเกิดที่อบอุ่น สมบูรณ์ ก็ต้องร่วมกันรักษาทวายให้ยั่งยืน และกลับไปพัฒนาทวายอย่างเหมาะสม และช่วยกันสะท้อนเสียงให้รัฐบาลเห็นว่าเรารักบ้านเรา” อ่อง ละวิน ทิ้งท้าย

สำหรับผู้สนใจร่วมชมนิทรรศการ “หลงรักทวาย” สามารถเยี่ยมชมได้ที่ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 มกราคม- 5 กุมภาพันธ์ 2560 และติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของทวายได้ที่ เฟซบุ๊ก ท่องทวาย Dawei Journey
https://www.facebook.com/visitdawei/?fref=ts

โดย จารยา บุญมาก

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.