
เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2560 ที่ห้องประชุม ที่ทำการอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) โดยนางเตือนใจ ดีเทศน์ ประธานอนุกรรมการด้านสิทธิมนุษยชนสถานะบุคคลของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง นายชาติชาย สุทธิกลม ประธานอนุกรรมการด้านสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ดร.จำเนียร วรรัตน์ชัยพันธ์ ผู้แทนองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ(IUCN) ประจำประเทศไทย และตัวแทนเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมภาคตะวันตก เขตงานตะนาวศรี ได้เข้าหารือกับนายมานะ เพิ่มพูล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ต่อกรณีปัญหาด้านที่ดินและปัญหาสถานะบุคคลของชาวบ้านบางกลอย ซึ่งเป็นชุมชนดั้งเดิมก่อนประกาศเขตอุทยานฯ

นายมานะ เพิ่มพูล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน กล่าวว่า อุทยานแห่งชาติฯ มีความพยายามอย่างเต็มที่ในการแก้ปัญหาการบุกรุกป่าไม้ในพื้นที่อนุรักษ์ โดยยึดแนวทางการจัดการที่จะไม่เกิดความขัดแย้งกับชุมชนที่อยู่ในป่า จึงตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน (PAC) ที่ประกอบไปด้วยคณะกรรมการ 25 คน จากหน่วยงานระดับจังหวัด ระดับอำเภอ และผู้แทนองค์กรท้องถิ่น ซึ่งในการประชุมครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา มีมติให้สำรวจและจัดทำข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินของชุมชน โดยใช้เครื่องมือจัดการพื้นที่อนุรักษ์ตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องที่เกี่ยวข้องคือ มติครม. 30 มิถุนายน 2540 คำสั่งคสช. 66/2557 และมาตรา 19 พรบ.ป่าสงวนแห่งชาติ
“เราพยายามแก้ปัญหา ตั้งคณะกรรมการ PCA เพื่อให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ช่วยกันดูแลพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ควบคุมป้องกันไม่ให้มีการขยายหรือบุกรุกป่าเพิ่มขึ้น เราให้ชาวบ้านเป็นผู้นำชี้แปลงที่ดิน ประกอบกับดูภาพถ่ายทางอากาศ และให้ชาวบ้านที่มีบัตรประชาชนลงชื่อยืนยันการครอบครอง ซึ่งมีชาวบ้าน 2 รายที่ไม่มีบัตรประชาชน ตอนนี้ข้อมูลใกล้จะจัดทำเสร็จ แล้วจะส่งให้ PCA ร่วมพิจารณาแนวทางดำเนินการต่อไป” นายมานะ กล่าว
นายมานะ กล่าวต่อว่า ต้องยอมรับว่าในการสำรวจการใช้ประโยชน์ที่ดินขั้นต้นนี้ ยังไม่ได้เป็นการเก็บข้อมูลสถานะทางทะเบียน เนื่องจากต้องการเร่งทำข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่อนุรักษ์ และนำกลไกกฎหมายมารองรับ เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายในการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ 1.8 ล้านไร่ เพื่อให้ป่าต้นน้ำเพชรบุรีและต้นน้ำปราณบุรี ได้รับการยกเป็นมรดกโลก

นายชาติชาย สุทธิกลม ประธานอนุกรรมการด้านสิทธิในกระบวนการยุติธรรม กสม. กล่าว่า จากการที่ได้ลงไปสำรวจพื้นที่วันนี้ ทำให้เห็นปัญหาของชาวบ้านหลายเรื่อง ซึ่งหากสามารถแก้ปัญหาสถานะบุคคลและจัดสรรที่ทำกิน ให้อยู่ได้อย่างไม่ลำบากเกินไป ก็เชื่อว่าชาวบ้านจะไม่ต้องการขยายพื้นที่หรือกลับเข้าไปอยู่ที่บ้านใจแผ่นดิน(บ้านบางกลอยบน) ที่อาจจัดทำรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินพิเศษ ที่ใช้กลไกระดับชุมชนกำหนดเป็นกติกาหมู่บ้าน เช่น กำหนดที่ดินแปลงพิเศษสำหรับปลูกไม้ใช้สอยของชุมชน เป็นต้น
“ปัญหาคือ เรายังไม่มีระบบการจัดการที่ดินเพื่อประชาชนมีสิทธิเพื่อยังชีพได้ และต้องพัฒนาสถานะบุคคลให้ชาวบ้านมีสิทธิเหมือนคนอื่น พอชาวบ้านถูกย้ายลงมาอยู่ที่บางกลอยก็ทำไร่หมุนเวียนไม่ได้ ดังนั้นการบังคับใช้กฎหมายรุนแรงเท่าไร ผลสะท้อนกลับก็จะเจอการต่อต้านกลับมาแรงมากขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อการเสนอแก่งกระจานเป็นมรดกโลกด้วย” นายชาติชาย กล่าว
