กะเหรี่ยงจัดตั้งอุทยานสันติภาพสาละวินให้ชุมชนบริหารจัดการกันเอง-ไม่ง้อพม่า รองผบ.สส.ชี้แผนสันติภาพของรัฐบาลกลางมีแค่เปลือกเพียงแค่ต้องการมีอำนาจเหนือดินแดนกลุ่มชาติพันธุ์

ระหว่างวันที่ 18-19 ธันวาคม 2561 ที่หมู่บ้านเดปูโหน่ จังหวัดมือตรอ รัฐกะเหรี่ยง ประเทศพม่า ได้มีกิจกรรมประกาศจัดตั้งอุทยานสันติภาพสาละวิน (Salween Peace Park) ซึ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติที่สร้างขึ้นเพื่อรักษามรดกทางวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงและสัตว์ป่ารวมทั้งลุ่มแม่น้ำสาละวิน และแสดงให้เห็นถึงวิธีการที่ชาวกะเหรี่ยงสามารถจัดการที่ดินและป่าไม้ของตนได้อย่างยั่งยืนตลอดจนปกป้องสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ เช่น เสือ หมี โดยมีพื้นที่ 5,400 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 3 แห่งและป่าชุมชนกว่า 30 แห่ง โดยมีชาวกะเหรี่ยงทั้งในรัฐกะเหรี่ยงและกะเหรี่ยงฝั่งไทย รวมทั้งชาวคะเรนนีและผู้สังเกตการณ์ต่างชาติ เข้าร่วมงานกว่า 500 คน

งานเริ่มขึ้นตั้งแต่เช้าวันที่ 18 โดยในเวลา 08.30 น. เหล่าผู้อาวุโสและผู้นำทางจิตวิญญาณชาวกะเหรี่ยงได้ทำพิธีกรรมตามความเชื่อแบบดั้งเดิม และการแสดงดนตรีโดยชิ สุวิชาญ จากนั้นนายพอล เส่งทว่า ผู้อำนวยการเครือข่ายปฎิบัติการเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมกะเหรี่ยง ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดงานว่า ตอนนี้ชุมชนได้ตกลงกันได้เกี่ยวกับการจัดการอุทยานฯจึงประกาศอย่างเป็นทางการเพื่อสร้างความชัดเจนในพื้นที่เช่นเดียวกับการรับรองระเบียบต่างๆซึ่งได้เชิญพี่น้องกะเหรี่ยงจากฝั่งไทยมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์

งานเริ่มขึ้นตั้งแต่เช้าวันที่ 18 โดยในเวลา 08.30 น. เหล่าผู้อาวุโสและผู้นำทางจิตวิญญาณชาวกะเหรี่ยงได้ทำพิธีกรรมตามความเชื่อแบบดั้งเดิม และการแสดงดนตรีโดยชิ สุวิชาญ จากนั้นนายพอล เส่งทว่า ผู้อำนวยการเครือข่ายปฎิบัติการเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมกะเหรี่ยง ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดงานว่า ตอนนี้ชุมชนได้ตกลงกันได้เกี่ยวกับการจัดการอุทยานฯจึงประกาศอย่างเป็นทางการเพื่อสร้างความชัดเจนในพื้นที่เช่นเดียวกับการรับรองระเบียบต่างๆซึ่งได้เชิญพี่น้องกะเหรี่ยงจากฝั่งไทยมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์

“อุทยานฯแห่งนี้แสดงให้เห็นถึงการที่ชนพื้นเมืองอนุรักษ์แผ่นดินของตัวเองซึ่งบรรพบุรุษทิ้งไว้ให้ทั้งบนดินในอากาศและในน้ำที่ลูกหลานต้องสืบทอดต่อไป ที่เป็นอุทยานสันติภาพ แตกต่างจากของรัฐบาล โดยรัฐบาลเมื่อลงนามสันติภาพแล้วมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ที่เราทำคือทุกคนมีสิทธิที่จะกำหนดชะตาของตัวเองเพื่อให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้ซึ่งเป็นวัฒนธรรมกะเหรี่ยงอยู่แล้วเพียงแต่ทำให้ชัดเจนขึ้นโดยประชาชนชาวมือตรอสามารถบริหารและจัดการด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งรัฐบาลกลาง สิ่งที่เรารับรู้คือเมื่อภูมิปัญญาของเรายังอยู่ คนปกาเกอญอก็ยังอยู่ แต่ถ้าภูมิปัญญาเราหายไป คนปกาเกอะญอก็อยู่ไม่ได้ และป่าไม้ก็จะหมดไป”นายพอล เส่งทว่า กล่าว

นายแทนเดอร์ ผู้ว่าราชการเมืองมือตรอของสหภาพชนชาติกะเหรี่ยง (เคเอ็นยู) กล่าวว่าการจัดตั้งอุทยานฯ ครั้งนี้เพื่อให้ลูกหลานและคนรุ่นต่อๆไปได้ใช้ทรัพยากรต่อเพราะเรามีภูมิปัญญาที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษจึงต้องรักษาเอาไว้โดยมีการสร้างกฎระเบียบชัดเจนขึ้นโดยไม่เบียดเบียนหรือละเมิดคนในพื้นที่โดยเราอยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ แต่คนที่เราต่อสู้ด้วยไม่ให้สิทธิเช่นนี้กับเราเพราะเขายึดระเบียบของรัฐบาลกลาง

