พบมอแกนหมู่เกาะสุรินทร์อีกนับร้อยยังไร้บัตรประชาชน กสม.-จังหวัดพังงาจับมือเร่งแก้ไข หวั่นช่วงฤดูมรสุมหลังไฟไหม้ใหญ่-เงินทองสะสมถูกเผาหมด ระดมข้าวสารช่วย

ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์-2 มีนาคม 2562 นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และคณะซึ่งประกอบด้วย นายจำนง จิตรนิรัตน์ กรรมการแก้ไขปัญหาชาวเล นายไมตรี จงไกรจักร ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท นายวิทวัส เทพสง ผู้ประสานงานเครือข่ายชาวเล ได้เดินทางลงพื้นที่ชุมชนมอแกนหมู่เกาะสุรินทร์ อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา เพื่อติดตามกรณีไฟไหม้หมู่บ้านมอแกนเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการสร้างบ้านหลังใหม่แต่ยังไม่แล้วเสร็จ

ก่อนลงพื้นที่นางเตือนใจได้เข้าหารือกับนายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา โดยนายศิริพัฒกล่าวว่า ขณะนี้กำลังเร่งฟื้นฟูและเยียวยาชาวบ้านโดยเร่งสร้างบ้านหลังใหม่ซึ่งแข็งแรงมั่นคงกว่าบ้านหลังเดิม รวมทั้งดูแลเรื่องการศึกษาและสาธารณสุขโดยมีเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลทุกวัน ส่วนในเรื่องอาชีพก็ไม่น่าเป็นห่วงเพราะชาวมอแกนส่วนใหญ่ทำงานอยู่กับอุทยานฯ อยู่แล้วซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ทำประมงหารายได้

“การเพิ่มพื้นที่ให้ขยายไปที่อื่นทำไม่ได้ เพราะมิฉะนั้นหากร้องขอให้ขยายไปเรื่อยๆ จะทำอย่างไร พื้นที่นี้เป็นเขตอุทยานฯ ตอนนี้กำลังเดินหน้าช่วยเหลือในเรื่องสัญชาติสำหรับคนที่ยังไม่มีบัตรประชาชน เรากำลังตรวจสอบเอกสารหลักฐานกันอยู่ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือบริเวณนี้ติดกับน่านน้ำพม่า ทำให้มีชาวมอแกนข้ามกันไป-มา เราต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไร” นายศิริพัฒ กล่าว

ทั้งนี้ในวันต่อมาคณะของนางเตือนใจได้ลงพื้นที่ชุมชนมอแกนที่ไฟไหม้โดยชาวบ้านส่วนใหญ่ยังอาศัยอยู่ในเต็นท์ ขณะที่บางส่วนย้ายไปนอนใต้ถุนบ้านที่ยังสร้างไม่เสร็จ ซึ่งมีสาเหตุมาจากใบจากที่นำมาใช้มุงหลังคาขาดแคลนและกำลังสั่งซื้อจากนอกพื้นที่อย่างเร่งด่วน

นายพุทธพจน์ คูประสิทธิ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ กล่าวว่า การสร้างบ้านใกล้เสร็จโดยไม่น่าจะเกินสิ้นเดือนมีนาคม อย่างไรก็ตามตอนนี้ข้าวของบริจาคที่ได้รับความช่วยเหลือในด้านอื่นๆ มีมากเกินไปหรือไม่ เป็นเรื่องน่าพิจารณาเพราะมอแกนบางคนต้องใช้เต็นท์ 2 หลังในการเก็บข้าวของและทุกคนต่างก็มีอาชีพ ส่วนในช่วงฤดูมรสุมที่กำลังจะมาถึงก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพราะทุกคนต่างเตรียมอุปกรณ์หาปลาและสัตว์น้ำแบบง่ายๆ เช่น เบ็ด ฉมวงยิงปลา

นางเตือนใจให้สัมภาษณ์ภายหลังลงพื้นที่ว่า จุดประสงค์ในการเดินทางลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อติดตามดูสถานการณ์หลังจากเกิดไฟไหม้หมู่บ้านซึ่งพบว่าไม่มีอะไรน่าเป็นกังวล เนื่องจากทุกฝ่ายได้ร่วมมือกันจนดำเนินการคืบหน้าไปได้มากโดยเฉพาะเรื่องการสร้างบ้าน และได้มีการแก้ไขแบบให้บ้านกว้างขวางขึ้นตามข้อเสนอของขบวนประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) และอาจมีการต่อเติมในอนาคตตามความจำเป็นของแต่ละครอบครัว

