
เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2561 ที่สำนักงานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) อีสาน อ.เมือง จ.ขอนแก่น ได้มีการจัดแถลงข่าว “ยุติการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ คุกคามประชาชน กรณี We Walk เดินมิตรภาพ” รวมถึงมีการออกแถลงการณ์ร่วมของ 53 องค์กร จากภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคใต้
นายอารัติ แสงอุบล เลาธิการ กป.อพช.อีสาน กล่าวว่า การดำเนินคดีต่อแกนนำเครือข่ายภาคประชาชนที่ร่วมกิจกรรมเดินมิตรภาพ ฐานกระทำความผิดฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนขึ้นไป ถือเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างร้ายแรง คุกคามภาคประชาชนที่พยายามมีส่วนร่วมและแสดงออกต่อปัญหา ซึ่งไม่ได้เป็นภัยต่อความมั่นคงหรือสร้างผลกระทบต่อสังคม เพราะประเด็นรณรงค์ของการเดินมิตรภาพ คือปัญหาความมั่นคงทางอาหาร วิกฤติทางการเกษตร ปัญหานโยบายรัฐที่ให้น้ำหนักกับกลุ่มทุนมากกว่าเกษตรกรรายย่อย การยกเลิกระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และปัญหาสิทธิเสรีภาพการแสดงออกความคิดเห็น
“ข้อเรียกร้องที่สำคัญที่สุดในวันนี้ คือ ต้องยุติคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 และการดำเนินคดีกับแกนนำทั้ง 8 คน โดยทันที และต้องไม่ใช้คำสั่งหรือกฏหมายที่ไม่ได้อยู่ในภาวะปกติคุกคามการเดินมิตรภาพหรือการแสดงความคิดเห็นของประชาชน และขอให้ประชาชนทั่วประเทศร่วมลงชื่อยกเลิกคำสั่ง คสช. และกฏหมายที่ละเมิดสิทธิของประชาชนในด้านต่างๆ” นายอารัติ กล่าว
นางอรนุช ผลภิญโญ ตัวแทนเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน กล่าวว่า คำสั่ง คสช.หลายฉบับส่งผลกระทบต่อปัญหาทรัพยากรและสิ่งแวดล้่อม ป่าไม้ ที่ดิน เช่น คำสั่ง คสช.ที่ 64/2557 ที่เน้นการปฏิบัติการทางกฏหมายต่อผู้ที่บุรุกป่าไม้อย่างเข้มงวด และ คำสั่ง คสช.ที่ 66/2557 ที่มีผลกระทบต่อประชาชนในชุมชนดั่งเดิมในเขตป่า ที่เป็นพื้นที่ทับซ้อนกับพื้นที่อนุรักษ์ตามกฏหมาย ซึ่งคำสั่ง คสช.ทั้งสองฉบับนี้ ทำให้ชาวบ้านไม่มีที่ดินทำกินและไม่มีที่อยู่อาศับ ซ้ำร้ายต้องตกเป็นผู้ต้องหาทั้งที่ทำกินบนที่ดินดั่งเดิม นอกจากนี้การแก้ไข พรบ.สิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 ที่เร่งรัดกระบวนการทำรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม โดยขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมทั้งการแก้ไข พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 และ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ซึ่งอยู่ในขั้นตอนของกฤษฎีกา ถ้ากฏหมาย 3 ฉบับนี้ประกาศใช้ก็จะกระทบต่อประชาชนอย่างแน่นอน
