ลาวเผยนักการเมืองไทยจ้างปลูกกัญชาแปลงใหญ่ผลิตน้ำมันได้ถึง 30 ตันมูลค่านับหมื่นล้าน-ขายใต้ดินรับทรัพย์อื้อ อ.เดชาเตรียมเคลื่อนขบวนเดินเท้าพิจิตร-สุพรรณบุรี รณรงค์แก้ไขกฎหมาย 21 พค.

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2562 ที่ห้องประชุมภูมิแผ่นดิน มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี ได้มีเสวนาเรื่อง “กัญชารักษาหรือเสพติด”โดยวิทยากรประกอบด้วยนายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ ศาสตราภิชาญล้อม เพ็งแก้ว ปราชญ์เมืองเพชร นายปริญญา ศรีสุคนธ์ โดยมีประชาชนกว่า 200 คนเข้าร่วมรับฟังจนแน่นห้องประชุม

นายเดชา กล่าวว่า ตั้งแต่เด็กตนมีภาพไม่ดีกับกัญชาเพราะเห็นคนสูบกัญชาแล้วไม่ทำงาน ตนเป็นคนไม่สูบบุหรี่และตอนนั้นเห็นว่ากัญชายิ่งกว่าบุหรี่เพราะเป็นยาเสพติด แต่ตนต้องมาเกี่ยวข้องเพราะคิดว่าหากตนเป็นมะเร็งเหมือนแม่และน้าชายอีก 3 คนที่เป็นมะเร็งตับ ซึ่งโอกาสที่ตนจะเป็นมะเร็งมีอยู่มาก จึงคิดว่าหากมีวิธีอื่นที่ดีกว่าโดยไม่เลือกการฉายแสงหรือผ่าตัด จึงศึกษาเรื่องน้ำมันกัญชาซึ่งเป็นเรื่องหน้าเชื่อถือกว่า โดยได้อ่านเรื่องของชาวแคนาดาที่เป็นมะเร็งอยู่โรงพยาบาล สุดท้ายหมอบอกว่าหมดโอกาสแล้ว แต่เขาเป็นคนใฝ่รู้และอ่านงานวิจัยต่างๆจนพบสารชนิดหนึ่งในน้ำมันกัญชาสามารถฆ่าเซลมะเร็งได้จึงขอให้หมดเขียนใบสั่งยาให้หน่อยเพราะตอนนั้นกัญชาในแคนาดาเป็นสารเสพติด แต่หมอไม่ยอมเขาเลยลงมือสกัดเอง และเขาเริ่มกินโดยไม่มีหมอจนหาย และได้สกัดให้เพื่อนกินก็หายเช่นกัน ที่สุดเขาไปบอกหมอว่าปลูกและใช้กัญชารักษาหายหลายคนแล้ว แต่หมอไปแจ้งตำรวจเพราะจนเขาถูกจับ แต่เขาไม่เข็ดยังคงปลูกอีก ตำรวจก็จับอีก เขาจึงหนีไปต่อสู้อยู่นอกประเทศและตั้งมูลนิธิรักษาคนจนกัญชากลายเป็นสิ่งถูกกฎหมายในแคนาดา

นายเดชากล่าวว่า ตนได้ทดลองสกัดตามที่ชาวแคนาดารายดีทำและเริ่มทดลองใช้ แต่เพราะตามฝรั่งที่ให้กิน 4 เม็ดถั่วเขียว ทำให้คนไข้เมาและหลอน จึงไปหาพระรูปหนึ่งที่มรภาพไปนานแล้วแต่พูดผ่านร่างทรง แรกก็ไม่เชื่อแต่พิสูจน์ด้วยการถามเรื่องกัญชา แต่พบว่าสิ่งที่พระบอกกลายเป็นเรื่องจริงทุกครั้ง ตนเอายาที่ทำไปถามว่ายานี้ให้คนไข้กินได้หรือไม่และหายหรือไม่ ท่านก็บอกให้กินก่อนนอน ครึ่งเม็ดถั่วเขียวไปเรื่อยๆ และงดของแสลง เช่น สัตว์เลือดอุ่น ของหมักดองทุกชนิด ของมึนเมา นอกจากนี้ยังมีเจ้ากรรมนายเวร หากต้องการให้หายจริงต้องทำให้เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรมนั่นคือต้องทำบุญให้เขา ปรากฏว่า 4 เดือนคนไข้คนนี้หายจริงๆ เมื่อครบ 6 เดือนไปหาหมอ ทำให้หมอแปลกใจและบอกว่าคนไข้รายนี้หายจากมะเร็งตับระยะสุดท้าย

