Search

จำใจอำลาหลุมฝังศพ เมื่อเขื่อนเริ่มทดน้ำ เรื่องเศร้าของชาวเขมร

ภาพจาก www.phnompenhpost.com

สำนักข่าาพนมเปญโพสต์ รายงานเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2560 ว่า ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ชาวบ้านหมู่บ้านสะเรกอ 78 ครัวเรือนซึ่งอยู่ในเขตอ่างเก็บน้ำเขื่อนเซซานล่าง 2 ในจังหวัดสตรึงเตรง ประเทศกัมพูชา ได้ตัดสินใจย้ายออกจากหมู่บ้านเดิมแล้ว และเมื่อประตูเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำปิดลงเมื่อวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้ระดับน้ำสูงในเขื่อนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และชาวบ้านกว่า 60 ครัวเรือนต้องจมอยู่ในน้ำ แม้จะยื้อเผชิญหน้ากับระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆอย่างที่ไม่สามารถจะป้องกันอะไรได้ ชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์ลาวก็ได้ย้ายออกจากหมู่บ้านเดิมเมื่อวันที่ 16 ที่ผ่านมา

นายฟุต เคือน ตัวแทนชาวบ้านสะเรกอ กล่าวว่า ระดับน้ำในหมู่บ้านสูงขึ้นที่ 3.5 เมตร ซึ่งท่วมบ้านบางหลังรวมถึงบ้านของเขาด้วย

“เราอยู่ที่นั่นไม่ได้อีกแล้ว อยู่กับน้ำมันยากไม่เหมือนกับอยู่บนดิน ระดับน้ำยังเพิ่มระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ”นายฟุต เคือน กล่าว

ขณะที่นางไซภรรยาของนายเคือน กล่าวว่า ชาวบ้านสะเรกอได้ย้ายข้าวของเครื่องใช้ไปยังที่ไร่นาสวนของพวกเขาซึ่งอยู่ไกลออกไป 4 กิโลเมตร เพราะที่ดินบริเวณนั้นคงปลอดภัยจากน้ำท่วม

“ไม่มีใครอยู่ในหมู่บ้านแล้วตอนนี้” เธอให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ “ก็ยังมีบางคนที่กำลังย้ายข้าวของจากหมู่บ้าน”

เมื่อเดือนที่แล้ว นายกรัฐมนตรี ฮุน เซ็น ได้ร่วมพิธิเปิดเขื่อนอย่างเป็นทางการ โดยผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอันกว้างขวางถูกกลบด้วยมูลค่าการลงทุนของเขื่อนกว่า 800 ล้านเหรียญสหรัฐและกำลังไฟฟ้ากว่า 400 เมกะวัตต์ โดยคาดว่าเขื่อนจะผลิตไฟฟ้าได้ในราคาถูกและเพิ่มการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าบางสนในประเทศที่ยังไม่เพียงพอ

ขณะนี้ยังไม่มีตัวแทนจากบริษัทเขื่อนเซซานล่าง 2 ให้สัมภาษณ์ใดๆ

อย่างไรก็ตามยังมีชาวบ้านสะเรกอ และกะบาลโรเมีย อยู่ในตำบลเซซานไม่ยอมที่จะโยกย้ายและอยู่เผชิญหน้ากับโครงการพัฒนาขนาดใหญ่นี้ตั้งแต่ปี 2014

การคัดค้านส่วนใหญ่เกิดจากความผูกพันทางจิตวิญญาณของชาวบ้านกับที่ดินหลุมฝังศพของบรรพบุรุษ และพวกเขาเชื่อว่า ชะตากรรมของพวกเขาเชื่อมโยงกับวิญญาณเหล่านั้น หลายๆ คนกังวลว่า ถ้าย้ายออกจากถิ่นเดิม จะทำให้พวกเขาสูญเสียต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรมส่วนใหญ่ที่ยังพึ่งพาการประมงเพื่อการดำรงชีวิต

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หน่วยงานจังหวัดสตรึงเตรงได้ส่งจดหมายแจ้งแก่ชาวบ้านสะเรกอและกะบาลโรเมียว่า บริษัทจะทำการปิดประตูระบายน้ำเพิ่มเพื่อที่จะเริ่มปั่นไฟครั้งแรกในสิ้นเดือนพฤศจิกายนนี้

เนื้อหาจดหมายระบุด้วยว่า “ระหว่างการปิดประตูระบายน้ำ ระดับน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นในสองหมู่บ้านและจะจมทั้งหมดแน่นอน”

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ชาวพะนอง 58 คนจากบ้านกะบาลโรเมีย ยังคงยืนหยัดอยู่ที่หมู่บ้านของพวกเขา เพราะระดับน้ำยังท่วมไม่ถึง

นายลัต วิบูน ชาวบ้านกะบาลโรเมีย กล่วาวว่า ชาวบ้านบางคนก็กำลังเตรียมพร้อมที่จะย้ายไปยังเนินเขาที่ปลอดภัยในเขตบ้านเดียวกัน ที่ซึ่งเป็นพื้นที่ทำกินของพวกเขา แต่จะย้ายก็ต่อเมื่อน้ำท่วมถึงหมู่บ้าน และคงไม่ใช่เร็ว ๆ นี้แน่นอน แม้ขณะนี้นาข้าวที่อยู่ใกล้ๆบางส่วนถูกน้ำท่วมแล้ว และระดับน้ำสูงประมาณหัวเข่าและระดับเอวในบางพื้นที่ แต่ยังไม่ท่วมถึงหมู่บ้าน

ด้านนายมัน กง โฆษกประจำจังหวัดสตรึงเตร็ง กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้เสนอค่าชดเชยแก่ครอบครับที่จะต้องย้ายไปยังพื้นที่จัดสรรที่รัฐบาลจัดให้หรือพื้นที่ที่พวกเขาต้องการ โดยค่าชดเชยประมาณ 6,000 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐ หรือที่ดินจำนวน 5 เฮกตาร์รวมทั้งบ้านหลังใหม่

“เราให้ค่าชดเชยเพื่อโยกย้าย ถ้าเขายอมรับได้ พวกเขาจะไม่ได้รับอนุญาตให้กลับมายังหมู่บ้านเดิม เพราะบ้านของพวกเขาจะต้องจมอยู่ใต้น้ำ” นายมัน กง กล่าว

ทั้งนี้ในเนื้อความของจดหมายล่าสุด หน่วยงานท้องถิ่นของจังหวัดสตรึงเตร็ง ได้ระบุเส้นเตายว่า “ชาวบ้านต้องยอมรับค่าชดเชยภายในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ ในกรณีไม่รับค่าชดเชย ทางคณะกรรมการจังหวัดและบริษัทไฟฟ้าพลังน้ำเซซานล่าง 2 จะไม่รับผิดชอบต่อการสูญเสียใด ๆ ของชาวบ้าน”

อย่างไรก็ตาม นายวิบูน กล่าวว่า เขาและชาวบ้านคนอื่น ๆ ไม่ได้กังวลต่อจดหมายนี้ และทางหน่วยงานจังหวัดสตรึงเตร็งได้ห้ามไม่ให้คนข้างนอก รวมถึงเอ็นจีโอ และสมาชิกของชุมชนใกล้เคียง เข้าไปยังพื้นที่สองหมู่บ้านนี้ ขณะนี้ระดับน้ำของอ่างเก็บน้ำอยู่ที่ 73 เมตร และกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง