
เกือบ 60 ปีแล้ว ที่ลุงดัน กล้าทะเล เติบโตอยู่บนผืนแผ่นดินไทยแถวหาดทับตะวัน อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ถ้าประเทศไทยคือประชาชาติไทย แกและบรรพบุรุษก็คือไทยแท้ เพียงแต่มีภาษาและวัฒนธรรมแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ และเขาเรียกพวกแกว่า “ชาวเล” หรือ “มอแกน” เช่นเดียวกับคนที่มีนามสกุล “หาญทะเล” และ “นาวารักษ์”
“ตอนลุงเล็กๆ ยังพอทันเห็นเรือใบของพวกเราชักแถวกันออกทะเล ย้ายไปอยู่ตามเกาะ แต่ลุงไม่เคยย้ายไปไหน เมื่อก่อนแถวนี้ยังเป็นป่าดิบ มีเสือ มีลิงอยู่เยอะแยะ ต้นไม้ก็ต้นโตๆ ไม้สัก ไม้ตะเคียนมีทั้งนั้น สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เราหนีญี่ปุ่นที่ยกพลขึ้นบกแถวนี้ไปอยู่ในป่า อาศัยขุดเผือกขุดมันกินกันเลย” ลุงดันยืนยันถึงอดีตอันยาวนานของแกบนผืนแผ่นดินบ้านทับตะวัน
บ้านทับตะวันเป็นหมู่บ้านเล็กๆ แม้ก่อนหน้านี้ยังไม่เป็นที่รู้จักกันเท่าไหร่ แต่เมื่อคลื่นยักษ์ถล่ม หมู่บ้านแห่งนี้ถูกกล่าวถึงในแง่ของความเสียหายให้ได้ยินมากขึ้น
ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวมอแกน แต่ลุงดำเรียกตัวเองว่า “มอแกลน” โดยอธิบายว่า มอแกนเป็นพวกที่อยู่บนเกาะ ส่วนพวกแกที่อาศัยอยู่ชายฝั่งเรียกว่ามอแกลน
“สมัยนั้นตอนเขามาทำเหมืองแร่ที่นี่ ครอบครัวลุงก็ขยับบ้านออกมา แต่ก็ยังอยู่ในบริเวณนี้แหละ ลุงรับจ้างดำแร่บ้าง ออกทะเลบ้าง ไม่เดือดร้อนอะไร แม้คนข้างนอกเขาจะมองพวกเราสกปรก แต่พวกเราก็อยู่กันมาได้ด้วยดี”
ลุงดันก็เหมือนชาวประมงทั่วไป มีชีวิตขึ้นลงตามน้ำทะเล แต่คราวนี้สึนามิได้ขึ้นมากลืนเอาชีวิตลูกชายคนโตของแกไปด้วย แม้ผ่านไปแล้วกว่า 2 เดือน แต่เมื่อใดที่เล่าถึงลูกชาย น้ำตาจะเอ่ออยู่ที่ขอบตาของผู้เฒ่าทุกครั้ง พร้อมกับควักยาเส้นออกมาอัดจนควันฉุย
“มันเคยเกิดมาแล้ว รุ่นแม่ลุงเคยเล่าให้ฟังว่าเจอคลื่นยักษ์ตั้ง 7 ลูก แต่พวกเขาหนีขึ้นเขาทัน เพราะคนรุ่นก่อนๆ สอนไว้ให้ดูน้ำที่ลดเร็วผิดปกติ แต่วันนั้นลูกลุงมันออกทะเลอยู่ริมฝั่ง ส่วนลุงไปอยู่ทำงานอยู่บนเกาะอีกที่หนึ่ง”
บ้านทับตะวันมีชายหาดที่สวยงาม บรรดานายทุนต่างเข้ามาจับจองและออกโฉนดกันอย่างคึกโคม ทำให้ที่ดินมีราคาสูงลิ่ว แต่ที่ดินของลุงดันและเพื่อนบ้านมอแกนอีกหลายหลังกลับไม่สามารถออกโฉนดได้
“เมื่อ 4-5 ปีก่อน เขาก็จะออกให้ แต่มีคนคัดค้าน ลุงก็ไม่รู้เพราะอะไร แต่เราก็อยู่ของเราต่อมาได้” ผู้เฒ่าพูดอย่างใจเย็น พร้อมกับชี้นิ้วไปที่แนวคลองซึ่งปกคลุมด้วยพุ่มไม้เตี้ยๆ “ตรงนั้นมันน่าจะเป็นป่าชายเลน เขายังออกโฉนดกันได้เลย”
วิถีชีวิตของลุงดันคงดำเนินไปตามเรื่อยๆ หากไม่มีสึนามิ แต่พลันที่คลื่นยักษ์หอบเอาบ้านเรือนของพวกแกไปจนเรียบพณาสูญ มันได้พัดเอาสิทธิในที่ดินของแกไปด้วย เพราะคนที่ไม่มีเอกสารสิทธิก็เหมือนกับผู้บุกรุกอยู่บนที่คนอื่น ถ้าไม่ของหลวงก็เป็นของเอกชน
แม้ภายหลังเกิดเรื่อง หน่วยงานต่างๆ ระดมความช่วยเหลือชาวบ้านด้านต่างๆ แต่ไม่มีหน่วยงานรัฐรายใดที่จะปลูกบ้านใหม่ให้คนบนที่ดินที่ไม่มีเอกสารความเป็นเจ้าของ
“ลุงอยู่ที่นี่มานาน ตอนลูกคนไหนเกิด ลุงเอารกใส่หม้อไปฝังตรงไหน ลุงจำได้หมด เราหากินอยู่กับทะเล ก็ไม่อยากไปอยู่ที่อื่น” แกเล่าถึงตอนที่เกิดเรื่องใหม่ๆ และมีคนมาชวนย้ายออกไป
ลุงดันยังโชคดีที่เจอกับเครือข่ายคนจนของสลัม 4 ภาค ที่ลงไปช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบความเดือดร้อน และเข้าใจคนหัวอกคนจนที่ต้องขับเคี่ยวกับนายทุนเพื่อที่ดินของตัวเองเป็นอย่างดี ในที่สุดจึงมีการเปิดรับบริจาคและเร่งสร้างบ้านให้ลุงดันและเพื่อนบ้านอย่างเร่งด่วน เพราะมีข่าวมาอย่างต่อเนื่องว่าที่ดินของชาวมอแกนกลุ่มนี้กำลังจะตกเป็นของนายทุน โดยมีเจ้าหน้าที่ของทางการทำท่ามาขอวัดที่ดิน
“บ้านที่เขาสร้างให้ใหม่นี้เหมือนบ้านที่พวกเราเคยอยู่สมัยนู้น ลุงชอบ” แกเล่าถึงความรู้สึกที่เห็นบ้าน 2 ชั้น ใต้ถุนโล่ง ฝาบ้านทำจากไม้ไผ่ หลังใหม่ที่กำลังเสร็จ ซึ่งเป็นการช่วยกันลงแรง ทั้งจากชาวสลัม คนไร้บ้าน ไปจนถึงอาสาสมัครฝรั่ง
หลายเช้ามาแล้ว ที่ลุงดันออกไปลอยอวนหาปลามาเลี้ยงอาสาสมัครทั้งหลาย แกบอกกับคนแปลกหน้าที่ตามไปด้วยว่า “ชีวิตของมอแกนก็ต้องหากินกับทะเลอย่างนี้แหละ”
————-
ภาสกร จำลองราช