
เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ศาลากลางจังหวัดน่าน มีการประชุมนำเสนอผลการศึกษาวิจัย “สุขภาพและสิ่งแวดล้อมชุมชนในความเสี่ยงข้ามพรมแดนจากโครงการขนาดใหญ่ กรณีโรงไฟฟ้าหงสา” ซึ่งมีขนาด 1,878 เมกกะวัตต์ จัดโดยศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีตัวแทนคณะนักวิจัย หน่วยงานระดับจังหวัด และตัวแทนชาวบ้านเข้าร่วม
นายวรกิตติ ศรีทิพากร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่า แม้โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินหงสาจะเป็นโครงการที่อยู่ในประเทศลาว แต่ทางรัฐบาลไทยมีนโยบายสนับสนุนให้เกิดขึ้น เพราะด้วยเหตุผลความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าในประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ไทยจึงต้องพึ่งพาแหล่งผลิตไฟฟ้าจากลาว ซึ่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่หลายฝ่ายกังวล เป็นประเด็นที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันตรวจสอบในเชิงวิทยาศาสตร์ให้แน่ชัด ปัจจุบันเทคโนโลยีทันสมัยขึ้น แตกต่างจากกรณีของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่แม่เมาะ จ.ลำปาง ดังนั้นเชื่อว่าหน่วยงานต่างๆ จะร่วมหาทางป้องกันและลดมลพิษที่จะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประเทศไทยมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอและไม่เกิดผลกระทบกับประชาชน
นางสาวสมพร เพ็งค่ำ นักวิชาการจากสถาบันพัฒนาระบบประเมินผลกระทบโดยชุมชน และ 1ในคณะนักวิจัย กล่าวว่า กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินหงสา ถือเป็นโครงการขนาดใหญ่ตั้งอยู่บริเวณชายแดนไทย-ลาว เปิดดำเนินการมาเพียง 3 ปี โดยมีชุมชนฝั่งไทยที่อยู่ใกล้ที่สุดห่างจากเส้นพรมแดน 27 กิโลเมตร คือบ้านน้ำรีพัฒนาและบ้านน้ำช้าง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ลั๊วะอาศัยอยู่เกือบ 2,000 คน พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าเขาต้นน้ำ ชาวบ้านยึดอาชีพการทำเกษตรกรรมเป็นหลัก คณะวิจัยได้ใช้เวลาลงพื้นที่เก็บข้อมูลและร่วมเรียนรู้กับชาวบ้านเป็นเวลา 4 เดือน จนสามารถผลิตแผนที่ชุมชนที่จะนำมาใช้เป็นฐานข้อมูลในงานติดตามผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากโรงไฟฟ้าถ่านหินหงสาในอนาคตต่อไป
นางสาวสมพร กล่าวต่อว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินหงสาที่ตั้งอยู่ในเมืองเงินของลาว มีการใช้ถ่านหินลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิงในกระบวนการผลิต ดังนั้นจึงทำให้มีสารโลหะหนักที่เป็นอันตรายหลายชนิด เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซค์ ไนโตรเจนออกไซค์ที่อาจปนเปื้อนสู่อากาศ แม้ตัวโรงไฟฟ้าจะมีระบบตรวจจับและดักสารโลหะหนักเหล่านั้น แต่จากข้อมูลพบว่า โรงไฟฟ้าไม่ได้มีการติดตั้งระบบหรือเครื่องมือที่มีความสามารถดักสารปรอท ที่ถือเป็นสารอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เพราะสามารถเข้าสู่ร่างการมนุษย์ได้ง่าย ถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก และจากพืชหรือสัตว์สู่คนได้ อีกทั้งแม้แต่เครื่องมือตรวจจับสารโลหะหนักในอากาศของหน่วยงานในไทย เช่น เครื่องมือตรวจจับสารโลหะหนักที่ติดตั้งที่โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ ยังไม่มีความสามารถในการดักจับสารปรอท ดังนั้นการปนเปื้อนสารปรอทจึงเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างมาก เพราะยังไม่มีระบบการเฝ้าระวัง
