สวนกล้วยจีนในแขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ที่กำลังก่อปัญหาให้กับชาวบ้านและสิ่งแวดล้อม

นักธุรกิจชาวจีนที่ลงทุนทำสวนกล้วยในลาวต่างเตรียมปิดกิจการในลาวและย้ายไปประเทศอื่น ขณะที่บางส่วนหันไปปลูกพืชชนิดอื่นแทนหลังจากขาดทุน

นาย Ruan Shui Jin ที่ปรึกษาทางเทคนิคของสวนกล้วยจีนหลายแห่งในแขวงบ่อแก้ว ซึ่งเป็นแหล่งปลูกกล้วยที่สำคัญในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ได้ให้สัมภาษณ์กับ Vientiane Times ในโอกาสที่มีการประชุมหอการค้าจีน ประจำมณฑลฟูเจียน ที่เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำที่ผ่านมา โดยระบุว่า ประเทศลาวได้ดึงดูดนักลงทุนชาวจีนเนื่องจากอยู่ใกล้ประเทศจีน อีกทั้งขนาดของพื้นที่เพาะปลูกและคุณภาพดินมีความเหมาะสม และคุ้มค่า แต่นักลงทุนหลายรายกลับไม่สามารถทำกำไรได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากปัญหาแรงงานและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

“นับตั้งแต่สวนกล้วยเริ่มดำเนินการในปี 2012 นักธุรกิจจีนยังคงขาดทุน เนื่องจากค่าแรงที่สูง ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 10,000 กีบ ไปเป็น 40,000 กีบ ต่อวัน ซึ่งในขณะนี้บางพื้นที่ค่าแรงสูงถึง 80,000 กีบ นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนเพื่อเคลียร์พื้นที่และทำถนนเชื่อมต่อเข้าไปในสวนกล้วยอีกหลายล้านกีบ”

ผลผลิตกล้วยทั้งหมดจะถูกส่งไปขายยังประเทศจีน ไม่มีการวางจำหน่ายในลาวแต่อย่างใด โดยจะถูกแพ็คลงในกล่องและส่งไปยังจีนทันทีหลังจากเก็บเกี่ยว ซึ่งในแต่ละปีมีการส่งออกกล้วยรวมแล้วกว่า 1.5 ล้านตัน

ทั้งนี้ หากธุรกิจสวนกล้วยในลาวยังคงขาดทุน นักธุรกิจจีนมีแผนที่จะย้ายฐานการเพาะปลูกไปยังเวียดนาม พม่า กัมพูชา หรือฟิลิปปินส์แทน แต่ในขั้นแรกจะมีการเปลี่ยนจากสวนกล้วยไปเป็นผลไม้ชนิดอื่นแทน อาทิ มะม่วง ส้มโอ และส้ม

อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับประเด็นที่สวนกล้วยจีนมีการใช้สารเคมีในปริมาณสูงนั้น นาย Ruan Shui Jin กล่าวว่า สารเคมีดังกล่าวใช้สำหรับกำจัดศัตรูพืช
ด้านเจ้าหน้าที่รัฐในแขวงบ่อแก้วระบุว่า นักลงทุนจีนได้เข้ามาทำสวนกล้วยในพื้นที่มากกว่า 5 ปีแล้ว โดยในปี 2015 มีสวนกล้วยจีนราว 11,000 เฮกตาร์ โดยล่าสุดลดลงเหลือ 8,000 เฮกตาร์ ภายใต้การดำเนินงานของ 43 บริษัท ส่วนใหญ่อยู่ในตำบลต้นผึ้งและห้วยทราย ทั้งนี้เนื่องจาก สวนกล้วยถูกสั่งปิดไปหลายแห่ง ขณะที่บางส่วนได้หันมาปลูกส้ม ฟักทอง และมะม่วงแทน ในจำนวนนั้น กว่า 500 เฮกตาร์ได้หันไปใช้ปุ๋ยธรรมชาติแล้ว

ทั้งนี้ แขวงบ่อแก้วเตรียมสั่งปิดสวนกล้วยอีก 18 แห่งตรวจสอบพบว่าละเมิดข้อตกลง โดยนาย Chanpheng Keudkong ประธานกรรมการการตรวจสอบในแขวงบ่อแก้ว ระบุ ได้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยเจ้าหน้าที่แขวงได้ทำการปรับเจ้าของสวนที่ไม่ทำตามกฎและนโยบาย การสั่งปิดจะมีผลบังคับหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตนับจากนี้ไป 2 ปี ซึ่งในบางเคส จะต้องปิดภายในหนึ่งปี

กฎข้อบังคับระบุว่าห้ามทำสวนกล้วยในพื้นที่นาข้าว หรือใกล้โรงเรียน หรือชุมชน ในพื้นที่ติดกับแหล่งน้ำ รวมทั้งมีการจำกัดปริมาณการใช้สารเคมีด้วย

ในปีที่แล้ว สำนักนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้สวนกล้วยจีนหลายแห่งที่กำลังเตรียมการปลูก ยุติการดำเนินการในทันที ส่วนหลายบริษัทที่ทำการเพาะปลูกไปแล้วหลายพันเฮกตาร์ ไม่ได้รับอนุญาตให้ปลูกเพิ่ม หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตที่มีอยู่ในขณะนั้น ทั้งนี้เนื่องจากพบว่ามีการใช้สารเคมีในปริมาณมาก เป็นอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม นอกจากทางตอนเหนือของลาวแล้ว ยังพบว่านักธุรกิจจีนยังได้เข้าไปทำสวนกล้วยในเขตชานเมืองเวียงจันท์อีกหลานพันเฮกตาร์

ที่มา http://www.vientianetimes.org.la/FreeContent/FreeConten_Chinese.htm

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.