
เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2561 เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขงและภาคประชาชน 38 องค์กร ได้ส่งจดหมายถึงประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) เรื่องการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการทบทวนแผนพลังงานไฟฟ้า PDP ฉบับใหม่ โดยระบุว่าเครือข่ายภาคประชาชน ซึ่งได้รับผลกระทบจากการสร้างโรงไฟฟ้าต่างๆ ในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ได้ติดตามการทบทวนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ซึ่งมีรายงานข่าวว่าจะจัดทำให้แล้วเสร็จในเดือนมีนาคมนี้ อย่างไรก็ตามภาคประชาชนยังไม่ได้รับรู้ข้อมูลกระบวนการทบทวนดังกล่าวอย่างเพียงพอ
ในจดหมายระบุว่า จากข้อมูลบนเว็บไซต์ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) พบว่า ณ เดือนมกราคม 2561 ประเทศไทยมีกำลังผลิตติดตั้ง 42,299 เมกกะวัตต์ ในขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของปี 2561 (จากข้อมูลที่เปิดเผยในขณะนี้) เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 19.22 น. มีค่าเท่ากับ 26,351 เมกะวัตต์ แสดงถึงปริมาณไฟฟ้าสำรองในระบบสูงถึง 15,947 เมกะวัตต์ คิดเป็นร้อยละ 60.5 ของความต้องการสูงสุด ซึ่งแสดงถึงแนวโน้มที่ความต้องการไฟฟ้าจะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก ดังที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา ที่ความต้องการสูงสุดติดลบกว่า 1,000 เมกะวัตต์ จากปี 2559 (สูงกว่าสถานการณ์ของประเทศไทยหลังเกิดวิกฤตฟองสบู่แตกเมื่อปี 2540)
“ตัวเลขดังกล่าวนี้สะท้อนถึงระบบไฟฟ้าที่ไร้ประสิทธิภาพและสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในพื้นที่โรงไฟฟ้าและเขื่อนต่างๆ สำหรับสถานการณ์ในปีนี้ กระทรวงพลังงานได้คาดการณ์ว่าความต้องการไฟฟ้าสูงสุดจะต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง แต่อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่มีผลประโยชน์ในโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ทั้ง กฟผ. ปตท. และผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (IPP) ยังคงแสดงความพยายามที่จะผลักดันให้เกิดโรงไฟฟ้าถ่านหิน และโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ อย่างไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นจริง ซึ่งสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมานั้น นอกจากผลกระทบสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชนในหลายๆ พื้นที่ทั้งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ภาระทางการเงินที่เกิดขึ้นจากโครงการเหล่านี้ยังจะตกแก่ผู้บริโภคไฟฟ้าอย่างไม่เป็นธรรมอีกด้วย”ในจดหมายระบุ
ในจดหมายระบุด้วยว่า ประชาชนที่เดือดร้อนจากผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคม จากโรงไฟฟ้าต่างๆ ที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง หรือเสนอให้มีการก่อสร้าง เพื่อนำไฟฟ้าเข้าระบบของประเทศไทย อาทิ เขื่อนไซยะบุรีและเขื่อนปากแบง บนแม่น้ำโขง โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา เขื่อนเมืองโต๋น (มายตง) และเขื่อนฮัตจี บนแม่น้ำสาละวิน และภายใต้รัฐบาล คสช. เรายังได้เห็นการเกิดขึ้นของโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสตึงมนัม และโรงไฟฟ้าถ่านหินเกาะกง ประเทศกัมพูชา ที่จะส่งไฟฟ้าเข้ามาขายแก่ประเทศไทย ซึ่งจะสร้างภาระทางการเงินแก่ผู้บริโภคอย่างไม่เป็นธรรม และไม่โปร่งใสอีกด้วย
“กรณีตัวอย่าง เช่น โครงการเขื่อนไซยะบุรี ซึ่งมีการฟ้องร้องเกี่ยวกับผลกระทบข้ามพรมแดน อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด ขณะนี้การก่อสร้างใกล้แล้วเสร็จ โดยจะส่งไฟฟ้าเข้าสู่ระบบในปี 2562 ซึ่งยังคงเป็นช่วงที่กำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยทั้งระบบ ยังมีปริมาณเกินความจำเป็นอยู่สูงมาก แต่สัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ลงนามกับกฟผ.เป็นแบบ take or pay ราว 4,000 ล้านหน่วยต่อปี คือแม้ประเทศไทยจะไม่มีความจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากโครงการนี้ แต่ก็ต้องจ่ายเงินเพื่อนำเข้ากระแสไฟฟ้า เป็นต้น นำมาสู่ความข้องใจและเป็นประเด็นคำถามต่อผลประโยชน์ทับซ้อนของ กฟผ. และ ปตท. ในฐานะที่บริษัทลูกของ กฟผ. และ ปตท. เป็นผู้ร่วมทุนการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรี
ในจดหมายระบุว่า เป็นปัญหาใหญ่ที่ กกพ.จะต้องถือเป็นวาระแห่งชาติ ในการทบทวนและปฏิรูปกระบวนการจัดทำแผน PDP ให้เกิดความโปร่งใส และเป็นธรรมต่อประชาชน โดยเครือข่ายฯ มีข้อเสนอต่อการปรับปรุงกระบวนการวางแผน PDP เบื้องต้นดังนี้ 1.ยกเลิกระบบประกันผลกำไรให้ กฟผ. (Return On Invested Capital: ROIC) และยกเลิกการชดเชยหน่วยขายไฟฟ้าสูตร Ft เพื่อตัดวงจรการขยายระบบอย่างไร้ประสิทธิภาพ 2. สร้างระบบรับผิดในการวางแผนและพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าด้วยการนำระบบ contracted demand มาใช้กับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ เช่น อุตสาหกรรมและห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ที่ก่อภาระในการจัดหาไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ในขณะที่ผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อย/ภาคครัวเรือน ใช้ไฟฟ้าในสัดส่วนที่ไม่มาก
3. พิจารณาโครงการลงทุนเพื่อการจัดการด้านความต้องการ (Demand-side Management-DSM) ให้เป็นส่วนหนึ่งในการลงทุนจัดหาไฟฟ้าอย่างจริงจัง โดยถือเป็นโครงการที่บรรจุใน PDP เทียบเท่ากับกำลังผลิตอื่นๆ และเป็นอิสระจากอิทธิพลของการสร้างยอดหน่วยขายให้สูง ซึ่งมีผลต่อรายได้ประจำปีของการไฟฟ้าต่างๆ 4. ต้องมีการตรวจสอบแผน PDP ให้มีความสอดคล้องกับนโยบายของรัฐ โดยมีการจัดทำแผนเปรียบเทียบมากกว่า 1 แผนเพื่อเลือกแผนที่ดีที่สุด และให้มีการวางแผนแบบผสมผสาน (Integrated Resource Planning : IRP) 5. พิจารณาทบทวนถอนโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน โครงการก่อสร้างเขื่อนพลังน้ำ และโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการดังกล่าวออกจากแผน เพื่อให้เกิดความสมดุลกับความต้องการที่แท้จริง