กะเหรี่ยง : แม้ว่ารัฐบาลพม่าและกองกำลังกะเหรี่ยงพุทธเพื่อประชาธิปไตย (DKBA) จะประสบความสำเร็จ ในการเข้ายึดครองพื้นที่กองพล 7 ฝ่ายสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ด้านตรงข้าม จ.ตาก ทำให้  KNU เสียที่มั่นสำคัญใกล้ชายแดน ซึ่งส่งผลต่อยุทธศาสตร์ความเคลื่อนไหวของกองกำลังชนกลุ่มน้อยนี้อย่างยิ่ง แต่ไฟสงครามชายแดนตะวันตกก็ใช่ว่าจะถึงจุดยุติ ตรงข้ามพม่าและ DKBA กำลังเพิ่มความพยายามที่จะแย่งชิงพื้นที่กองพล 5 ของฝ่าย KNU ด้านตรงข้ามอ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน รอเวลาเพียงให้พ้นผ่านช่วงฤดูฝนนี้ไปเท่านั้น การสู้รบครั้งใหญ่ในลุ่มน้ำสาละวินก็อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง

“พื้นที่กองพล 7 เป็นฐานบัญชาการ แต่พื้นที่ของกองพล 5 เป็นฐานการสนับสนุนให้กับอีก 3 กองพลของ KNU คือกองพลที่ 12 และ 3 หากพื้นที่ของกองพล 5 สั่นคลอน อีก 3 กองพลที่เหลือก็จะสั่นคลอนตามไปด้วย พล.ต.บอเจาะ ผู้บัญชาการกองพล 5 KNU ให้ความเห็นต่อสถานการณ์ที่กำลังจะทวีความร้อนแรงในอีกไม่นานจากนี้

เขาบอกว่าตั้งแต่เดือนกันยายนถึงธันวาคมนี้ พื้นที่นี้จะเป็นเป้าหมายการโจมตีต่อไป สภาพการณ์ที่เขาประมวลจากการข่าวทราบว่า กองกำลังรัฐบาลพม่าจะเปิดฉากโจมตีจากด้านใน ส่วนกองกำลัง DKBA จะรับผิดชอบปิดล้อมและโจมตีจากด้านแนวชายแดน

ผู้บัญชาการกองพล 5 KNU ประเมินว่า สถานการณ์สู้รบครั้งนี้น่าจะรุนแรงที่สุดหากเทียบกับช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น แผนการช่วยเหลือประชาชนที่จะได้รับผลกระทบนับหมื่นคน จึงจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายประชาชนบางหมู่บ้านในพื้นที่สู้รบออกไปก่อน แต่คงไม่สามารถเคลื่อนย้ายมายังพื้นที่แนวชายแดนได้อีก เพราะสถานการณ์ตามแนวชายแดนไม่น่าจะมีความปลอดภัยอีกต่อไป

พ.ต.จ่อมู รองผู้บังคับการกองพัน 1 กองพล 5 KNU ซึ่งเป็นกองกำลังในพื้นที่ระบุว่า สัญญานที่เห็นชัดเจนแล้วในขณะนี้ก็คือ พม่า และ DKBA เคลื่อนกำลังบีบเข้ามาเรื่อยๆ จากด้านใต้ของเขตมือตรอ ซึ่งอาจมีการปะทะกันขึ้นในพื้นที่ตรงข้าม อ.สบเมย และแม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอนของไทย

เขาบอกว่าภายใต้สัญญาณร้อนระอุ ซึ่งพม่าและ DKBA เตรียมการการบุกโจมตีระลอกใหม่นี้ กองพล 5 สามารถคุมพื้นที่ใต้ระดับหนึ่ง หากเกิดการสู้รบกันขึ้นเชื่อว่าสามารถจะยันกองกำลังฝ่ายพม่าและ  DKBA ได้ ส่วนการอพยพชาวบ้านในพื้นที่สู้รบนั้นอาจมีบ้างแต่คงเป็นส่วนน้อย

สถานการณ์ของฝ่าย KNU ดูจะร้อนเป็นอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่ความจำเป็นที่ต้องรักษาที่มั่นติดชายแดนแห่งสุดท้ายนี้เอาไว้ เพื่อเป็นฐานการสนับสนุนกองกำลังในพื้นที่อื่นๆ รวมทั้งการพยายามขัดขวางมิให้มีการก่อสร้างเขื่อน เพราะหากรัฐบาลพม่าก่อสร้างเขื่อนได้สำเร็จ จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงในทางยุทธศาสตร์ของฝ่าย KNU

พล.ต.บอเจาะ บอกว่า การสร้างเขื่อนเป็นวิธีการรบแบบใหม่ที่พม่านำมาใช้ในการกดดันและปราบปราม กลุ่มต่อต้าน ซึ่ง KNU มีบทเรียนสำคัญที่ต้องขัดขวางการสร้างเขื่อนจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วจาก การก่อสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำส่วยจินในพื้นที่ของกองพล 3

การสร้างเขื่อนทำให้น้ำท่วมพื้นที่ เราต้องเสียพื้นที่ในการเคลื่อนไหว เพราะชาวบ้านต้องย้ายถิ่นฐาน การเคลื่อนไหวทางทหารก็เป็นไปอย่างยากลำบาก ผลกระทบที่สำคัญก็คือการตัดมวลชนออกจากกองกำลัง KNU”

ขณะที่ พ.ต.จ่อมู เห็นว่า หากการก่อสร้างเขื่อนฮัตจีประสบผลสำเร็จ ย่อมหมายถึงการแตกสลาย ต่างคนต่างแสวงหาทางรอด หากพม่าคิดว่าการแตกสลายของฝ่าย KNU เป็นความสำเร็จ นั่นเป็นการคิดผิดอย่างยิ่ง เพราะถึงขณะนั้นคงไม่มีฝ่ายใดควบคุมอะไรได้ เพราะอยู่ในภาวะความวุ่นวาย ชาวบ้านแตกหนี อาจมีการจัดตั้งเป็นกลุ่มอิสระต่างๆ ขึ้นมา ซึ่งจะทำให้การควบคุมพื้นที่ยากยิ่งขึ้นไปอีก

ปัญหาจะเกิดตามมาอีกมาก และไทยเองก็คงหนีไม่พ้นจากผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ทั้งชาวบ้านที่อพยพ ปัญหาความวุ่นวายตามแนวชายแดน รวมทั้งต้นทุนในการก่อสร้างที่อาจจะเพิ่มขึ้นอีกมากจากความจำเป็นในการคุ้ม ครองความปลอดภัยในการก่อสร้างเขื่อน เหลือเวลาอีกไม่นานนักที่ความชุ่มเย็นของสายฝนจะหมดไป และไฟแห่งการสู้รบริมฝั่งน้ำสาละวินก็จะปะทุขึ้นอีกครั้ง.

 

เผยแพร่เมื่อ Sat, 11/21/2009

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.