“การออกมาเดินเพื่อเรียกร้องสิทธิด้านต่างๆ เขาก็มีสิทธิที่จะเดินรณรงค์ เพราะถ้าเรามีปัญหา แต่เราไม่สามารถออกมาพูดถึงปัญหาได้ อันนี้คิดว่าเป็นวิกฤติของประเทศชาติแล้ว วันนี้รัฐบาลควรเคารพสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยึดหลักเคารพสิทธิมนุษยชนด้วย เพราะถ้ารัฐบาลจะโยงการเดินมิตรภาพเป็นเรื่องการเมือง มันก็โยงได้ทั้งนั้น แต่เจตนาคือต้องการบอกเล่าปัญหาและความเดือดร้อน อยากให้รัฐบาลทบทวนแล้วยุติการจับกุม และอยกากให้พี่น้องประชาชนให้กำลังใจทีมเดินมิตรภาพ ซึ่งมาถึงประตูอีสานแล้ว ก็เชิญชวนพี่น้องชาวอีสานให้กำลังใจ เพราะพวกเราทำเพื่อสิทธิของพลเมืองทุกคน”
นายถนัด แสงทอง ผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสานกล่าวว่า ปัญหาความมั่นคงทางอาหารเป็นนึ่งในประเด็นรณรงค์ในการเดินมิตรภาพ เพราะเป็นปัญหาสำคัญของภาคการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐ โดยเฉพาะ โดยเฉพาะการควบคุมการใช้สารเคมีการเกษตร ที่ผลการตรวจสอบของทุกหน่วยงาน พบว่ามีการปนเปื้อนในผลผลิตทางการเกษตร ซ้ำไม่มีแนวโน้มลดลงแต่กลับรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะสารเคมีอันตราย 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต สารกำจัดวัชพืช คอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ซึ่งเป็นสารกำจัดแมลง ซึ่งมีผลต่อสุขภาพของเกษตรกรและผุ้บริโภค แต่รัฐบาลกลับปล่อยให้มีการอนุญาติให้มีการใช้สารเคมีเหล่านี้
“การเดินมิตรภาพเป็นการสื่อสารกับเกษตรกระและประชาชนตลอดเส้นทางว่า ควรมีการควบคุมการใช้สารเคมี เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้บริโภค รวมถึงการแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฉบับใหม่ ที่เอื้อกับเอกชนผูกขาดพันธุ์พืช ซึ่งส่งผลกระทบต่อเกษตรให้ไม่สามารถเก็บรักษาพันธุ์พืชของตัวเอง หรือสร้างเศรษฐกิจกับพันธุ์พืชของตัวเอง” นายถนัด กล่าวว่า
นายนพรัตน์ สุดตะมา เครือข่ายคนรุ่นใหม่กลุ่มลุ่มน้ำโขงศึกษา กล่าวว่า ที่ผ่านมาความความเดือดร้อนของชาวบ้านแทบจะส่งไปไม่ถึงรัฐบาลหรือเจ้าของโครงการแม่แต่น้อย มิหนำซ้ำรัฐบาลยังหนุนเสริมให้เกิดปัจจัยที่เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ โดยไม่มีความสนใจใยดีต่อปัญหา การเดินมิตรภาพจึงเป็นการเรียนรู้ยืนหยัดหาทางออกหรือหาแนวร่วมเพื่อแก้ปัญหาโดยไม่ต้องรอรัฐบาลอย่างเดียว แตกต่างจากเมื่อก่อนที่มีปัญหาชาวบ้านจะออกมาปิดถนนประท้วง หรือดำเนินการตามขั้นตอน เช่น ยื่นหนังสือร้องเรียน แต่ก็ไม่เคยได้รับการแก้ไขปัญหา เมื่อปัจจุบันชาวบ้านเริ่มมีความเข้าใจในสิทธิเสรีภาพของตัวเองและผู้อื่นมาขึ้น จึงออกมาร่วมเดินมิตรภาพ เพื่อรณรงค์ให้สังคมหาทางออกร่วมกัน ไม่ใช่ปล่อยปัญหาเอาไว้
ขณะที่การจัดกิจกรรม We Walk เดินมิตรภาพ ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่องโดยมีชาวบ้านจากเครือข่ายต่างๆ อาทิ สมัชชาคนจน มาร่วมผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเดินเท้ามุ่งหน้าไปยังจังหวัดขอนแก่น โดยคาดว่าในช่วงเย็นจะหยุดพักอยู่แถวลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งระหว่างทางได้มีการแจกเอกสารจุดประสงค์ของการเดินในครั้งนี้