นายเดชากล่าวว่า นอกจากโรคมะเร็งแล้วเลยนำมาพิจารณาเรื่องอื่น เพราะตอนที่วัย 65 ปีความจำเริ่มไม่ดีและมือเริ่มสั่น จึงถามพระในร่างทรงนี้อีกว่ารักษาได้หรือไม่ ซึ่งท่านก็บอกว่ารักษาได้ โดยใช้น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น 97% และน้ำมันกัญชา 3% ตนกินแค่ 10 หยดก่อนนอนเพื่อให้นอนหลับ ปรากฏว่าโรคก็หายไปเอง ซึ่งจากที่เราค้นพบไม่เหมือนกับที่ฝรั่งหรือที่ใดๆในโลก กัญชารักษาโรคไม่จำกัดที่เกิดจากร่างกายที่ไม่ใช่เชื้อโรค แต่ขัดกับความเชื่อว่าพืชตัวเดียวจะรักษาโรคได้เยอะอย่างไร แต่ในการใช้จริงเป็นเช่นนั้นจริงๆ

“ตอนนี้ผมอายุ 71 ปีแล้ว แต่กลับเป็นช่วงที่สมองดีที่สุด เมื่อตอน 65 เคยสมองเคยเสื่อมไปเยอะ แต่น้ำมันกัญชาสามารถฟื้นสมองได้ สามารถสร้างสมองใหม่มาเติมและจัดระเบียบให้สมองด้วย การฟื้นของสมองครั้งนี้ดีกว่าเดิม และสมองสองซีกสามารถเชื่อมกันด้วย ทำให้ความคิดมีนวตกรรมต่างๆได้ เป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก” นายเดชา กล่าว

ประธานมูลนิธิข้าวขวัญกล่าวว่า คนในยุคปัจจุบันต้องพัฒนาให้เหนือเอไอหรือปัญญาประดิษฐ์ให้ได้ ซึ่งกัญชาช่วยได้ ซึ่งตนพบว่าสมองตัวเองดีกว่าเดิม ทำให้คนแก่มีศักยภาพมากกว่าคนหนุ่มสาวเพราะสะสมประสบการณ์มายาวนาน แต่คนแก่มักเอามาใช้ไม่ได้เนื่องจากสมองเสื่อม แต่ถ้าทำให้คนแก่สมองดีก็จะเป็นกำลังของประเทศคนแก่เพราะมีพร้อมทุกอย่าง เปลี่ยนจากภาระของชาติมาเป็นกำลังของชาติ นอกจากนี้ตนยังเป็นคนแรกในโลกที่ใช้น้ำมันกัญชากับดวงตาซึ่งเคยเป็นต้อเนื้อซึ่งหมอบอกว่าไม่หายแล้ว หากดูแลดีก็ใช้ตาได้นานหน่อย แต่บังเอิญตนหยิบยากหยอดตาผิดขวด และเอาน้ำมันกัญชาไปหยอดตา ซึ่งพบว่าอาการดีขึ้นจนต้อเนื้อหายขาด ตอนนี้สายตาตนดีกว่าตอนอายุ 50 ปีเพราะตอนนั้นต้องตัดแว่นอ่านหนังสือแล้ว แต่พอหยอดน้ำมันกัญชา ทำให้สายตาที่เคยสั้น กลับมาปกติ

นายเดชาถามถึงข้อโต้แย้งทางการแพทย์ในแง่มุมต่างๆ เกี่ยวกับการใช้กัญชารักษาโรคว่า แพทย์มี 2 สำนัก คือแพทย์สมัยใหม่ที่คิดแบบแยกส่วน เมื่อคนเป็นโรคก็บอกว่าเกิดจากเชื้อโรคและเวลารักษาก็เอายาไปสู้อาการนั้นโดยตรง อีกสำนักหนึ่งคือแพทย์แผนไทยที่คิดว่าร่างกายผิดปกติก็ต้องจัดการตัวเอง ร่างกายประกอบด้วยธาตุดินน้ำลมไฟ หากสมดุลกันก็ปกติ หากป่วยก็ต้องปรับธาตุให้สมดุลโดยมองแบบองค์รวม  ซึ่งกัญชาที่ตนคิดก็ใช้แบบองค์รวม แต่ฝรั่งใช้กัญชาแบบแยกส่วนแค่เอาสารที่เป็นพระเอกมา 3-4 ตัวไปสู้กับโรคโดยตรงซึ่งเป็นการแพทย์สมัยใหม่ แต่เราใช้หลักการเดียวกับแพทย์แผนไทยโดยกัญชาทำให้นอนหลับยาวพอ 6-10 ชั่วโมงและหลับลึกให้สมองและร่างกายได้ซ่อมตัวเอง แต่ยังไม่พอต้องหลับฝันด้วยสัก 10-30 % ของการนอนช่วยปลดปล่อยอารมณ์ค้างของความเครียด ซึ่งคนในปัจจุบันรับข้อมูลข่าวสารเข้าไปมากเพราะต่างก้มหน้าก้มตาดูข้อมูลในมือถือ เมื่อเอาเข้าไปเยอะแต่ฝันน้อย ทำให้กลายเป็นโรคต่างๆโดยเฉพาะโรคซึมเศร้า แต่กัญชาทำให้คนหลับฝันและหลับลึก ที่สำคัญคือการหายใจที่เอาออกซิเจนเข้าไปซ่อม หากหายใจไม่ดีก็ไม่สามารถซ่อมได้ มีการกรนและหยุดหายใจแต่น้ำมันกัญชาช่วยได้เพราะกัญชาทำให้คุณภาพการนอนดีขึ้น ช่วยซ่อมแซมทุกส่วนของร่างกาย และร่างกายก็ฟื้นเอง เราใช้กัญชาพันธุ์ไหนก็ได้ ขอให้นอนหลับอย่างเดียว แต่หลับมากไปก็ไม่ดี น้อยไปก็ไม่ดี

