Search

กรณีศึกษา-เป็นครั้งแรกนักอนุรักษ์จีนฟ้องบริษัทสร้างเขื่อนยักษ์ใหญ่ในลุ่มน้ำโขง ชี้ทำลายป่ายูนนาน นักกฏหมายชี้ช่องโหว่กฏหมายไทย เผยเป็นบริษัทเดียวกับที่ศึกษาอีไอเอเขื่อนปากแบง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ เว็บไซด์ sixthtone.com รายงานข่าวว่า กลุ่มเอ็นจีโอด้านสิ่งแวดล้อมของจีน “เฟรนดส์ออฟเนเจอร์” (Friends of Nature) ได้ยื่นฟ้องศาลในประเทศจีน กรณีเขื่อนที่กำลังก่อสร้างบนลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขง โดยฟ้องต่อบริษัทสร้างเขื่อน คือ บริษัทไชน่ารีซอสเซสสิบสองปันนา (China Resources Power Yunnan Xishuangbanna) จำกัด และบริษัท Kunming Engineering จำกัด ซึ่งเป็นผู้จัดทำรายงานประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการ โดยบริษัทคุณหมิงเอ็นจีเนียริ่ง เป็นบริษัทลูกของ Power Construction Corporation of China ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของจีนที่ถูกจัดอันดับอยู่ในกลุ่มบริษัท Fortune Global 500 และมีมูลค่าทางธุรกิจ 87 พันล้านเหรียญ

รายงานข่าวระบุว่า กลุ่มเฟรนดส์ออฟเนเจอร์ ได้ฟ้องร้องต่อศาลให้บริษัทไชนารีสอร์ซเซส ซึ่งเป็นบริษที่ที่ได้รับสัมปทานในการสร้างเขื่อน หยุดการตัดไม้ในพื้นที่อนุรักษ์ ให้แก้ไขผลกระทบด้านนิเวศวิทยาเนื่องจากการสร้างเขื่อน และให้ร่วมกับบริษัทด้านวิศวกรรม รับผิดชอบจ่ายค่าชดเชยต่อปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในบริเวณก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำเขาหุยหลง

ทางด้านนายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของกล่าวว่า เป็นสิ่งที่จะต้องหากระบวนการนำไปสู่ความถูกต้อง ถือว่ากลุ่มอนุรักษ์ของจีนเขาได้พยายามใช้สิทธิ์ที่เขามีอยู่ตามกฎหมายในการปกป้องสิ่งแวดล้อมของเขา เป็นปรากกฎการณ์ใหม่ที่ขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมต่อเจ้าของโครงการต่างๆ ถือเป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า ข้อกฎหมายในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมที่เราพยายามพูดมาตลอดว่ากฎหมายยังไปไม่ถึง ทำอะไรไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่ต้องทำและสร้างต่อไป และกลายเป็นเรื่องสำคัญไปแล้วและเห็นช่องทางทางกฎหมายแล้ว และคิดว่าถ้าเจ้าของโครงการขนาดใหญ่ไม่ตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมและประชาชนเช่นกรณีนี้ ก็อาจจะมีการฟ้องในลักษณะนี้รายโครงการมากขึ้นทั่วแม่น้ำโขงในอนาคตแน่นอน

นายนิวัฒน์กล่าวว่า ล่าสุดกลุ่มรักษ์เชียงของ ในนามกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมท้องถิ่น ได้ทำหนังสือถึงการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สอบถามเกี่ยวกับสัญญาการซื้อขายไฟฟ้าจากเขื่อนปากแบง บนแม่น้ำโขงใกล้พรมแดนไทยลาว โดยเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมาว่า กฟผ.พึ่งได้ทำหนังสือตอบกลับมาว่า คณะอนุกรรมการประสานงานความร่วมมือด้านพลังไฟฟ้าระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านได้มีมติให้รอความชัดเจนของการทบทวนแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (Power Development Plan) ฉบับใหม่ กฟผ.จึงยังไม่มีการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากโครงการเขื่อนปากแบงในขณะนี้


“เป็นสิ่งที่กฟผ.และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการซื้อขายพลังงาน ต้องพิจารณาให้รอบด้านและระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ต้องพิจารณาถึงความต้องการไฟฟ้าของประเทศที่เป็นอยู่ หรือปัญหาของโครงการดังกล่าวที่อาจจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชนริมแม่น้ำโขง ไม่อยากให้เป็นเหมือนการซื้อขายไฟฟ้าที่ทำแบบเร่งด่วนเหมือนกรณีเขื่อนไซยะบุรีที่ปัญหาผลกระทบยังไม่มีแนวทางแก้ไขที่ชัดเจน แต่มีการเซ็นสัญญาซื้อขายไปแล้ว” ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของกล่าว

นางสาว ส.รัตนมณี พลกล้า ผู้ประสานงานและนักกฎหมาย มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน กล่าวว่า กรณีนี้ถือว่าเป็นความก้าวหน้าของประเทศจีนที่จะคุ้มครองด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนมากขึ้น และเป็นที่ทราบกันว่าจีนสร้างเขื่อนไว้มากมายทั้งในประเทศและนอกประเทศ โครงการนี้เป็นเขื่อนที่ก่อสร้างในประเทศจีน โดยบริษัทของจีน จึงสามารถฟ้องได้เลย แต่สิ่งที่ก้าวหน้ากว่านั้น คือ เป็นการฟ้องเอกชนขณะที่เขื่อนกำลังสร้าง ซึ่งผลกระทบโดยตรงจากตัวเขื่อนยังไม่เกิด คงมีแต่ผลกระทบขณะก่อสร้าง ส่วนในประเทศไทย การที่จะฟ้องโครงการใดๆของเอกชน โดยการฟ้องตรง จะฟ้องได้ก็ต่อเมื่อมีการก่อสร้างไปแล้ว หรือเกิดผลกระทบขึ้นแล้ว ซึ่งในประเทศไทยการฟ้องเรื่องเขื่อนยังไม่มี

น.ส.ส.รัตนมณี กล่าวว่าเท่าที่ทราบเคยมีการฟ้องการก่อสร้างคอนโดมิเนียมที่เป็นที่อยู่อาศัยเท่านั้น ซึ่งเป็นกรณีที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างจึงฟ้องได้ แต่กรณีที่จะฟ้องว่าตัวโครงการนั้นส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือสิทธิมนุษยชนที่ไม่เกี่ยวกับการก่อสร้างนั้น ยังไม่มีในประเทศไทย ดังนั้น จึงมองว่ากรณีการฟ้องคดีของจีนเป็นความก้าวหน้าในกระบวนการยุติธรรมของจีนเกี่ยวกับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม

น.ส.ส.รัตนมณี กล่าวว่ากรณีเขื่อนที่ส่งผลกระทบกับประเทศไทยเป็นเขื่อนที่อยู่นอกประเทศ ซึ่งระหว่างการก่อสร้างเขื่อนมันมีผลกระทบแล้วแน่นอน มีปัญหาว่า แม้ผู้ก่อสร้างจะเป็นบริษัทที่ลงทุนโดยบริษัทไทย แต่หากบริษัทดังกล่าวไปจดทะเบียนเป็นบริษัทในประเทศอื่นก็จะถือไม่ได้ว่า เป็นบริษัทไทย อีกทั้ง ยังต้องนำเอาพรบ.ว่าด้วยกฎหมายขัดกัน มาใช้ในกรณีนี้ ซึ่งต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า เป็นคนไทยหรือเป็นนิติบุคคลไทย และเป็นการกระทำละเมิดตามกฎหมายไทย ถึงจะมาใช้กฎหมายเรื่องนี้ได้

“นี่เป็นความยากลำบากของกรณีความรับผิดชอบข้ามพรมแดน โดยที่ตามกฎหมายไทยผู้จดทะเบียนบริษัทก็ถือเป็นบุคคลอื่น ถ้าบริษัทไทยไปจดทะเบียนในประเทศอื่นก็จะกลายเป็นไม่ใช่คนไทย ไม่ใช่นิติบุคคลไทย ซึ่งก็จะต้องไปดูเรื่องความเป็นตัวการตัวแทนตามกฎหมายแพ่งว่าด้วยตัวการตัวแทน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย แต่ที่สำคัญที่สุดตัวอย่างของการฟ้องคดีของประเทศจีนในเรื่องนี้คือ มีการฟ้องคดีกับบริษัทเอกชนเกี่ยวกับการสร้างเขื่อนในประเทศจีน ที่มีลักษณะของการฟ้องเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก่อนที่จะมีความเสียหายเกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าในการปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อม” นางสาว ส.รัตนมณี กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีคดีการฟ้องร้องต่อบริษัทเอกชนของจีนให้ยุติการก่อสร้างเขื่อนหุยหลง มีชื่อของบริษัท Kunming Engineering Corporation จำกัด ซึ่งเป็นผู้จัดทำรายงานประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ถูกกล่าวหาเป็นจำเลยในคดีนี้ร่วมด้วย ซึ่งบริษัทนี้เป็นบริษัทเดียวกับที่จัดทำรายงานการศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดน ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคม ของโครงการเขื่อนปากแบง เขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลัก โดยกลุ่มบริษัทต้าถังโอเวอร์ซีใส์อินเวสต์เม้นต์ (Datang Overseas Investment) เป็นผู้ได้รับสัมปทาน ซึ่งจาการทบทวนของผู้เชี่ยวชาญของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง พบว่า รายงานการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมของเขื่อนปากแบงมีข้อบกพร่องหลายจุด มีการใช้ข้อมูลที่ไม่ทันต่อสถานการณ์และมีการเก็บข้อมูลที่ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะประเด็น อุทกธวิทยาการไหลของน้ำและการประมง ซึ่งผลการศึกษาขัดกับรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงที่ทำการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง