Search

อาคเนย์ไม่ไหลกลับ

หลงรักทวาย
ตอน 1

———–

จิตติมา  ผลเสวก
ภาพ   วิชัย  จันทวาโร

ทุ่งนาและต้นตาล ริมทางถนนต้นตาล

ไปทวายกี่ครั้งแล้ว   มักจะมีคนถามแบบนี้บ่อยครั้ง   แล้วฉันก็จะไล่นิ้วนับ…ครั้งแรกไปกับทีมนักข่าวชายขอบบินไปจากย่างกุ้ง   เครื่องบินแวะรับส่งคนที่มะริดก่อนราวกับนั่งรถทัวร์   ครั้งต่อมาไปงานกฐินของมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคมจัดร่วมกับเสมสิกขาลัย   ครั้งที่สามไปกลับกลุ่มช่างภาพจัดโดยเสมสิกขาลัย   ครั้งที่สี่ร่วมกับเสมสิกขาลัยอีกนั่นแหละแต่เป็นงานโครงการศิลปะชุมชนร่วมจัด   นำศิลปินไปสร้างงานศิลปะและปฏิบัติการศิลปะกับเยาวชนที่บ้านกาโลนท่า

และสืบเนื่องจากโครงการศิลปะชุมชนที่ทวายครั้งนั้น   กลายมาเป็นงานหลงรักทวายที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร [bacc]    งานประสบผลเป็นอย่างงามผู้คนมาร่วมอบอุ่นคับคั่ง   งานหลงรักทวายครั้งที่สองจึงมีขึ้นที่เมืองทวาย   ซึ่งทำให้ฉันได้เดินทางมาทวายเป็นครั้งที่ห้า…

ระยะทางจากด่านพุน้ำร้อน  กาญจนบุรีถึงตัวเมืองทวายราวๆ 130 กม.   แต่ด้วยเส้นทางดินแดงไต่ขึ้นลงภูเขา   ประกอบกับช่วงหลังฝนไม่นานทำให้ถนนเต็มไปด้วยหลุมบ่อขรุขระ   รถตู้ต้องแล่นโขยกเขยกระมัดระวังไปช้าๆ   จนกินเวลาถึง 8  ชั่วโมงกว่าจะถึงที่หมาย  แว่วว่าบางคนถึงแก่กระอักกระอ่วนจนแทบคายอาหารเก่าในกระเพาะออกมา   กระนั้นด้วยการเดินทางที่มีแต่คนใจเดียวกัน   เราจึงผ่านไปได้อย่างสนุกสุขสม  แม้บางคนจะอิดโรยไปบ้างก็ตาม

 

แม่น้ำตะนาวศรีระหว่างทาง

เห็นความเปลี่ยนแปลงของทวายมาตั้งแต่ครั้งที่สองที่ได้มาเยือน   ที่พักเดิมซึ่งเคยเป็นเรือนหลังใหญ่มีระเบียงให้นั่งเล่นดื่มกินสนทนา   ปรับเปลี่ยนเป็นโรงแรมตึกหลายชั้นราคาแพงขึ้นหลายเท่าตัว   รถบนถนนจอแจหนาตาขึ้นโดยเฉพาะรถมอเตอร์ไซค์   ขณะที่เสียงกุบกับของเกือกม้าที่แล่นรับส่งผู้โดยสารเบาบางลง   กระนั้นทวายก็ยังยวนเสน่ห์ด้วยวิถีชีวิตที่ไม่เร่งร้อน   และอาคารบ้านเรือนแบบเดิมที่ยังคงมีให้เห็นสองฝั่งถนนหนทาง

พวกเรามาถึงก่อนงานหลงรักทวายเพื่อจะได้มีเวลาสัมผัสวิถีชีวิตผู้คนและทำงานศิลปะตามถนัด   แห่งแรกที่เราได้ไปคือหมู่บ้านเมียวพิว   ที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่มีการทำเหมืองแร่ดีบุกเฮงดา   เราได้รับรู้ข้อมูลมาก่อนหน้านี้แล้วว่าชาวบ้านที่นี่ต้องใช้ชีวิตกันอย่างยากลำบาก    เพราะแม่น้ำซึ่งเป็นแหล่งน้ำดื่มน้ำใช้มาแต่สมัยดั้งเดิมนั้นได้เหือดหายไปทั้งสาย   บ่อน้ำที่มีอยู่เต็มไปด้วยสารปนเปื้อนจนไม่สามารถนำมาใช้สอยได้   แรกที่ได้ฟังข้อมูลฉันยังนึกภาพไม่ออกว่าสภาพแม่น้ำที่แห้งไปทั้งสายนั้นเป็นเช่นไร   ต่อเมื่อได้มายืนอยู่บนสะพานที่ชาวบ้านเมียวพิวเคยใช้ข้ามไปมาก็ให้สะท้อนใจ   ด้วยว่าสิ่งที่ปรากฏในสายตาหาใช่สายน้ำใสไหลเย็น   ทว่ากลับมีแต่ดินแห้งโหย

สะพานข้ามแม่น้ำที่กลายเป็นอดีต

แม่น้ำทั้งสายหายไป   ฉันนึกถึงคำถามของปลาที่คงจะดิ้นพล่านตะเกียกตะกาย   ไม่มีน้ำปลาจะอยู่ได้อย่างไร   ลมหายใจผะแผ่วกับคำถามก่อนตาย…แม่น้ำหายไปไหน

ยืนอยู่กลางแม่น้ำกับคำถาม “แม่น้ำหายไปไหน

เหมืองเฮงดามีมาตั้งแต่ครั้งอาณานิคม    ตามข้อมูลที่ปรากฏระบุว่าครั้งกระนั้นยังไม่ปรากฏผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้เห็นอย่างรุนแรง    กระทั่งมีบริษัทเข้ามารับช่วงการทำเหมืองดีบุกเฮงดาในปีพ.ศ. 2542  จึงเกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตผู้คน   โดยเฉพาะชาวบ้านหมู่บ้านเมียวพิวได้รับผลกระทบอย่างหนักหนาที่สุด  ในช่วงฤดูฝนกรวดหินดินทราย กากแร่ และสารพิษต่างๆไหลลงสู่แหล่งน้ำ  จนไม่สามารถนำมาใช้สอยได้   กระทั่งน้ำบ่อในบ้านที่ขุดไว้ใช้สอยก็กลายเป็นสีสนิม

น้ำสีคล้ำและคราบมันในบ่อน้ำที่บ้าน

บ้านเรือนใต้ถุนสูงก็ถูกตะกอนดินที่ไหลลงมาทับถมจนเสาเรือนหดสั้นแทบจะกลายเป็นบ้านชั้นเดียว   หรือแม้แต่เจดีย์เก่าแก่ที่สร้างขึ้นจากความศรัทธาบนเนินสูง   ยังกลับกลายเป็นเจดีย์เตี้ยติดพื้น   ซุ้มประตูถูกดินถมทับจนชาวบ้านต้องช่วยกันขุดย้ายขึ้นมาวางไว้อีกที่   ทุกสิ่งอย่างของบ้านเมียวพิวผิดเพี้ยนไปจากเดิมอย่างน่าเศร้าใจ

กระบวนการทำเหมืองแบบฉีดต้องใช้น้ำจำนวนมาก   ประกอบกับตะกอนที่ไหลลงแหล่งน้ำ   ทำให้แม่น้ำลำคลองตื้นเขิน  นานวันเข้าสายน้ำก็เหือดแห้งทิ้งไว้เพียงร่องน้ำ   เป็นเรื่องน่าเศร้าอีกเรื่องที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ด้วยกันเอง    เป็นการกระทำที่เกิดจากความละโมบโลภคลั่ง   เห็นแก่ผลประโยชน์ตัวเองอย่างไม่คำนึงถึงชีวิตมนุษย์ด้วยกันเอง

ชาวบ้านเมียวพิวชี้ให้ดูพื้นที่ทำเหมือง

พวกเราล่ำลาชาวบ้านด้วยหัวใจที่ถ่วงหนัก   ที่น่าเจ็บปวดก็ตรงที่ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่าให้กำลังใจกัน   ซึ่งไม่ต่างกับหลายๆพื้นที่ ที่ได้ไปเยือน  เราจากมาอย่างทำอะไรไม่ได้มาก

จากหมู่บ้านเมียวพิวมีเวลาเหลือพอจึงได้แวะถนนที่เราเรียกกันว่า “ถนนสายต้นตาล”   ครั้งแรกที่ฉันมาทวายคนนำทางก็พามาหย่อนใจที่ถนนสายนี้   ถนนสายเล็กๆที่สองข้างทางเรียงรายไปด้วยต้นตาล

แน่ละว่าหลายจังหวัดที่บ้านเมืองเราก็มีต้นตาล   แต่ที่นี่ออกจะพิเศษตรงที่ทิวตาลสองฝั่งนั้นมีเพิงขายน้ำตาลเมาและลูกตาลสดที่ปาดกินกันสดๆ

 

ถนนสายต้นตาล

ตอนที่ได้มาทวายครั้งที่สองมีข่าวว่าทางการห้ามขายน้ำตาลเมา   ถ้าจะขายต้องมีใบอนุญาตและเสียภาษี   เป็นเหตุให้คนทำน้ำตาลเมาต้องแอบขายเพราะไม่คุ้มกับการต้องจ่ายภาษี   จำได้ว่ามาทวายอีกครั้งนั้นเราต้องแอบซื้อน้ำตาลเมามากินกันพอหายอยาก   กลับมาครั้งนี้ทางการยกเลิกคำสั่ง   เพิงขายน้ำตาลเมาริมทางใต้ต้นตาลจึงเปิดขึ้นอีกครั้งอย่างคึกคักสนุกสนาน

นอกจากเครื่องดื่มจากต้นตาลยังมีกับแกล้มที่กินกันอย่างเพลินปาก   ทั้งปลาย่าง  ยำใบชา  ถั่วมันๆ   ถนนต้นตาลเป็นเส้นทางหย่อนใจง่ายๆราคาไม่แพงของชาวทวาย    และเป็นที่คลายใจของพวกเราที่เคร่งเครียดกลับมาจากเรื่องราวของเหมืองแร่ดีบุกกับชาวบ้านเมียวพิว   จนอยากร้องเป็นเพลงออกมาว่า…ภูเขาเลื่อนไหลลงมากลบถมแม่น้ำ   ฝูงปลาถามว่า แม่น้ำหายไปไหน…

………………………………………..