
เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2560 ที่สำนักงานกลางนักเรียนคริสเตียน (สนค.)กรุงเทพฯ มีการจัดเวทีร่วมรับฟังข้อมูลว่าด้วยความรับผิดชอบในการลงทุนข้ามพรมแดนของไทยในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบในการลงทุนข้ามพรมแดนของไทย (Thai ETOs Watch )ซึ่งมีวิทยากรจากกลุ่ม The Mekong Butterfly เป็นผู้นำเสนอข้อมูล
ทั้งนี้การนำเสนอเป็นข้อมูลจากการติดตามการลงทุนของไทย ทั้งภาครัฐ และภาคธุรกิจเอกชน ที่ลงทุนข้ามพรมแดนในประเทศเพื่อนบ้าน ในโครงการขนาดใหญ่ และได้สร้างผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน และทรัพยากรสิ่งแวดล้อมรวมถึงบางโครงการที่มีแผนดำเนินการซึ่งอาจจะส่งผลกระทบในอนาคต รวมทั้งสิ้น 12 โครงการ คือ 1.โครงการเขื่อนฮัตจี รัฐกะเหรี่ยง พม่า 2.โครงการเหมืองถ่านหินบานชอง เมืองทวาย พม่า 3.โครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย พม่า 4.โรงงานผลิตปูนซีเมนต์ มะละแหม่ง รัฐมอญ พม่า 5.โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน เมืองเย รัฐมอญ พม่า 6.โครงการเขื่อนไซยะบุรี แขวงไซยะบุรี ลาว 7.โครงการเขื่อนปากแบง แขวงอุดมไซ ลาว 8.เหมืองแร่ถ่านหินและโรงไฟฟ้าหงสา เมืองหงสา แขวงไซยะบุรี ลาว 9.โครงการเพาะปลูกอ้อยและโรงงานน้ำตาลเกาะกง จังหวัดเกาะกง กัมพูชา 10.โรงงานน้ำตาลที่โอดอเมียนเจย (อุดอนมีชัย ) กัมพูชา 11.เหมืองถ่านหินเฮ็นดา เมืองทวาย พม่า 11.โรงปูนซีเมนต์และโรงไฟฟ้าถ่านหิน เมืองเมาะลำไย พม่า 12.โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกวางจิ จังหวัดกวางจิ ประเทศเวียดนาม
ทั้งนี้ภาพรวมของข้อมูลชี้ให้เห็นผลกระทบใน 3 ลักษณะ คือ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม และด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งรูปแบบการลงทุนในแต่ละประเทศมีรูปแบบคล้ายกัน คือเป็นการลงทุนข้ามพรมแดนทั้งจากภาครัฐและเอกชน ที่เข้าไปแสวงหาประโยชน์จากประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศและนโยบายด้านการพัฒนาพลังงาน รวมถึงช่องว่างและมาตรฐานทางกฏหมายที่แตกต่างกันของประเทศเพื่อนบ้าน ก็เป็นปัจจัยจัยสำคัญที่ทำให้ง่ายต่อการลงทุนและดำเนินการ

นายมนตรี จันทวงศ์ กลุ่ม The Mekong Butterfly ผู้นำเสนอข้อมูล กล่าวว่า ทั้ง 12 โครงการนี้ เป็นกรณีตัวอย่างการเข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านที่ในอดีตยังไม่มีกฏหมายสิ่งแวดล้อม หรือกลไกควบคุมให้มีการทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(EIA) จึงไม่มีการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อชาวบ้านหรือสาธารณะได้รับรู้ แม้กระทั่งภายหลังจะมีการออกฏหมายบังคับให้ทำ EIA แต่ก็มีการอาศัยช่องว่างกฏหมายกำหนดขอบเขตการศึกษา การเปิดเผยข้อมูลจึงอยู่ภายใต้ขอบเขตที่ถูกกำหนดไว้ อย่างเช่น โครงการเขื่อนฮัตจี ที่การศึกษาครั้งแรกระบุว่าไม่กระทบต่อประเทศไทย แต่เมื่อมีการศึกษาใหม่มีการพบว่าจะกระทบถึงไทย หรือกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินในรัฐมอญที่จำกัดขอบเขตการทำ EIA เพียงรัศมี 5 กิโลเมตร รวมไปถึงการเปิดเผยข้อมูลที่หลายกรณีไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ เช่น โครงการในกัมพูชา และพม่า เป็นข้อมูลที่ได้รับการเปิดเผยจากสื่อมวลชนและองค์กรเอกชนในประเทศนั้นๆ
นายมนตรี กล่าวต่อว่า โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นปัญหาสำคัญ เพราะแทบไม่มีการเปิดเผยข้อมูลใดๆ โดยเฉพาะกรณีเขื่อนบนแม่น้ำโขงและเขื่อนบนแม่น้ำสาละวิน ที่การศึกษาผลกระทบและกระบวนการมีส่วนร่วมถูกจำกัดด้วยพรมแดน ไม่มีการศึกษาถึงพื้นที่เหนือเขื่อน หรือประเทศท้ายน้ำที่จะได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำ ไปไกลถึงในไทย กัมพูชา และเวียดนาม อีกทั้งโครงการโรงไฟฟ้าหงสาที่มีการสร้างสายส่งข้ามมาในประเทศไทยผ่านพื้นที่หลายจังหวัด ก็มีการแยกโครงการโครงข่ายสายส่ง ทำให้การรับฟังความคิดเห็นและการศึกษาผลกระทบถูกจำกัด จึงไม่สามารถตั้งคำถามถึงการสร้างโรงไฟฟ้าในลาวได้ อีกทั้งในพม่าและกัมพูชาพบว่ามีอาศัยช่องว่างของกฎหมาย มีการข่มขู่ คุกคามชาวบ้าน ในการยึดที่ดินชุมชน เพื่อเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงใหญ่ โดยไม่มีการรับฟังความคิดเห็นและเยียวยาอย่างเหมาะสม

นายมนตรี กล่าวอีกว่า แม้ปัจจุบันไทยและประเทศเพื่อนบ้านจะมีกฏหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังขาดกลไกข้ามพรมแดนที่จะกำกับหรือดูแลการลงทุนในต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อใม่ให้ส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม และไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน เนื่องจากกรณีตัวอย่างจากเขื่อนฮัตจึที่ไม่มีการศึกษาผลกระทบถึงไทย กรณีเขื่อนไซยะบุรีที่ศาลไทยตีความว่าอยู่นอกขอบเขตอธิปไตยของประเทศไทย สำหรับกลไกที่มีอยู่ เช่น คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(กลต.) ก็ไม่ได้มีกลไกการตรวจสอบเชิงรุกที่จะดูแลบรัษัทเอกชนให้ดำเนินการอย่างมีธรรมาภิบาล รวมไปถึงอำนานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ที่มีเพียงอำนาจการตรวจสอบและให้ข้อเสนอต่อรัฐบาลเท่านั้น ส่วนคณะกรรมการธิการแม่น้ำโขง(MRC) ที่ตั้งขึ้นเพื่อเป็นกลไกเพื่อปกป้องสิทธิชุมชน กลับกลายเป็นกลไกเพื่อสร้างความชอบธรรมให้โครงการ