นางเตือนใจกล่าวว่า ปัญหาหลักประการหนึ่งที่จำเป็นต้องเร่งแก้ไขคือเรื่องสถานะบุคคลเพราะมีชาวมอแกนประมาณ 80 คนยังไม่มีบัตรอะไรเลย นอกจากนี้ยังมีอีกกลุ่มใหญ่ราวกว่า 100 คนที่เป็นบัตรเลขศูนย์ ดังนั้นจำเป็นจะต้องมีการตรวจสอบประวัติ ถ้าเขาเกิดในประเทศไทยก็จำเป็นต้องหาหลักฐานและพยานมายืนยัน เช่น หมอตำแยที่ทำคลอด

“สำหรับมอแกนบางกลุ่ม เราจำเป็นต้องคุยกับระดับนโยบายในเรื่องของหลักการก่อน เพราะคนเหล่านี้เขาอยู่ตามเกาะต่างๆ และเคลื่อนย้ายกันไปมาตามวิถีดั้งเดิม แต่เมื่อเกิดเส้นแบ่งแดนทีหลัง พวกเขาก็ยังเดินทางกันไป-มาระหว่างเกาะเพื่อเยี่ยมเยียนกัน ทั้งจากเกาะที่อยู่ในประเทศไทยและเกาะที่อยู่ในพม่า ดังนั้นเราควรหารือกันว่าจะทำอย่างไร เพราะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนในระดับนโยบายและพื้นที่” นางเตือนใจ กล่าว

นายจำนง จิตรนิรัตน์ กรรมการแก้ไขปัญหาชาวเล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า หลังจากเสร็จสิ้นเรื่องการสร้างบ้านก่อนฤดูมรสุมแล้วนั้น ระยะต่อไปฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องควรร่วมกันพิจารณาในเรื่องที่เป็นอัตลักษณ์ของชาวมอแกน เช่น วิถีวัฒนธรรมของชาวเล เพราะส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพิงอยู่กับธรรมชาติ ดังนั้นทุกฝ่ายควรร่วมมือกันเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชาวเลโดยหาทางให้พวกเขาได้ประกอบอาชีพและทำมาหากินกับทะเลมากขึ้น เพราะในหลายพื้นที่ประสบปัญหาติดขัดซึ่งมักมีเงื่อนไขของกฎหมายเป็นข้ออ้าง โดยที่ผ่านมาในการประชุมคณะกรรมการชาวเลในชุดก่อนๆ ได้พิจารณาถึงการอนุญาตให้ใช้เครื่องมือการทำประมงหลากหลายขึ้น

“พื้นที่ทางจิตวิญญาณของชาวเลควรได้รับการส่งเสริมด้วย พวกเขาควรได้ใช้ทรัพยากรที่เคยใช้มาอย่างเหมาะสม เพราะปัจจุบันนักท่องเที่ยวมากมายต่างแห่กันเข้ามาใช้ประโยชน์ในอันดามันครอบคลุมในทุกมิติ ดังนั้นชาวเลซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่มาเก่าก่อนก็ควรได้ใช้ประโยชน์เช่นเดียวกัน ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรร่วมกันกำหนดกติกาที่เหมาะสม ไม่ใช่ห้ามพวกเขาอย่างเดียว” นายจำนง กล่าว

นายไมตรี จงไกรจักร ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท กล่าวว่า มูลนิธิฯ พยายามสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมให้เกิดขึ้นโดยชาวเลควรมีส่วนร่วมตั้งแต่การสร้างบ้าน ตลอดจนการรับมือกับข้าวของบริจาคที่เข้ามาจำนวนมาก อย่างไรก็ตามที่ยังน่ากังวลคือในช่วงฤดูมรสุมเพราะการเตรียมตัวในช่วงปิดเกาะตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมครั้งนี้ ชาวบ้านต้องเตรียมตัวมากกว่าครั้งอื่นๆ เนื่องจากทรัพย์สินเดิมถูกไฟไหม้หมด รวมทั้งเงินทอง ดังนั้นมูลนิธิฯ กำลังคิดที่จะช่วยระดมข้าวสารให้หมู่บ้านมอแกนทั้ง 81 ครอบครัวในช่วงที่ไม่มีรายได้นี้

นายไมตรีกล่าวว่า ในระยะยาวนั้นควรจัดให้ชาวมอแกนได้มีส่วนร่วมในทุกระดับ เช่น การจัดการขยะ การจัดการห้องน้ำ รวมถึงการออกแบบการใช้พื้นที่ของชุมชนเพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของพวกเขา และอาจมีการส่งเสริมให้ปลูกพืชผักเพื่อที่จะได้ไม่ต้องซื้อจากภายนอก

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.