นางเตือนใจ ดีเทศน์ กสม. กล่าวว่า ประธานอนุกรรมการด้านสิทธิมนุษยชนสถานะบุคคลของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง กล่าวว่า วันนี้ตกใจมากที่เห็นกระบวนการการสำรวจแปลงที่ดินของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน มีความเกี่ยวข้องกับสถานะบุคคล ที่มีข้อมูลชาวบ้านเพียง 2 รายที่ยังไม่มีบัตรประชาชน แต่การที่ไปเจอชาวบ้านในวันนี้ก็พบว่า ชาวบ้านมีการเก็บข้อมูลชุมชน ที่เฉพาะบ้านบางกลอยมีปัญหาสถานะบุคคลเกือบ 300 คน รวมไปถึงปู่คออี้ ที่อยู่มีชีวิตอยู่มานานถึง 106 ปี ทำให้คนที่ยังไม่มีบัตรประชาชนก็ไม่ได้รับการเก็บข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งตนเองคิดว่าไม่ใช่ความผิดของใคร แต่เรื่องนี้เป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายต้องหาทางออกในทางกฎหมายในทางกฎหมาย
ด้าน ดร.จำเนียร วรรัตน์ชัยพันธ์ ผู้แทน IUCN กล่าวว่า จากการที่ได้พูดคุยกับหลายฝ่าย ทุกคนต้องการผลักดันให้ไทยเป็นผู้นำมรดกโลกทางธรรมชาติ ซึ่งตนเสนอว่าควรจะทำให้ป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลกตัวอย่าง ที่มีความโดดเด่นของความหลากหลายทางธรรมชาติและวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่น จึงจำเป็นต้องสร้างกลไกการบริหารจัดการพื้นที่มรดกโลกให้มีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดความเป็นเจ้าของร่วมกันในการทำงานอนุรักษ์และพัฒนาไปพร้อมกัน ถึงวันนี้จะยังมีอุปสรรคในแง่กฎหมาย แต่ก็เห็นความพยายามของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ที่มีทัศนคติการใช้กฎหมายในด้านบวก คือพยายามสร้างกลไกใหม่เพื่อให้คนอยู่กับป่าได้อย่างสมดุล แต่อย่างไรก็ตามอยากเสนอให้มีการแก้ไขสัดส่วนคณะกรรมการใน PAC ที่เพิ่งตั้งขึ้นมาก เนื่องจากยังขาดความหลากหลาย ที่มีเพียงตัวแทนหน่วยงานของรัฐ ควรเพิ่มตัวแทนของภาคประชาชน และตัวแทนชุมชนพื้นเมืองเข้าไปร่วมทำงาน ซึ่งจะจะเป็นผลดีต่อการผลักดันให้ป่าแก่งกระจายได้เป็นมรดกโลก
นายวุฒิ บุญเลิศ ประธานกรรมการเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมภาคตะวันตก เขตงานตะนาวศรี กล่าวว่า ขอยืนยันว่าชาวบ้านไม่ได้คัดค้านการผลักดันป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลก แต่ถ้ามรดกโลกนี้ไม่ได้มองคนเป็นส่วนหนึ่งของความหลากหลายก็จะนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้ง เพราะการขาดการมีส่วนร่วมจะยิ่งทำให้เกิดความเสียหายมากกว่าการพัฒนาให้เป็นมรดกโลก ดังนั้นจึงต้องให้ความสำคัญต่อการบริหารจัดการหรือการดูแลพื้นที่ให้เกิดการมีส่วนร่วม แต่จากการลงพื้นที่สำรวจของเครือข่าย ที่เก็บข้อมูลทั้งประวัติชุมชน ผังตระกูล ลำน้ำ ซึ่งเป็นไปตามหลักวิชาการ ยังพบปัญหาแนวเขตที่ดินชุมชน สถานะบุคคล ซึ่งเกี่ยวเนื่องต่อสิทธิของชุมชนในพื้นที่อนุรักษ์ ดังนั้นในอีก 4 เดือนข้างหน้า ข้อมูลที่ชาวบ้านจัดทำจะเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งจะนำเสนอต่อตัวแทนหลายฝ่าย ทั้ง IUCN ยูเนสโก และกสม. ก่อนจะนำมาหารือกับอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เพื่อร่วมกันทำงานแก้ปัญหาต่อไป
ทั้งนี้ภายหลังการหารือกับอุทยานฯคณะกสม.ได้ลงพื้นที่บ้านบางกลอยใหม่ และได้เข้าเยี่ยมนายคออี้ มีมิ ผู้เฒ่าชาวกะเหรี่ยงวัย 106 ปี โดยตอนหนึ่งนายคออี้ได้กล่าวว่า “มาอยู่ที่นี่ (โป่งลึก) เหมือนมาแย่งที่คนอื่นอยู่ ไม่สบาย ลมพัดมาก็เป็นลมร้อน เหมือนนกเอาไข่ของคนอื่นมากก ไม่ใช่ไข่ของตัวเอง อยากกลับบ้านไปอยู่ที่บ้านของเราเอง (ที่บางกลอยบนในป่าแก่งกระจาน)”