นายเดชากล่าวว่า ตอนนี้กำลังประสานกับจุฬาฯในการวิจัยพันธุ์กัญชาซึ่ง 3 เดือนนี้จะรวบรวมพันธุ์กัญชาไทยให้ได้มากที่สุดและดำเนินการควบคู่กับการจัดทำยา โดยประเทศไทยมีพันธุ์กัญชาหลากหลายแต่ถูกปกปิดมานาน ถ้าไม่รีบฟื้นฟูขึ้นมาก็จะสูญหาย เราไม่ต้องการทำแค่ยา

“จังหวัดเพชรบุรีเป็นแหล่งกัญชาโบราณ ได้ยินว่าจะมีแปลงกัญชาป่าขนาดใหญ่ซึ่งถูกปปส.ตัดไป เรื่องนี้คงต้องคุยกันว่าอย่าไปตัดเลยแต่นำมาวิจัยดีกว่า เพราะกว่าจะหลุดรอดมาได้ในป่าก็หายาก ควรเอาพันธุ์นี้มาใช้ แต่เบื้องต้นคือต้องทำให้กัญชาหลุดออกจากยาเสพติดก่อน ตอนนี้เรากำลังวางแผนเดินเท้าตั้งแต่จังหวัดพิจิตรมายังสุพรรณบุรี ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคมซึ่งเป็นวันหมดระยะเวลานิรโทษกรรม โดยใช้เวลา 20 วัน เพื่อเรียกร้องให้มีการแก้กฎหมายและระดมทุน หากยังแก้ไขกฎหมายไม่ได้ คนผลักดันกฎหมายเป็นใครคนนั้นก็ได้ประโยชน์ เช่นกลุ่มทุนใดหรือพรรคการเมืองใดผลักดัน ผลประโยชน์ก็ได้กับคนกลุ่มนี้ แต่ไม่ถึงภาคประชาชน” นายเดชา กล่าว

นายเดชากล่าวว่า สาเหตุที่ต้องเดินและแก้กฎหมาย เพราะคำนวณแล้ว หากทำตามกฎหมายในปีหนึ่งแจกยาคนไข้ได้ไม่ถึง 1 หมื่นคน หรืออยากมากก็ 5 พันคน แต่ปัจจุบันมีผู้ป่วยแอบใช้กัญชาราว 8 แสน-2 ล้านคน และอนาคตจะเพิ่มเป็น 10 ล้านคน เพราะฉะนั้นมีทางเดียวคือต้องแก้กฎหมาย ที่ตนกล้าทำเรื่องกฎหมายต่อเพราะเชื่อว่ากัญชาเป็นของศักดิ์สิทธิที่ไม่ให้ใครไปผูกขาด ไม่ให้นายทุนหากิน และเป็นของทุกคน เราจึงต้องเคลื่อนไหวเรื่องกฎหมายแต่ต้องมีความเพียรสุดๆกันก่อนเหมือนพระมหาชนก อีกฝ่ายหนึ่งโลภเพราะอยากได้ประโยชน์ แต่เราให้ทาน เอาไปแจกจึงเชื่อว่าเทวดาอยู่ฝ่ายเรา

นายเดชากล่าวว่า ก่อนที่ตำรวจจะเข้ามาตรวจค้นและจับกุมที่มูลนิธิข้าวขวัญ ตนได้ไปพูดและให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ว่าต้องการให้มีการแจกน้ำมันกัญชาในห 1 วัด 1 อำเภอ คาดว่าหากทำเช่นนี้สิ้นปีก็แจกยาได้ 1 ล้านเม็ด แต่การทำเชนนี้ทำให้เงินของพวกใต้ดินที่ขายน้ำมันกัญชาหายไปราว 100 ล้านบาท ตนเชื่อว่าตรงนี้เป็นต้นเหตุที่ทำให้เราถูกจับ และในตอนนี้ราคาของน้ำมันกัญชาได้เพิ่มสูงขึ้นจากเม็ดละ 100 บาทเป็นเม็ดละ 300 บาท

“มีคนบอกผมว่าที่เขาจับผมเพราะผมท้าทายเขาเกินไป ช่วงนั้นผมไปลาว จริงๆ แล้วอยากรีบกลับมาเคลียร์ตั้งแต่แรก แต่มีคนบอกว่าไม่ต้องกลับดีกว่าเดี๋ยวจะยุ่งกันใหญ่ ยิ่งในวันหลังๆข่าวดังมากขึ้น แม้แต่ในลาวก็ต่างรับรู้กัน พอวันท้ายๆก่อนกลับ มีคนที่เป็นหมอใหญ่ของลาวและทำเรื่องกัญชาใหญ่ที่สุดในลาวมาหาผม เขาบอกว่าเข้าใจเรา และยังเขาบอกว่าเมื่อปีที่แล้วมีนักการเมืองไทยคนหนึ่งได้ว่าจ้างให้คนลาวปลูกกับชาหลายพันไร่ สามารถกลั่นเป็นน้ำมันได้ถึง 30 ตัน ราคากลางลิตรละ 5 แสนบาท หรือตันละ 500 ล้านบาท  เขามี 30 ตันคือ 1.5 หมื่นล้านบาท เขาได้เงินก้อนนี้แน่ๆ ปีนี้เขาจะไปทำอีก แต่ทางการลาวห้าม แต่ 30 ตันที่เขามีอยู่กำลังหาทางปล่อยอยู่ ขณะที่ของเราแจกฟรี จึงมีการจัดการผม เพราะเงินของเขาตั้ง 1.5 หมื่นล้าน และกำลังเพิ่มขึ้นสูงถึง 3 หมื่นล้านบาทเพราะตอนนี้ราคาปรับตัวขึ้นมาก” นายเดชา กล่าว

ศาสตราภิชาญล้อมกล่าวว่า เรื่องกัญชากำลังโด่งดังจึงเป็นเรื่องที่ควรมีการหารือกัน ขณะที่ภาคประชาชนรวมตัวกันกว้างขวางที่สุดเกี่ยวกับกัญชาและมีการบริจาคเงินจำนวนมากเพื่อประกันตัวนายพรชัย เราจัดงานครั้งนี้เพราะต้องการเข้าใจเรื่องกัญชา ซึ่งในอดีตเมืองเพชรเป็นแหล่งปลูกกัญชาที่ดีที่สุดเป็นรายได้รองจากอาหารทะเลแห้ง แต่ตอนหลังฝรั่งอยากขายยาของตัวเองจึงบีบบังคับให้รัฐบาลออกกฎหมายให้กัญชาเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่ที่เมืองเพชรยังใช้กัญชาเป็นประโยชน์มาตลอดโดยเฉพาะร้านก๋วยเตี๋ยวอร่อยๆมักมีกัญชาผสมอยู่ในน้ำซุป และกัญชามักถูกทำให้ปิดบังซ่อนเร้นมาโดยตลอดทำให้การศึกษาหาความรู้เรื่องกัญชาเป็นเรื่องลำบาก แต่โอกาสนี้เป็นโอกาสดี และกัญชามีประโยชน์มหาศาล จึงไม่ควรปิดปังกันเอาไว้อีกแล้ว ควรมีการปรับปรุงพันธุ์ แต่ที่น่าห่วงคือกัญชาจะกลายเป็นของบริษัทยากหรือทุนผูกขาด

“ฟังจากอาจารย์เดชาแสดงว่าปัจจุบันมีน้ำมันกัญชาของนักการเมือง 30 ตันขายอยู่ในตลาดมืด ซึ่งเป็นเรื่องน่าสงสัยมาก ลักษณะเช่นนี้ ทำให้กลัวว่าสิ่งที่พวกเรากำลังต่อสู้ ท้ายที่สุดจะกลายเป็นสมบัติของนักการเมือง กลายเป็นการเตะหมูเข้าปากหมา ยิ่งเราดิ้นเท่าไหร่นักการเมืองยิ่งชอบ ทุกวันนี้เวลารัฐบาลทำอะไรก็มองดูชอบกั๊ก อาจเป็นเพราะฟังจากนายทุนอยู่ก็ได้” ศาสตราภิชาญล้อม กล่าว

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.