
การสู้รบเพื่อดิ้นรนให้การดำรงความเป็น “ชาติ”อันยาวนาน ทำให้ระบบการศึกษาของกลุ่มชาติพันธุ์ในแถบชายแดนฝั่งตะวันตกของประเทศไทยโดยเฉพาะชาวกะเหรี่ยงและไทใหญ่ในพม่ายังล้มลุกคลุกคลานเนื่องจากความ “ขาดแคลน”
เด็กๆ และเยาวชนจำนวนมากที่ต้องหลบลี้หนีภัยออกจากบ้านเกิดเมืองนอน ติดตามพ่อแม่ไปอาศัยอยู่ตามป่าเขาและศูนย์พักพิงต่างๆ เนื่องจากภัยสงครามระหว่างกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ และกองทัพพม่าที่รุกเข้ามาในพื้นที่ ทำให้โอกาสในการศึกษาของเด็กๆ เหล่านี้มีน้อยเต็มที แม้ผู้นำแต่ละกลุ่มกองกำลังต่างเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษา แต่ความ “ไม่นิ่ง” ของสถานการณ์จึงทำให้การจัดการศึกษามีข้อจำกัดมากมาย
สาเหตุที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ กลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้มีรากเหง้าวิถีวัฒนธรรมของตัวเองมายาวนาน ดังนั้นการจะสืบทอดมรดกเหล่านี้ไปสู่ลูกหลานจึงต้องอาศัยการศึกษาเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญ เพราะมิฉะนั้นก็จะถูกกลืนกลายเป็นพม่าจนหมดสิ้น
ในยุคที่เผด็จการทหารพม่าเป็นรัฐบาล องค์กรการกุศลต่างๆ โดยเฉพาะประเทศตะวันตกได้ให้งบประมาณสนับสนุนด้านการศึกษากับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ แต่เมื่อมีการเลือกตั้งในพม่า และได้นางออง ซาน ซูจี เป็นผู้นำรัฐบาลพม่า ความช่วยเหลือต่างๆ ที่เคยได้รับถูกตัดจนเหี้ยน ตั้งแต่ด้านอาหารการกินในศูนย์พักพิงต่างๆ ล่าสุดคือด้านการศึกษาตามโรงเรียนในเขตปกครองของกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ เนื่องจากองค์กรทุนเหล่านี้ต้องการสนับสนุนแผนสันติภาพระหว่างรัฐบาลพม่ากับกลุ่มกองกำลังต่างๆ ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจา เพื่อกดดันให้ประชาชนที่อพยพหนีภัยการสู้รบกลับไปสู่ถิ่นฐานเดิมโดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริง
ในความเป็นจริงก็คือ ในหลายพื้นที่ซึ่งเคยเป็นถิ่นที่อยู่ของชาวบ้านที่หนีภัยความตาย ยังคงมีการสู่รบอย่างรุนแรง ที่สำคัญคือพื้นที่เหล่านั้นมีกองกำลังทหารพม่าเข้ามาประจำการอยู่ ซึ่งครั้งนี้กองกำลังทหารเหล่านี้ได้บุกปล้นและเผาบ้านเผาเรือนประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์จนต้องอพยพสู่ชายแดนไทย
ท่ามกลางไฟสงครามที่ยืดเยื้อมาครึ่งค่อนศตวรรษ ยังมีแสงสว่างของความหวังเล็กๆ จากคนกลุ่มหนึ่งที่ทำหน้าที่ส่องนำความรู้ให้กับเด็กๆ และเยาวชนกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเปิดโรงเรียนเล็กๆ ซึ่งปรับเปลี่ยนตามสภาพภูมิศาสตร์และสถานการณ์ พวกเขาได้รับเงินค่าตอบแทนเพียงเล็กน้อย แต่เกาะกินอุดมการณ์เป็นหลัก แทนที่จะหนีเอาตัวรอดย้ายไปอยู่ประเทศที่ 3 แต่กลับยังก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ “ครู” ในดินแดนกระสุนตกต่อไป

นาง ดี โบ ร่า ทู ครูซึ่งอยู่ภายใต้ระบบการศึกษาของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ในวัย 68 ปีได้เล่าประสบการณ์การเป็นครูให้กับ “สำนักข่าวชายขอบ” ฟังว่า หลังจากที่เธอจบการศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมันฑะเลย์ ในวัย 21 ปี เธอได้เดินทางมาหาพ่อซึ่งหนีเข้ามาเป็นครูยังพื้นที่ควบคุมของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงในช่วงปี ค.ศ. 1971 ขณะนั้นเขตพื้นที่กองพลที่ 3 ซึ่งอยู่ในพื้นที่รอยต่อภาคพะโค ยังไม่มีโรงเรียนมัธยม พ่อของเธอเริ่มก่อตั้งโรงเรียนร่วมกับผู้นำในพื้นที่ ในยุคนั้นครูแต่ละคนจะได้รับความช่วยเหลือปีละ 1,400 จ๊าต (33 บาท) ซึ่งหักค่าสะเบียงที่ต้องรับจากกองพลแล้วจะเหลืออยู่ปีละ 300 จ๊าต (7 บาท) ซึ่งครูที่ได้สอนอยู่ที่กองบัญชาการกลาง มาเนอปลอ พื้นที่ตรงข้ามสบยวม รอยต่อ จ.ตาก และจ.แม่ฮ่องสอน จะได้รับการดูแลอย่างเป็นระบบที่ดีกว่า
