สัมผัสหงสา-ไซยะ ก่อนเดินเครื่องแบตเตอรี่สู่ไทย (จบ)

 

นโยบายแบตเตอรี่แห่งเอเชียของทางการลาว ในส่วนที่มุ่งสู่ไทยเฉพาะ 2 อภิมหาโครงการในแขวงไซยะบุรี คือโรงไฟฟ้าถ่านหินเมืองหงสาและโครงการเขื่อนไซยะบุรี มีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 2 แสนล้านบาท แต่ประเด็นที่ได้รับการท้วงติงมาอย่างต่อเนื่องเรื่องผลกระทบต่อชาวบ้านและสิ่งแวดล้อม

 

ในส่วนของโรงไฟฟ้าหงสานั้น ยังมีการรับรู้น้อยมากเมื่อเทียบกับกรณีการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงในไซยะบุรี ทั้งๆที่โครงการนี้น่าหวั่นใจว่าอาจก่อให้เกิดผลกระทบทั้งฝั่งลาวและข้ามแดนมาถึงเมืองน่านได้ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าการใช้ลิกไนต์เป็นวัตถุดิบนั้นก่อให้เกิดมลพิษสูงกว่าถ่านหินชนิดอื่นๆเพราะมีอัตราการเผาไหม้ที่ต่ำ ซึ่งสังคมไทยมีบทเรียนมาแล้วจากโรงงานไฟฟ้าแม่เมาะ ซึ่งแม้ระยะหลังการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)จะพยายามฟอกย้อมให้แม่เมาะดูดีถึงขนาดส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่นั่นเป็นเพียงแค่เปลือกนอกที่บันดาลจากเม็ดเงินมหาศาลในการประชาสัมพันธ์ห่อหุ้มความเลวร้ายที่เกิดกับชาวบ้านและสิ่งแวดล้อมในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

 

โครงการหงสาประกอบด้วยเหมืองถ่านหินขนาดใหญ่ โรงไฟฟ้าที่มีกำลังการผลิต 1,878 เมกะวัตต์เกือบเท่าโรงไฟฟ้าแม่เมาะพร้อมหอหล่อเย็น มีเขื่อนกั้นลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขงสำหรับใช้ในกระบวนการผลิตและบำบัด และยังต้องติดตั้งสายส่งผ่านป่าเขาและชุมชนอีกหลายร้อยกิโลเมตรเพื่อเชื่อมกับแม่เมาะ โดยกฟผ.เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าเกือบทั้งหมด แต่ทั้งคนลาวและคนน่านเองกลับรับทราบข้อเท็จจริงในหลากหลายมุมน้อยมาก ทั้งๆที่โครงการนี้วางแผนที่จะเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ที่น่าประหลาดใจคือแม้แต่ธนาคารออมสินก็ยอมเอาเงินที่เด็กๆทุบกระปุกไปฝากไว้ไปสนับสนุนโครงการนี้ ทั้งๆที่มีการท้วงติงเรื่องการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากองค์กรระดับนานาชาติไว้แล้ว

 

“การเข้า-ออกชายแดนของคนในบริษัทหงสาง่ายเสียยิ่งกว่าคนลาวเข้าประเทศเสียอีก เพราะมีการอำนวยความสะดวกทุกขั้นตอน เนื่องจากผู้บริหารบริษัทหงสาบางส่วนก็เป็นอดีตข้าราชการลาว”อดีตข้าราชการตำรวจลาวรายหนึ่งในเมืองหงสาเล่าในทำนองน้อยใจ แม้ที่ผ่านมาเขาจะเคยรับจ้างขับรถให้กับผู้บริหารบริษัทหงสา แต่ในหลายประเด็นเขาก็รู้สึกเป็นห่วงไม่ได้

 

“ใครๆก็รู้ว่าคนลาวว่าง่าย หากมีใครขัดขืนก็จะถูกทหารหรือตำรวจลาวควบคุมตัว” ข้อสรุปของเขาช่วยสะท้อนสถานการณ์ของชาวบ้านลาวได้ชัดเจน

 

สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในเมืองหงสาดูช่างไม่แตกต่างจากอีกฟากหนึ่งของภูเขาในเมืองไซยะบุรีซึ่งมีแม่น้ำโขงไหลผ่าน

 

เส้นทางจากเมืองหงสาไปสู่เมืองไซยะบุรี แม้ไม่ราบเรียบหรือกว้างขวางเท่ากับเส้นทางจากชายแดนไทยสู่เมืองหงสา เพราะไม่มีบริษัทข้ามชาติมาลงทุนสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อตัวเองโดยอ้างประชาชน แต่ระหว่างวันที่ 17-19 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาบนถนนสายเล็กๆนี้ก็คึกคักไปด้วยรถยนต์มากกว่าปกติ เนื่องจากระหว่างนั้น ได้มีการจัดงานใหญ่ระดับประเทศลาว คืองาน “มหกรรมบุญช้าง”

 

แขวงไซยะบุรีเป็นดินแดนที่มีช้างป่ามากที่สุดในลาวและเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านช้าง แรกทีเดียวการจัดงานบุญช้างเป็นเพียงงานเล็กๆของชาวบ้านที่ร่วมกันทำพิธีบายสีสู่ขวัญให้ช้าง แต่ต่อมาได้ถูกยกระดับจัดให้เป็นงานใหญ่ มีการขบวนพาเหรดช้าง และบริการนั่งช้างชมเมือง

 

ภายในงานเป็นไปอย่างม่วนชื่น ประชาชนทั้งเมือง รวมทั้งชาวต่างชาติต่างมาร่วมกันชมการแสดงของคนและช้างบ้านร่วมร้อยตัว แม้การจัดงานครั้งนี้จะสะดุดอยู่บ้างเพราะสื่อมวลชนฝรั่งและองค์กรระหว่างประเทศที่มาร่วมงานบางกลุ่มมองว่าเป็นการทรมานช้างมากกว่าการทำบุญกับช้าง จึงพากันคว่ำบาตรและออกจากงานกลางคัน แต่ภาพโดยรวมก็ถือว่าผ่านไปอย่างเรียบร้อย

 

“เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีคนจ้างลากไม้แล้ว เพราะป่าหายไปเยอะ ช้างบ้านส่วนใหญ่เลยต้องหาทางออกด้วยการไปรับจ้างบริการนักท่องเที่ยวซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติ” คำบอกเล่าของคนเลี้ยงช้างแห่งเมืองหงสาซึ่งนำช้างมาร่วมงานได้สะท้อนสถานการณ์ในหลายมิติ ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมทรามลงและการรุกคืบของคนนอกประเทศสู่ดินแดนแห่งนี้

 

ในวันเริ่มต้นงาน 17 กุมภาพันธ์ ขณะที่บุญงานช้างกำลังคึกคัก ห่างจากตัวเมืองไซยะบุรีออกไปราว 5 กิโลเมตร ในหมู่บ้านนาตอใหญ่ ชาวบ้านกลุ่มเล็กๆ กำลังร่วมกันจัดงานทำบุญประจำปีเพื่อสักการะหลวงพ่อทองมา แม้บรรยากาศจะดูเงียบเหงา แต่พิธีกรรมและข้าวของเครื่องใช้ที่ประดับประดาในงานทุกอย่างเป็นไปอย่างประณีต

 

หมู่บ้านนาตอใหญ่ เป็นแปลงอพยพที่สร้างขึ้นใหม่เพื่อรองรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนไซยะบุรีกั้นแม่น้ำโขง หมู่บ้านนี้ถูกอพยพออกมาเป็นแห่งแรกนี้มีจำนวน 76 ครัวเรือน เป็นเวลามากกว่า 1 ปี แล้วที่ชาวบ้านย้ายออกจากแม่น้ำโขง

 

“เมื่อก่อนสมัยที่อยู่ที่บ้านห้วยสุย การจัดงานหลวงพ่อทองมายิ่งใหญ่มากสำหรับคนในหมู่บ้าน ทุกบ้านต่างมาช่วยกันเพราะต่างก็เคารพหลวงพ่ออย่างมาก วัดที่เก่าก็ใหญ่กว่านี้มาก เราก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ตอนนี้ก็ได้แต่ทำกันไปตามที่มี “ผู้เฒ่ารายหนึ่งเล่าด้วยน้ำเสียงดูเหนื่อยหน่าย ทั้งชีวิตของแกเกิดและเติบโตมากับแม่น้ำโขง และไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะต้องถูกพรากจากแม่น้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตของแกและคนในหมู่บ้าน แปลงอพยพแห่งใหม่แม้จะมีบ้านให้อาศัย แต่วัดซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชนก็ไม่เหมือนเดิม

 

