สำนักข่าวชายขอบ
Transborder News

ชาวบ้านรัฐฉานร้องกองทัพพม่าคืนที่ดินทำกิน เผยเป็นแหล่งน้ำ-สถานที่สำคัญทางศาสนา ด้านผู้พลัดถิ่นหนีภัยสงครามชายแดนรัฐกะเหรี่ยงยังกลับบ้านไม่ได้ เหตุกับระเบิดเพียบ-ที่ดินถูกยึด

กลุ่มเยาวชนเมืองเกซี ทางใต้ของรัฐฉาน นำชาวบ้านในพื้นที่กว่า 300 คน มารวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้กองทัพพม่าที่ประจำอยู่ในพื้นที่ คืนที่ดินทำกินกว่า 500 ไร่ ที่ถูกกองทัพพม่ายึดไปโดยอ้างเรื่องความมั่นคงในพื้นที่ นอกจากพื้นที่ทำกินของชาวบ้านแล้ว ยังมีสถานที่สำคัญทางศาสนาอย่างเจดีย์เก่าแก่อายุ 200 ปี บ่อน้ำผุดของชุมชนถูกยึดรวมไปด้วย โดยชาวบ้านเตรียมยื่นหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมไปยังรัฐบาลในรัฐฉานให้เข้ามาช่วยแก้ปัญหา รวมถึงส่งหนังสือไปยังกองทัพพม่าในพื้นที่ด้วย

มีการเปิดเผยว่า กองทัพพม่าเคยส่งหนังสือแจ้งการยึดที่ดินดังกล่าว ซึ่งอยู่ในพื้นที่ “น้ำหนองโกง” เขตเมืองเกซี ตั้งแต่เมื่อปี 2545 แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ทราบ เนื่องจากไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ ล่าสุดกองทัพพม่าได้มาล้อมรั้วที่ดินดังกล่าวเอาไว้ ทำให้เจ้าของที่ดินได้รับความเดือดร้อน

ด้านนายจายเสือเซอ ผู้นำกลุ่มเยาวชนที่นำชาวบ้านออกมาเรียกร้องเปิดเผยว่า กองทัพพม่าได้ยึดเอาไร่สวนของชาวบ้าน ที่ดินเปล่า บ่อน้ำผุดที่ชาวบ้านใช้อาบใช้กิน โดยมีเจดีย์เก่าแก่ 2 องค์และศาลผีตามความเชื่อของชาวบ้านตั้งอยู่ในที่ดินที่ถูกยึดไปด้วย ทำให้ชาวบ้านออกมาคัดค้าน โดยชาวบ้านจะทำหนังสือร้องเรียนส่งไปยังรัฐบาลในรัฐฉาน ส.ส.ทุกคนในพื้นที่รวมถึงกองทัพพม่า

นายจายเสือเซอ ยังเปิดเผยอีกว่า การที่ทางกองทัพพม่ายึดเอาที่ดิน ที่มีสถานที่ทางศาสนาและศาลผีไป ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถประกอบพิธีกรรมที่ปฏิบัติสืบกันมายาวนาน เช่น งานบุญที่จัดขึ้นทุกปี โดยสถานที่สำคัญเหล่านี้มีมาตั้งแต่ยุคเจ้าฟ้าไทใหญ่ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่คนในพื้นที่ความเคารพนับถือ โดยหากทางกองทัพพม่ายอมคืนที่ดินให้กับชาวบ้านและชุมจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างมาก ทั้งนี้ บนที่ดินที่ถูกยึดไปยังมีบ่อน้ำผุด 7 แห่ง ที่ไหลรวมกันมาเป็นบ่อน้ำ “น้ำหนองโกง” และบ่อน้ำ “น่ำจากต่อ” ที่ชาวบ้านพึ่งพาบ่อน้ำดังกล่าวทั้งในด้านการทำเกษตรกรรมตั้งแต่สมัยยุคเจ้าฟ้าด้วยเช่นเดียวกัน