เธอสอนอยู่ที่กองพลที่ 3 ถึงปี ค.ศ. 1974 จึงเกิด ยุทธการ “ตัดสี่ตัด” ของกองทัพพม่าได้เริ่มขึ้น เธอย้ายมาช่วยสอนที่กองบัญชาการกลางมาเนอปลอได้ 2 สัปดาห์ ซึ่งตอนนั้นฝ่ายการศึกษา KNU ไม่มีงบสนับสนุน แต่ก็ช่วยดูแลเรื่องอาหาร กระทั่งถูกย้ายมาสอนที่หมู่บ้านเส่บอโบ พื้นที่ตรงข้ามอ.พบพระ จ.ตาก ในปี ค.ศ. 1976
ที่หมู่บ้านเส่บอโบ เธอเป็นครูคนเดียวที่สอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล ถึง ประถมศึกษาปีที่ 6 ในแต่ละระดับชั้นจะมีนักเรียน 5 – 6 คน ซึ่งทางสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงจะส่งครูมาช่วยสอนในเทอมแรก ในช่วงนั้นเธอได้รับเงินสนับสนุนปีละ 360 บาท และผู้ปกครองช่วยสนับสนุนเรื่องอาหารให้กับครู จนสถานการณ์ในพื้นที่เริ่มไม่มั่นคงจากการประชิดเข้ามาของกองทัพพม่า พ่อของเธอได้ย้ายเธอเข้ามาสอนที่กองพันพิเศษ 101 ค่ายกอมูร่า พื้นที่ตรงข้างบ้านวังผา อ.แม่ระมาด จ.ตาก ในปี ค.ศ. 1978 ซึ่งค่ายแห่งนี้ถือด่านการค้าที่มีการส่งสินค้าข้ามแดนมูลค่าค่อนข้างมาก
“ตอนนั้นแม้จะได้รับเงินสนับสนุนเพียงปีละ 700 บาท แต่ก็มีการดูแลด้านต่างๆ เช่นอาหาร สาธารณสุขเป็นอย่างดี ฉันสอนอยู่ที่นี่ถึงปี ค.ศ.1984 ค่ายถูกกองทัพพม่าเข้ามาประชิดพื้นที่ และเข้าตีค่ายกอมูร่า หลังจากการล้อมมานานกว่า 4 ปี ในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 1984 ฉันมีสถานะเป็นผู้หนีภัยการสู้รบในประเทศไทยนับแต่นั้นมา ในระยะแรกทุกคนมีความหวังว่า ภายใน 3 เดือนคงได้กลับบ้าน แต่สุดท้ายเราก็ยังเป็นผู้หนีภัยจนถึงปัจจุบัน” นาง ดี โบ ร่า ทู ยังคงสะเทือนใจในชะตากรรมของชนชาติกะเหรี่ยง
ครูผู้เสียสละรายนี้ย้อนอดีตต่อไปว่า ครูชาวกะเหรี่ยงจำนวนมากยังคงพยายามขับเคลื่อนการศึกษาต่อไป แม้ระยะแรกลำบากอยู่มาก เพราะค่ายผู้หนีภัยจะได้รับการดูแลอย่างเป็นระบบก็ตอนที่เราหนีมาได้ 3 ปีแล้ว อย่างไรก็ตามต้องของคุณพระมหากษัตริย์ไทย และรัฐบาลไทยที่ให้ความช่วยเหลือเราตามหลักมนุษยธรรม แม้รัฐบาลไทยไม่ได้ลงนามเรื่องการรับผู้ลี้ภัยตามสนธิสัญญาของสหประชาชาติ
“26 ปีของการเป็นครู หวังเพียงลูกหลานเราจะได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง เพราะการศึกษาเป็นรากฐานของการสร้างคนเพื่อจะอยู่ร่วมกับสังคมอย่างเข้าใจ ทุกวันนี้กะเหรี่ยงเราแตกแยกกัน เพราะระบบการศึกษาไม่สามารถเข้าถึงทั่วทุกที่ ทำให้คนของเราบางส่วนยังขาดการศึกษา ขาดการหาข้อมูลและวิเคราะห์ด้วยตัวเอง เมื่อเราไม่มีการศึกษา ขาดกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ ขาดความพยายามที่จะหาข้อมูลเพิ่มเติม เราก็ตกเป็นเหยื่อของผู้อื่นได้ง่าย แม้สถานการณ์ทุกวันนี้ถูกบีบคั้นด้วยหลายสาเหตุ ความผูกพันเรื่องงานปฏิวัติ อุดมการณ์ของเด็กรุ่นใหม่ก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา และประสบการณ์ เราหวังเพียงให้เด็กรุ่นใหม่ได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพราะความรู้ ความเข้าใจ เป็นเพียงอาวุธชนิดเดียวที่จะให้พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเข้มแข็ง ในวันนี้แม้เรายังไม่สามารถกลับบ้านเกิดของเราได้”
นาง ดี โบ ร่า ทู บอกว่าไม่อยากโทษรัฐบาลพม่าชุดปัจจุบัน เพราะหลังจากประเทศพม่าได้รับเอกราชในเดือนมกราคม ค.ศ. 1948 ก็มีปัญหาภายในมากมายที่ต้องจัดการ ด้วยการยึดอำนาจ และปกครองด้วยระบบเผด็จการทหารมายาวนาน รวมถึงปัญหาต่างๆ สะสมมากขึ้นเรื่อยๆ เราเข้าใจแรงกดดันของรัฐบาลพม่าชุดปัจจุบัน ตอนนี้สิ่งที่เราทำได้คือ การพยายามอยู่อย่างเข้าใจ และจะวางรากฐานการศึกษาให้ลูกหลานเราในอนาคตอย่างไรต่อไป นี่คือสิ่งที่เรายังทำอยู่ และมีคนรุ่นใหม่ที่ยังมีแรงใจในการลุกขึ้นมาสานต่อเพื่อขับเคลื่อนการศึกษาของกะเหรี่ยงเรา.