Search

ตำรวจแจ้งหมายศาลชาวบ้านอดอาหารประท้วงโรงไฟฟ้าเทพา-กระบี่ย้ายที่-ผู้ชุมนุมยันปักหลักหน้า UN


เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 14.00 น. ที่บริเวณหน้าอาคารสำนักงานสหประชาชาติ (UN) เจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง (ส.น นางเลิ้ง) ได้นำหมายศาลคดีหมายเลขดำที่ ชส.2 /2561 เพื่อเรียกตัวนายสมยศ โต๊ะหลัง, นางสาวจินดารัตน์ เพิ่มลาภวิรุฬ กับพวก ไปไต่สวนคำร้อง ณ ศาลแพ่งในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561 เพื่อขอยกเลิกการชุมนุมตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะปี 2558

ทั้งนี้หมายศาลดังกล่าวเป็นหมายศาลหลังจากที่ตัวแทนกลุ่มค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่-เทพาเคลื่อนไหวคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินด้วยการประท้วงอดอาหาร หน้าอาคาร UN เป็นวันที่ 4

นายประสิทธิชัย หนูนวล ผู้ร่วมชุมนุมให้สัมภาษณ์ว่า ความต้องการของเจ้าหน้าที่ตำรวจคือการให้ผู้ชุมนุมย้ายจากอาคารสำนักงาน UN ไปปักหลักชุมนุมที่บริเวณข้างคลองหน้าวัดโสมนัส โดยอ้างเหตุผลว่าการชุมนุมในบริเวณสำนักงาน UN นั้นกีดขวางการจราจร และอาจขัดต่อพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะซึ่งส่วนตัวมองว่าการชุมนุมของชาวบ้านไม่ได้มีผลใดๆ ต่อการสัญจรของประชาชนทั่วไป และไม่มีการกีดขวางการจราจรตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวหา ดังนั้นประชาชนที่มาชุมนุมต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินจึงยืนยันที่จะอยู่ต่อหน้าบริเวณเก่าโดยประกาศจะไม่ย้ายไปไหนจนกว่าจะได้รับคำยืนยันจากรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าจะไม่มีการดำเนินการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแล้ว

นายประสิทธิชัยกล่าวว่า หากมีการเรียกพบตัวแทนผู้ชุมนุมจริงทางชาวบ้านยินดีจะไปร่วมให้กำลังใจและให้ศาลไปสวนไปตามความชอบธรรม ซึ่งหากผลการไต่สวนมาชาวบ้านไม่มีความผิดใดๆ ตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหาเอาไว้ ชาวบ้านก็จะขอสู้เพื่อความชอบธรรมและสู้เพื่อปกป้องชุมชนต่อไป และรัฐบาลเองควรที่จะมีประกาศอย่างเป็นทางการในการยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหินด้วย

วันเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเช้าตัวแทนชาวบ้านได้มีการพบตัวแทน UN และได้รับการตอบรับจากเจ้าหน้าที่อย่างดี โดยตัวแทน UN ระบุว่า การเคลื่อนไหวคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นเป็นสิทธิ์อันชอบธรรม อีกทั้งประเด็นโรงไฟฟ้าถ่านหินตรงกับประเด็นที่นานาชาติให้ความสำคัญ นั่นคือการเดินหน้าลดโลกร้อน โดยโรงไฟฟ้าก็เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างปัญหาโลกร้อน

ภายหลังการพบเจ้าหน้าที่ UN เครือข่ายปกป้องสองฝั่งเล กระบี่- เทพา ยุติโรงไฟฟ้าถ่านหิน ได้ออกแถลงการณ์ เตรียมการเพื่อดูแลผู้อดอาหารมากยิ่งขึ้นและชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจหลังจากโฆษกรัฐบาลได้แถลงเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อวานนี้ โดยเครือข่ายแถลงถึงการที่โฆษกรัฐบาลกล่าวว่า เทคโนโลยีไปไกลแล้ว อยากขอให้โฆษกรัฐบาลได้แสดงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่ามีเทคโนโลยีที่ทำให้ถ่านหินสะอาดจริง เพราะประเทศไทยเป็นหนึ่งเดียวในโลกที่กล้าประกาศเช่นนี้ การพูดโดยไร้หลักฐานเท่ากับจงใจโฆษณาตามการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

2. การบอกให้ผู้ชุมนุมเปิดใจรับฟังเหตุผล และขอเวลาศึกษาว่าพลังงานที่จะนำมาสร้างกระแสไฟฟ้าแต่ละชนิดมีผลกระทบอย่างไรนั้น รัฐบาลควรถามตัวเองว่าเหตุใดจึงไม่เปิดใจรับฟังข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ที่มีการศึกษาเรื่องผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีอยู่มากมาย ซึ่งทั่วโลกได้ตระหนักถึงพิษภัยถึงขั้นประกาศปิดโรงไฟฟ้าถ่านหิน ดังนั้นรัฐบาลต่างหากที่ไม่รับฟังเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ พร้อมตั้งคำถามว่า รัฐบาลให้ใครศึกษาและศึกษาด้วยวิธีการใด หากอยู่ในระหว่างการศึกษาทำไมถึงเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหิน และนี่คือคำลวงอีกวาระหนึ่งของโฆษกรัฐบาลใช่หรือไม่

3.ยืนยันว่าประเทศไทยมีไฟฟ้าล้นเกินกว่า 1 หมื่นเมกกะวัตต์ที่รัฐบาลไม่พูดถึง ศักยภาพในการผลิตพลังงานหมุนเวียนในภาคใต้มีจำนวนมาก มีงานศึกษาเรื่องผลกระทบจากถ่านหินที่รัฐบาลไม่รับฟัง และย้ำถึงการพัฒนาประเทศด้วยพลังงานสะอาด

4. หากรัฐบาลอยากจะศึกษาผลกระทบที่สะท้อนข้อเท็จจริง ต้องตั้งกรรมการที่มีความเป็นกลางมาศึกษา ไม่ใช่รอฟังผลของบริษัทรับจ้าง ส่วนการอ้างว่าศึกษาผลกระทบหรือีไอเอแล้วไม่สร้างนั้นเป็นคำลวงของรัฐบาล

5.โฆษกรัฐบาลพยายามอ้างถึงคนส่วนใหญ่ว่าจะให้ยกเลิกคนส่วนใหญ่เห็นด้วยหรือไม่ เป็นการอ้างเหตุผลเอาแต่ได้ เพราะเวลามีผู้มาคัดค้านก็พยายามบอกว่าเป็นคนนอกพื้นที่ แต่พอคนในพื้นที่บอกว่าได้รับผลกระทบก็มายกอ้างถึงคนส่วนใหญ่

ทั้งนี้ชาวบ้านเครือข่ายต้องการให้กทม.นำรถสุขามาบริการ หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.นางเลิ้งได้ประสานให้แล้ว แต่เมื่อทางกทม.ส่งรถสุขามาแล้วนำกลับไปโดยอ้างว่าไม่มีปลักเสียบไฟ้า ซึ่งความจริงแล้ว มีปลั๊กเสียบไฟฟ้าที่หน้าป้ายรถเมล์ตรงหน้าที่ทำการยูเอ็นอยู่ ซึ่ง 4 วันที่ผ่านมาชาวบ้านต้องเดินไปใช้ห้องสุขาที่วัดโสมนัส ระยะทาง 500 เมตร ไปกลับ 1 กิโลเมตร วันหนึ่งเข้าห้องน้ำ 2 ครั้งเท่ากับต้องเดิน 2 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องหนักหน่วงมากสำหรับผู้ที่ต้องอดอาหาร