นายดีเกรย์ จูเนียร์ ประธานคณะกรรมการอุทยานสันติภาพสาละวินกล่าวว่า สำหรับคนมือตรอได้มาพบกันในลักษณะนี้ไม่บ่อยนักทำให้เกิดการมาพูดคุยกันและเกิดความสามัคคีสร้างกำลังใจให้กับคนในพื้นที่แต่ละอำเภอพยายามขับเคลื่อนกันเอง เราต้องกำหนดชะตาของตัวเองเพื่อให้คนนอกเห็นคุณค่าของวิถีชีวิต รวมทั้งสิทธิของเรา ถ้ารู้แล้วเราไม่ทำก็ไปต่อไม่ได้ จึงต้องรักษาสิ่งที่เรามี รัฐบาลพม่าพูดเรื่องสันติภาพแต่ไม่เคยทำให้เกิดสันติภาพที่แท้จริง แต่สิ่งที่เรากำลังทำคือสันติภาพซึ่งเป็นตัวอย่างให้คนพื้นที่อื่นๆรวมถึงรัฐบาลพม่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เกิดจากคนมือตรอเท่านั้นแต่ทุกคนร่วมกัน

เวลา 10.30 น.ได้มีการรายงานผลประชามติซึ่งชาวบ้าน 29,000 คนหรือ 75.1 % ของ 3 อำเภอในจังหวัดมือตรอที่มีพื้นที่อุทยานเห็นด้วยกับการจัดตั้งอุทยานครั้งนี้ จากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดมือตรอ ประธานคณะกรรมการอุทยาน ผู้แทนกลุ่มสตรี และผู้เฒ่าซึ่งเป็นผู้นำจิตวิญญาณได้ร่วมกันลงนามในข้อตกลงและประกาศเขตอุทยานสันติภาพสาละวิน

พลเอกบอจ่อ แฮ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดเคเอ็นยู ให้สัมภาษณ์ว่าเดิมทีอยากให้มีพื้นที่อนุรักษ์เหมือนกับอุทยานในประเทศไทย แต่มีเพื่อนในต่างประเทศเสนอความเห็นว่าในหลายแห่งของโลกได้จัดตั้งเป็นอุทยานสันติภาพเพื่อให้คน สัตว์ป่าและธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้ ซึ่งพื้นที่แห่งนี้ก็ควรเป็นอุทยานสันติภาพมากกว่า ดังนั้นจึงได้มีการจัดตั้งโดยหารือกับทุกฝ่าย และเมือปี 2012 รัฐบาลพม่าได้ดำเนินกระบวนการสันติภาพร่วมกับกลุ่มชาติพัธุ์ต่างๆ แต่ยังไม่ใช่สันติภาพที่แท้จริงเพราะรัฐบาลพม่าไม่ยอมฟังคนอื่นเพราะมีโจทย์อยู่แล้วว่าต้องการมีอำนาจเหนือแผ่นดินของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ

พลเอกบอจ่อ แฮ กล่าวว่าถ้าพม่าต้องการสันติภาพที่แท้จริงก็สามารถเข้าร่วมจัดทำอุทยานสันติภาพในลักษณะนี้ได้ อยากให้เห็นว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ของชาติพันธุ์ มีความแตกต่างจากชาวพม่าและมีวิถีชีวิตวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมานับร้อยๆปี เมื่อมีปัญหาก็หารือกัน โดยยอมรับความคิดเห็นของคนอื่นและปรับตัวเข้าหากัน และตราบใดที่แผนสันติภาพยังปฎิเสธความแตกต่างก็จะไม่เกิดสันติภาพขึ้นจริง

“เราอยากให้เกิดพื้นที่สันติภาพเล็กๆเช่นนี้ทั่วพม่าและเชื่อมต่อกันเป็นแผนใหญ่ในพม่า แต่ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลทหารหรือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ต่างก็มีเป้าหมายเหมือนกันคือมีอำนาจเหนือดินแดนและมองข้ามความต้องการของกลุ่มชาติพันธุ์ ทำให้สันติภาพที่แท้จริงไม่เกิดเพราะรัฐบาลพม่ายังต้องการเป็นศูนย์กลางอำนาจ เพราะฉะนั้นแผนสันติภาพจึงมีแต่เปลือกแต่ไม่มีแก่น” พลเอกบอจ่อ แฮ กล่าว

ทั้งนี้การจัดตั้งอุทยานสันติภาพสาละวินได้เริ่มดำเนินการมาแล้ว 4-5 ปีโดยได้ทำควาเข้าใจกับหมู่บ้านต่างๆกว่า 30 แห่งที่อาศัยอยู่ในพื้นที่โดยแบ่งเป็นป่าอนุรักษ์ที่เป็นป่าปิดเพื่อเป็นแหล่งของสัตว์และพืช นอกจากนี้ยังมีป่าใช้สอยซึ่งส่วนใหญ่เป็นป่าที่อยู่ติดกับไร่-นาของชุมชน ซึ่งชาวบ้านสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ ขณะเดียวกันได้มีแนวเขตพื้นที่ไร่-นาและที่อยู่อาศัยของชาวบ้านชัดเจนและมีกฎกติกาของชุมชนร่วมกัน นอกจากนี้ยังมีแหล่งอนุรักษ์พันธุ์ปลาในล้ำห้วยและแม่น้ำ โดยมีคณะกรรมการของอุทยานฯ เป็นผู้ดูแลและได้ตั้งคณะกรรมการชุดย่อยด้านต่างๆเพื่อทำการวิจัย เช่น คณะกรรมการศึกษาพันธุ์พืช

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.