ราวปี 2554 บริษัทได้สำรวจพื้นที่บริเวณแก่งหลวง เพื่อสร้างเขื่อนไซยะบุรี โดยที่ชาวบ้านห้วยสุยไม่เคยรับรู้มาก่อน เมื่อบริษัทเข้ามาเตรียมพื้นที่ ชาวบ้านทั้งหมดถูกย้าย โดยบริษัทได้ให้ค่าโยกย้ายครัวเรือนละ 1 แสนกีบ (ประมาณ 400 บาท) ให้ข้าวสารทุกครอบครัว เป็นระยะเวลา 1 ปี และให้ใช้น้ำประปาและไฟฟ้าฟรี 6 เดือน

 

“ตอนมาใหม่ๆ เขาแจกข้าว ให้ใช้น้ำไฟฟรี ก็พออยู่ได้บ้าง แต่ตอนนี้ทุกเดือนๆ ต้องจ่ายค่าน้ำไฟ รายได้ก็ไม่มี ไม่รู้จะหาอะไรกิน อยู่ริมน้ำโขงผู้ชายออกหาปลา ผู้หญิงไปเก็บไค (ไก สาหร่ายแม่น้ำโขง) ร่อนทอง มีรายได้นิดหน่อยก็พออยู่ได้เพราะไม่มีรายจ่าย ไฟฟ้าเราก็ปั่นเอาจากน้ำห้วย” คนเฒ่ารู้สึกเศร้าใจทุกครั้งเมื่อพูดถึงวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป แกและชาวบ้านถูกพร่ำบอกให้เป็นผู้เสียสละเพื่อการพัฒนาประเทศลาว

 

“หลายคนอยู่ที่นี่ไม่ได้เพราะไม่รู้จะทำอะไร ตอนนี้ชาวบ้านหนีกลับไปอยู่ที่อื่น ไปอยู่ริมน้ำ 18 ครอบครัวแล้ว คนที่เหลือก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะอยู่กันได้นานอีกแค่ไหน” ผู้เฒ่าระบายความในใจ

 

แม้ที่ผ่านมาบริษัทไซยะบุรีพาวเวอร์ จะทุ่มการประชาสัมพันธ์ถึงข้อดีของการมีเขื่อนและการสร้างหมู่บ้านให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบพร้อมทั้งหาอาชีพและงานให้ทำ แต่บัดนี้ท้ายหมู่บ้านแปลงอพยพ มีเพียงบ่อเลี้ยงปลาและกบที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว ชาวบ้านบอกว่าตอนย้ายมาใหม่ๆ บริษัทมาส่งเสริมอาชีพ แต่ดินที่นี่ไม่ดี ปลูกได้พียงข้าวโพด บ่อปลาก็ถูกปล่อยร้าง

 

เขื่อนไซยะบุรีมูลค่าก่อสร้าง 1.1 แสนล้านบาท ขนาดกำลังผลิต 1,260 เมกกะวัตต์ เริ่มก่อสร้างอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปี 2555 โดยบริษัทไซยะบุรีพาวเวอร์ ถือหุ้นหลักโดยบริษัท ช.การช่าง ไฟฟ้าร้อยละ 95 จะส่งขายให้แก่กฟผ. เช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าหงสา สันเขื่อนมีความยาวราว 800 เมตรจะพาดกั้นกลางลำน้ำโขง

 

แม้เริ่มก่อสร้างทั้งที่ยังไม่ได้รับฉันทามติจาก 4 ประเทศสมาชิกของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (เอ็มอาร์ซี) ตามข้อตกลงแม่น้ำโขง พ.ศ. 2538 พร้อมเสียงทักท้วงจากรัฐบาลประเทศท้ายน้ำ ได้แก่ กัมพูชา และเวียดนาม มาโดยตลอด เนื่องจากยังไม่มีการศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดน แต่รัฐบาลลาวและบริษัทก็ไม่ได้สนใจและลงมือสร้างอย่างเร่งรุด

 

ในขณะที่กฟผ.เลือกที่จะเชื่อมแบตเตอรี่จากเมืองหงสาและเมืองไซยะบุรีในประเทศลาวสู่ไทยโดยใช้ความได้เปรียบเรื่องทุนเข้าไปตักตวงทรัพยากรของเพื่อนบ้านโดยไม่คิดให้รอบคอบถึงวิถีชีวิตและธรรมชาติที่อยู่ร่วมกันมานับพันๆปีว่าจะได้รับผลกระทบอย่างไร

 

ภาพของคนเล็กคนน้อยในแปลงอพยพ ภาพของความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติที่กำลังถูกบั่นทอน สะท้อนคำถามถึงสังคมไทยว่าคิดอย่างไรกับมิตรภาพอันมั่นยืนของเพื่อนบ้านญาติมิตรของเรา

โดย โลมาอิรวดี

 

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.