“พื้นที่บ้านน้ำรีและบ้านน้ำช้างถือเป็นพื้นที่ต้นน้ำและแหล่งความมั่นคงทางอาหาร ทั้งข้าวโพด กาแฟ หม่อน มะม่วงหิมพานต์ กล้วย และพืชผัก ที่ส่งต่อมายังคนในเมือง การเฝ้าระวังที่ดีที่สุดคือต้องทำตั้งแต่ที่ต้นทางคือโรงไฟฟ้า แต่กลับไม่มีระบบอะไรเลยที่จะตรวจจับสารปรอท ข้อมูลนี้จึงหายไป งานของเราจึงเข้าไปพยายามพัฒนาระบบเฝ้าระวังให้แก่ชาวบ้านตั้งแต่ในพื้นที่หมู่บ้าน เพราะไม่ต้องการรอให้ผู้คนป่วย หากมีแนวโน้มชี้ชัดถึงผลกระทบก็สามารถจัดการป้องกันสุขภาพและสิ่งแวดล้อมได้ทันท่วงที” นางสาวสมพร กล่าว
ดร.นัทมล คงเจริญ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หนึ่งในคณะนักวิจัย กล่าวว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินหงสาเป็นโครงการที่เกิดขึ้นในประเทศลาว แต่ในอนาคตหากมีมลพิษเกิดขึ้น ผลกระทบย่อมไม่หยุดอยู่ที่เส้นพรมแดน ผู้ประกอบการก็ควรมีส่วนรับผิดชอบถึงผลกระทบ ซึ่งในแง่กฎหมายอาจต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากลาวและไทย เพื่อมุ่งเน้นให้โครงการที่เสี่ยงมีผลกระทบคำนึงถึงรัศมีของผลกระทบข้ามพรมแดนด้วย ซึ่งหวังว่าการศึกษากรณีโรงไฟฟ้าหงสาจะเป็นต้นแบบให้เกิดกลไกความร่วมมือของทั้งสองประเทศ
ด้านนายธีรพัฒน์ แสงสี ชาวบ้านน้ำรีพัฒนา อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน กล่าวว่า 2 ปีที่ผ่านมาหลังมีการเปิดดำเนินการโรงไฟฟ้าถ่านหินหงสา ชาวบ้านอยากรู้ข้อมูลให้ชัดเจนว่าจะมีผลกระทบต่อชุมชนหรือไม่ โดยเฉพาะต่อการทำเกษตรกรรมของชาวบ้าน จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงมาตรวจสอบ เพราะชุมชนมีผลผลิตหม่อนปีละหลายร้อยตัน ก็เกรงว่าในอนาคตอาจสูญเสียรายได้หลัก รวมถึงปัญหาต่อสุขภาพ ที่โรงไฟฟ้าถ่านหินไม่ได้ติดตั้งระบบดักสารปรอท รวมถึงสารหนู ซึ่งอาจปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำที่ชาวบ้านใช้อุปโภคและบริโภคได้
นายณรงค์ฤทธิ์ สิริสงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาไร่หลวง อ.สองแคว จ.น่าน กล่าวว่า ในพื้นที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากโครงการสายส่ง ชาวบ้านมีความกังวลถึงการปนเปื้อน และกระแสลมในแต่ละฤดูกาลที่อาจนำมลพิษมามาถึงชุมชน จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงมาตรวจสอบ
นายแพทย์ฬุจิศักดิ์ วรเดชวิทยา รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเด็นที่ชาวบ้านกังวลมากที่สุดคือผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรม เพราะเป็นอาชีพหลักสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน หากเกิดผลกระทบก็จะเห็นผลทันที ต่างจากเรื่องสุขภาพที่กว่าจะสะสมเกิดผลกระทบอาจใช้เวลามากกว่า 5-10 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตามในฐานะที่เป็นหน่วยงานในพื้นที่ก็มีการลงเก็บข้อมูลสุขภาพเพื่อเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน แต่เนื่องจากงบประมาณที่จำกัดและมีค่าใช้จ่ายหลักในเรื่องการซื้อยาและเวชภัณฑ์ จึงอยากให้ระดับนโยบายให้ความสำคัญให้การสนับสนุน เพื่อเป็นการเฝ้าระวังและป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าการรักษาโรค
ด้านนางสาวหฤทัย ทิพยจันทร์ ตัวแทนโรงไฟฟ้าหงสา กล่าวว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินหงสาได้ทำการศึกษาอย่างครอบคลุมใน ดิน น้ำ อากาศ อย่างครอบคลุม ตั้งแต่ก่อนมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าและในปัจจุบันในรัศมี 50 กิโลเมตร และมีการเฝ้าระวังเป็นระยะ ทั้งยังทำงานร่วมกับหน่วยงานทั้งในลาวและน่าน แต่มลพิษอาจเกิดได้จากหลายแหล่งและเมื่อข้ามพรมแดนก็ไม่ได้ติดป้ายว่ามาจากโรงไฟฟ้า ดังนั้นจึงอยากให้การวิจัยวิเคราะห์ผลกระทบด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง โดยโรงไฟฟ้าก็ยินดีแลกเปลี่ยนข้อมูลให้ทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดการส่อสารข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด
———-