Search

นักสร้างเขื่อนไซยะบุรีโวสร้างทางปลาผ่าน-อพยพบนแม่น้ำโขงสำเร็จ “หาญณรงค์” ชี้แค่ทดลองเบื้องต้น ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ ประธานประเทศลาวรุดตรวจความคืบหน้าแล้ว 90%

บริเวณแก่งหลวงก่อนที่จะมีการสร้างเขื่อนไซยะบุรีซึ่งเป็นระบบนิเวศสำคัญในแม่น้ำโขง

สำนักข่าวเวียงจันทน์ไทม์ รายงานเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561 ว่า ผู้พัฒนาโครงการยืนยันว่าการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีที่กำลังก่อสร้างบนแม่น้ำโขงสายหลักคืบหน้าไปกว่า 90 % และจะเริ่มส่งไฟฟ้าตามสัญญาสัมปทานในปีหน้า โดยนายบุนยัง วอละจิต ประธานประเทศลาวและเลขาธิการทั่วไปของพรรคปฎิวัติประชาชนลาวและตัวแทนหลายส่วนได้ไปเยือนพื้นที่หัวงานเขื่อนไซยะบุรีที่มีมูลค่ากว่า 4 หมื่นล้านล้านเหรียญสหรัฐที่แขวงไซยะบุรี ในระหว่างการไปเปิดงานประเพณี “บุญช้าง” ประจำปี

นายอนุภาพ วงศ์ละคร ผู้อำนวยการทั่วไปของบริษัทไซยะบุรีพาวเวอร์จำกัด กล่าวต่อประธานประเทศว่า เขื่อนจะสามารถผลิตไฟฟ้าขายได้ในปี 2019 ซึ่งพลังงานกว่า 95%ของกำลังการผลิต 1285 เมกกะวัตต์จะส่งไปขายให้กับกฟผ.ประเทศไทย และพลังงานไฟฟ้า 5% จะส่งขายภายในประเทศ ซึ่งตลอดสัญญาสัมปทานกว่า 29 ปี โครงการคาดว่าจะมีรายได้กว่า 4หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยผู้พัฒนาโครงการได้ก่อสร้างทางสำหรับเรือผ่านขนาด 500 ตัน และมีการนำเทคโนโลยีระดับโลกมาปรับใช้ในการก่อสร้างเพื่อให้ปริมาณน้ำจำนวนมหาศาลสามารถไหลผ่านได้

แก่งหลวงได้หายไปหลังจากการสร้างเขื่อนไซยะบุรี พร้อมๆกับการอพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่่

“เนื่องจากเป็นเขื่อนแบบน้ำไหลผ่าน ปริมาณน้ำ 4,000 ลบ/วินาที สามารถที่ไหลผ่านเขื่อนได้ โดยประมาณการ” นายอนุภาพได้รายงานต่อประธานบุนยัง

ผู้พัฒนากล่าวว่า ได้มีการพัฒนาทางปลาผ่านธรรมชาติที่ทำให้ปลาสามารถอพยพขึ้นลงได้ทั้งตอนบนและตอนล่างของแม่น้ำ นอกจากนี้หัวปั่นไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับปลาก็ยังเป็นช่องทางหนึ่งที่ปลาหลายสายพันธุ์สามารถที่จะอพยพลงไปตอนล่างของแม่น้ำได้ ขณะเดียวกัน โครงสร้างของเขื่อนได้มีการออกแบบการปล่อยให้ตะกอนไหลผ่านได้ มีการศึกษาชี้ว่า มีตะกอนลอยในน้ำกว่า 97% ที่ลอยอยู่ในแม่น้ำโขงและปัจจุบันตะกอนแขวนลอยเหล่านี้ก็ยังไหลผ่านไปได้ โดยมีตะกอนหนักเพียง 3 % เท่านั้นที่ต้องจมอยู่แต่เขื่อนก็มีระบบเปิดระบายตะกอน

นายอนุภาพยืนยันกับประธานบุนยังว่า โครงการได้จ่ายค่าชดเชยแก่ชาวบ้านหลายพันครัวเรือน และได้มีการฝึกอบรมกิจกรรมเสริมรายได้ให้กับชาวบ้าน เช่น ส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์, เกษตรกรรม, การทอผ้าและการแปรรูปอาหารภายใต้โครงการ 1 อำเภอ 1 ผลิตภัณฑ์ ขณะนี้ประชาชนสามารถมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นประมาณ 10-15 ล้านกีบต่อปี

ด้านนายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ(ประเทศไทย)กล่าวว่า หากไม่มองตั้งแต่แรกว่าทรัพยากรในแม่น้ำโขงบริเวณนี้คืออะไรมาก่อน ก็จะมองแบบหนึ่ง แต่สำหรับผู้ที่ติดตามมาตลอดจะทราบว่าบริเวณนี้คือแก่งหลวงซึ่งเป็นระบบนิเวศที่สำคัญของแม่น้ำโขง เป็นแหล่งพันธุ์ปลาที่สำคัญตามธรรมชาติและเป็นที่หากินของชาวบ้านซึ่งถูกย้ายไปอยู่ที่อื่นและไม่สามารถหาปลาหรือใช้น้ำได้อีก ภาพที่เห็นตอนนี้คือสิ่งก่อสร้างบนแม่น้ำโขงเพื่อผลิตไฟฟ้าเท่านั้น จากนี้การเดินเรือในแม่น้ำโขงจะไม่เหมือนเดิม

นายหาญณรงค์กล่าวว่า สำหรับทางปลาผ่านและแนวการอพยพของปลาที่บริษัทผู้พัฒนาโครงการสร้างขึ้นนั้น เป็นเพียงการทดลองเบื้องต้นโดยยังไม่เคยมีการอพยพจริงของปลาว่าจะอพยพได้กี่สายพันธุ์ในปริมาณเท่าไร ซึ่งคนที่เห็นแม่น้ำโขงมาตั้งแต่ต้นจะรู้ว่าเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติในแม่น้ำโขงเพื่อการผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว