
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2560 นายสุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ ศิลปินชาวปกาเกอะญอ (กะเหรี่ยง) และอาจารย์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า จากการจัดกิจกรรม “ซับน้ำตา อิตูท่า” เพื่อระดมทุนช่วยเหลือชาวกะเหรี่ยงในค่ายอพยพที่ชายแดนค่ายอิตูท่ากับค่ายอูแวโกลซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำสาละวิน ตรงกันข้ามกับอ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งประสานงานดำเนินการโดยคณะทำงานกลุ่มเยาวชนกะเหรี่ยงชายแดน (BKYWG) ที่เริ่มขึ้นครั้งแรก ณ คริสตจักรสมานสามัคคี อ.แม่สอด จ.ตาก นั้นได้รับการช่วยเหลือและสนับสนุนจากชุมชนชาวกะเหรี่ยงและเครือข่ายภาคีตลอดจนประชาชนทั่วไปหลายภาคส่วนเป็นอย่างดี แต่ทางผู้จัดยังมิได้ข้อสรุปเรื่องของจำนวนเงินและสิ่งของบริจาคทั้งหมดในตอนนี้ เพราะตั้งใจว่าจะเปิดให้ผู้สนใจมีส่วนร่วมระดมทุนได้มีโอกาสเข้ามาสมทบทุนจนถึงวันที่ 8 ตุลาคม 2560 จากนั้นเครือข่ายสตรีกะเหรี่ยงอาจจะเป็นผู้จัดส่งเสบียงอาหารไปให้ชาวบ้านในค่ายอพยพทั้ง 2 แห่ง
“ผลตอบรับที่แม่สอดถือว่าดีมากครับ ผมได้ข้าวสารเกือบ 40 กระสอบ และมีอาหารแห้งจำนวนมาก แต่ในเรื่องของเงินที่ผู้มีอุปการะคุณสมทบเข้ามายังไม่ได้นับ ทีนี้พวกเราคุยกันว่าเนื่องจากค่ายอพยพไม่ได้มีเพียง 2 ค่าย เราตั้งใจว่าจะสานต่อกิจกรรมนี้ต่อไป โดยให้เครือข่ายเยาวชนกะเหรี่ยงชายแดนเป็นผู้ประสานงานหลักในการจัดกิจกรรมระดมทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในค่ายอพยพอื่น ๆ ที่เราสามารถเข้าถึงและช่วยเหลือได้ เนื่องจากชาวบ้านที่เดือดร้อนไม่ได้มีแค่กะเหรี่ยงเท่านั้น และจากผลตอบรับขอสังคมที่เห็นมาสร้างความประทับใจมาก จึงคิดว่าจะสร้างกิจกรรมดีดีอย่างนี้ต่อไป เบื้องต้นวางแผนไว้ว่าจะจัดระดมทุนทุกๆ 3 เดือน ซึ่งเยาวชนที่เล่นดนตรีก็ยินดีจะเข้ามาช่วยและทำงานด้วยจิตอาสาไม่มีค่าตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ครั้งหน้าอาจจะปรับรูปแบบกิจกรรมที่ไม่ใช่แค่เล่นดนตรีหรือพูดคุยอย่างเดียว” นายสุวิชาน กล่าว

ด้านนายทิพย์ ฤาชัยตระกูล ที่ปรึกษาเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมจังหวัดตาก หนึ่งในองค์กรที่ร่วมสมทบทุนช่วยเหลือผู้ลี้ภัยจากการสู้รบกล่าวว่า เบื้องต้นรู้สึกยินดีที่ได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือพี่น้องชาติพันธุ์กะเหรี่ยง และดีใจที่ได้เห็นชาวบ้านหลายกลุ่มแสดงความห่วงใยและเห็นใจพี่น้องที่ยังหลบหนีภัยสงครามและอาศัยอยู่ตามแนวชายแดน แต่การช่วยเหลือด้านอาหาร เงินทอง เป็นเพียงการช่วยเหลือระยะสั้นและเป็นการสงเคราะห์ชาวบ้านที่เกิดขึ้นชั่วคราว
นายทิพย์กล่าวว่า ความเห็นส่วนตัวคิดว่า ถ้าหากมีโอกาสได้ร่วมหารือกับเครือข่ายชาวบ้าน หรือองค์กรหรือชุมชนคิดว่าชาวกะเหรี่ยงจะตองพัฒนากิจกรรมที่สามารถเจรจาต่อรองเรื่องสันติภาพ กับฝ่ายทหารพม่าได้เพื่อไม่ให้เกิดการสู้รบหรือสร้างความรุนแรงให้แก่พี่น้องที่บริสุทธิ์ต่อไป จะสังเกตว่า วิกฤติผู้อพยพส่วนมากเกิดจากการที่ฝ่ายใดฝายหนึ่งไม่ยอมอ่อนข้อต่อกันแล้วสุดท้ายการสู้รบจะพลาดเป้าจากเจตนาที่จะปราบปรามกองกำลังผู้ก่อการร้ายหรือฝ่ายอธรรมก็กลับกลายเป็นทำร้ายฝ่ายบริสุทธิ์จึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่พี่น้องชาวกะเหรี่ยงจะต้องมาสร้างพันธมิตรระหว่างกันอาจจะเป็นพันธมิตรระหว่างชาติพันธุ์กะเหรี่ยงและคนไทยทั่วไปหรืออาจจะเป็นพันธมิตร ระหว่างกะเหรี่ยงกับกลุ่มอื่นก็เป็นได้และหวังไว้เป็นอย่างยิ่งว่าการช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อนจากการสู้รบจะพัฒนาไปสู่การสร้างชุมชนที่ยั่งยืนให้ชาวบ้านได้กลายเป็นชุมชนที่พึ่งตนเองได้มีการสร้างเศรษฐกิจเล็กๆเป็นเศรษฐกิจฐานรากที่อยู่ในค่ายอพยพเองหรืออาจจะเรียกว่า เปลี่ยนน้ำตาเป็นความพยายาม (tears เป็น try)
นายทิพย์ กล่าวต่อว่า ในการพัฒนาชุมชนเพื่อพึ่งตนเองดังกล่าวจำเป็นที่จะต้องอาศัยโอกาสทางการเข้าถึงทรัพยากรและตราบใดที่ชาวบ้านกลุ่มนี้ไม่มีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพวกเขาย่อมสร้างเนื้อสร้างตัวได้ยากดังนั้นความท้าทายของกะเหรี่ยงวันนี้ไม่ใช่แค่เพียงความท้าทายในด้านการเข้าถึงอาหารแต่มันต้องเป็นความท้าทายในด้านความมั่นคงด้านอาหารและทรัพยากรที่จำเป็นด้วย และวิกฤติผู้อพยพในขณะนี้ที่ยังมีตามแนวชายแดนไทยพม่าเป็นผลมาจากความรุนแรงหากแผนสันติภาพไม่ลงตัวก็จะยิ่งทำให้ความรุนแรงมากขึ้นและคนที่ได้รับความเดือดร้อนก็จะมากขึ้นตามไปด้วยดังนั้นการช่วยเหลือผู้อพยพสมัยใหม่จำเป็นที่จะต้องรู้เท่าทันบริบทสังคมและการเมืองและพัฒนาชุมชนเป็นภาคประชาสังคมเพื่อการอยู่ร่วมกัน
“เวลาระดมทุนที่เราจะเห็นว่าชาวบ้านมากันเยอะมาก ผมคิดว่านี่แหละคือโอกาสที่จะสร้างประชาสังคมชาวกะเหรี่ยงร่วมกับพันธมิตรชาติพันธุ์หรือบุคคลบนพื้นที่อื่น สังเกตว่าไม่มีใครทิ้งใคร หากเรามีความเห็นใจซึ่งกันและกันในการที่จะหาเงินหาอาหารมาช่วยเหลือตลอดเวลา เช่นนี้ย่อมทำให้การตั้งตัวเป็นไปได้ยากเพราะเราจะสังเกตว่าตั้งแต่ชาวบ้านในค่ายอพยพถูกตัดความช่วยเหลือปัญหามันเกิดขึ้นมากมายดังนั้นเราต้องเปิดเวทีให้มีการคุยกันเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนผู้อพยพในมิติทั้งการศึกษา อาชีพ และระบบสวัสดิการในพื้นที่ขายอพยพที่ไม่เพียงแค่สงเคราะห์ยา อาหาร ที่อยู่ แต่ต้องมุ่งที่การพัฒนาสิทธิและหน้าที่ของพลเมืองในค่ายอพยพไปพร้อมพร้อมกัน” นายทิพย์กล่าว
ทั้งนี้เมื่อคืนวันที่ 30 กันยายน ที่คริสจักรสมานสามัคคี อ.แม่สอด จ.ตาก ได้มีการจัดระดมทุนเพื่อนำรายได้บริจาคให้ชาวเหรี่ยงในศูนย์พักพิงอินตุท่า ซึ่งกำลังจะถูกตัดความช่วยเหลือโดยเฉพาะข้าวสาร โดยมีชาวกะเหรี่ยงและชาวไทยเดินทางมาร่วมกันอย่างคับคั่ง โดยได้ร่วมกันบริจาคข้าวสาร อาหารแห้ง พร้อมทั้งมีกิจกรรมการแสดงดนตรีโดย สลับกับการฉายสารคดีบ้านเธอก็บ้านฉันเรื่อง “โรงเรียนในหุบเขา” เพื่อนำเสนอถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านและสถานการณ์การศึกษาของเยาวชนผู้ลี้ภัย โดยผู้ผลิตสื่อชาวกะเหรี่ยง
สำหรับผู้สนใจสามารถร่วมสมทบทุนได้ที่ บัญชี “พัฒนาศิลปะดนตรีกะเหรี่ยง ธนาคารกสิกรไทย สาขาเทสโก้โลตัส แม่สอด บัญชีเลขที่ 006-8-17663-8