อีกด้านหนึ่ง ชาวบ้านทางเหนือของรัฐกะเหรี่ยง ได้ออกมาจัดกิจกรรมที่ค่ายผู้พลัดถิ่นภายใน “อี ตู ทา” ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับแม่น้ำสาละวิน ในอำเภอผาปูน เรียกร้องให้กองทัพพม่าคืนที่ดินทำกินของพวกเขา และถอนกำลังทหารออกจากหมู่บ้านที่พวกเขาเคยอยู่ ก่อนที่จะอพยพมาอยู่ที่ค่ายผู้พลัดถิ่นภายในแห่งนี้ โดยชาวบ้านระบุว่า หากทหารพม่ายอมถอนออกไปจะทำให้ชาวบ้านกล้ากลับไปที่หมู่บ้านภูมิลำเนาของพวกเขา ขณะที่ชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ที่ค่าย “อี ตู ทา” แห่งนี้มีอยู่ด้วยกันกว่า 4,000 คน และขณะนี้กำลังจะถูกตัดความช่วยเหลือจากแหล่งทุนต่างชาติในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในพม่า การลงนามหยุดยิง และกระบวนการสันติภาพที่กำลังดำเนินไป

มีรายงานว่า รัฐบาลพม่าให้การช่วยเหลือกลุ่มคนเหล่านี้น้อยมาก แม้ทางผู้พลัดถิ่นภายในอยากกลับบ้าน แต่ยังพบปัญหามากมาย เช่น ปัญหากับระเบิดที่มีอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่งในชุมชนของพวกเขา และที่ดินของผู้พลัดถิ่นเหล่านี้ยังคงถูกกองทัพพม่ายึดไว้ ทั้งนี้ ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา กองทัพพม่าได้ทำการโจมตีต่อต้านคนชาติพันธุ์อย่างหนัก เป็นเหตุให้มีประชาชนอพยพทิ้งบ้านเกิดของตัวเองมากกว่า 600,000 คน โดยเฉพาะจากภาคตะวันออกของประเทศพม่า แม้จะมีการพูดคุยทางการเมือง การปฏิรูป และความพยายามสร้างสันติภาพ นับตั้งแต่ปี 2555 แต่ก็ยังพบว่า ในปี 2560 นี้ ยังคงมีประชาชนต้องพลัดถิ่นฐานอยู่อีก 400,000 คน จากสงครามและการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยคนเหล่านี้ บางส่วนอาศัยอยู่ในป่า และอีก 120,000 คน อาศัยอยู่ตามค่ายผู้ลี้ภัยตามแนวชายแดนไทย-พม่า

ที่มา เว็บไซต์ข่าวไทใหญ่ Panglong/เว็บไซต์ข่าวกะเหรี่ยง Karen News

แปลและเรียบเรียงโดย สำนักข่าวชายขอบ

On Key

Related Posts

โฆษก KNU ประกาศไม่เหลือพื้นที่เจรจาให้ SAC ระบุต้องรบให้ชนะเท่านั้น ชวนประชาชนร่วมกำจัดปีศาจร้ายออกจากแผ่นดินกอทูเล เผยพยายามให้กระทบเศรษฐกิจน้อยที่สุด “เศรษฐา” ตั้งกก.ชุดใหญ่ติดตามดูแลสถานการณ์ความไม่สงบในพม่า ให้ปานปรีย์เป็นประธาน

วันที่ 18 เมษายน 2567 พะโดซอตอนี (Padoh Saw Taw NeRead More →

NUG เชื่อการปฏิวัติเข้าใกล้ชัยชนะ ส่งจดหมายกระชับไมตรีกองทัพว้า ชื่นชมมีส่วนสำคัญถอนรากSAC จับตาความเปลี่ยนแปลงภายหลังทูตจีนพบอดีต 3 นายพลผู้นำพม่า

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2567 สำนักข่าว Irrawaddy รายRead More →